ข่าว

เปิดอาคาร'ศาสตร์ของพ่อ'

เปิดอาคาร'ศาสตร์ของพ่อ'

03 มิ.ย. 2556

เปิดอาคาร'ศาสตร์ของพ่อ'

 
          หลายแรงแข็งขันในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรชาวไทยภูเขา โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตั้งแต่ พ.ศ.2515 เริ่มเห็นผลเมื่อคุณภาพชีวิตคนในชนบทของพื้นที่ในโครงการทั้ง 3 ได้แก่ หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวงและโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริเศรษฐกิจ ใน จ.เชียงราย ถูกเปลี่ยนแปงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้ดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับพระราชปณิธานของสมเด็จย่า ที่ว่า "คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน" ไม่เว้นแม้แต่อาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ บริเวณถนนพระราม 4 ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันก่อน ในชื่อ "อาคารสำนักงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระราชูปถัมภ์" ก็ยังต้องออกแบบให้รองรับองค์กรที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
 
          โดยภายในพิธีเปิดอาคารได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาทรงเป็นประธานในพิธี ทรงเจิมแผ่นศิลาฤกษ์ และลงพระนามาภิไธยบนผืนผ้าไหม เป็นข้อความให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ความว่า "ได้ทำงานเพื่อคนอื่น ถือว่าเป็นเกียรติทำให้เรามีความสุข" จากนั้นเสด็จฯ ทอดพระเนตรร้านดอยตุง ไลฟ์สไตล์ บนชั้นหนึ่งของสำนักงานที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผ้าทอมือ กระดาษสา และเซรามิก ฝีมือชาวบ้าน ทรงกรอกใบสมัครบัตรสมาชิกใบแรกในเบอร์ 001 พร้อมหยิบบัตรเจ้าหน้าที่ดอยตุง หมายเลข 905 ของพระองค์เองให้แก่เจ้าหน้าที่ในงานได้ชม ก่อนเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรตัวอาคารทั้งหมด โดยบริเวณชั้น 4 มีการจัดนิทรรศการโครงการค่ายเยาวชนนใฝ่ดี ที่ทางมูลนิธิจัดขึ้นเพื่อลดปัญหาช่องว่างระหว่างวัยของเด็กในพื้นที่ดอยตุงและในกรุงเทพมหานคร ด้วยการทำกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่โครงการเป็นผลให้เยาวชนได้รู้จักสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และรู้จักการทำงานของมูลนิธิมากขึ้น เมื่อทอดพระเนตรเสร็จมีพระราชดำรัสแก่เจ้าหน้าที่ว่า "เป็นโครงการที่ดี เด็กกรุงเทพฯ จะได้มีโอกาส ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์บ้าง" ก่อนเสด็จฯ กลับ
 
          ทั้งนี้อาคารสำนักงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระราชูปถัมภ์ สร้างเสร็จเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2554 โดยงบประมาณจากรายได้ของแบรนด์สินค้าดอยตุง แบ่งพื้นที่การทำงานออกเป็น 5 ชั้น อาคารทั้งหมดเป็นกระจกตัดแสงรอบด้าน เปิดให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาภายในอาคารมากถึงร้อยละ 70 ของพื้นที่ เลือกใช้ระบบและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ช่วยประหยัดพลังงาน อาทิ ระบบปรับอากาศที่ใช้สารให้ความเย็นที่ส่งผลกระทบน้อยต่อสภาวะเรือนกระจก พร้อมระบบนำอากาศใหม่จากด้านนอกเข้ามาหมุนเวียนในอาคาร หรือระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อนำน้ำกลับมารดน้ำต้นไม้ โดยอาคารแห่งนี้ยังได้รับรางวัล ไทยแลนด์ เอนเนอร์จี้ อวอร์ด 2013 ประเภทอาคารสร้างสรรค์เพื่อการอนุรักษ์พลังงานดีเด่น จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงานอีกด้วย
 
          ทางด้าน ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีชาวเขารับเงินเดือนจากมูลนิธิจำนวนกว่า 1,500 คน ตรงกับความตั้งใจของมูลนิธิ ที่ต้องการให้ชาวบ้านมีงานทำมากขึ้น มีโอกาสได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ต้องเบียดเบียนคนอื่นรวมถึงธรรมชาติสิ่งแวดล้อมรอบตัว และตอนนี้ก็เป็นที่น่าภูมิใจที่ศาสตร์ของพระราชาเป็นที่ยอมรับ มีกลุ่มคนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกมาศึกษาการพัฒนาตรงนี้จนได้รับการขนานนามว่า เป็นมหาวิทยาลัยแห่งชีวิต ผลิตภัณฑ์ของชาวเขาดอยตุงก็กลายเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและภูมิภาคอื่นโดยรอบ แม้จะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ทุกชิ้นก็ทำขึ้นจากมือทั้งสิ้น ไม่มีการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมมาผลิตให้ทำลายสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตคนในพื้นที่แต่อย่างใด