ข่าว

'ปชป.'ซัด'นพดล'ฟุ้งปูดข่าวรัฐประหาร

'ปชป.'ซัด'นพดล'ฟุ้งปูดข่าวรัฐประหาร

02 มิ.ย. 2556

'ปชป.' ซัด 'นพดล' เลิกฟุ้งจิตนาการข่าวรัฐประหาร แนะ 'รบ.' ปรับท่าทีเจรจา 'บีอาร์เอ็น' ชี้ยุบ 'อบจ.' ต้องแจงให้ชัด จี้ 'ปู' คืนเก้าอี้ 'เลขาฯสมช.' ให้ 'ถวิล'

 

                         2 มิ.ย. 56  นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า มี 3 กลุ่มคนที่ต้องการล้มรัฐบาล ว่า อยากให้คนของรัฐบาลเลิกจินตนาการเรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร การล้มรัฐบาลแบบไม่ถูกทาง ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลจะอยู่ได้อย่างมั่นคงหรือไม่นั้น ก็อยู่ที่ผลงานการทำงานที่ผ่านมา ถ้าทำงานดีประชาชนก็จะสนับสนุน แต่ผ่านกว่า 2 ปี รัฐบาลกลับละทิ้งประชาชน มุ่งแต่ปัญหาการเมือง นิรโทษกรรม และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงอยากให้รัฐบาลสนใจปัญหาปากท้องประชาชน เรื่องของแพง โดยเฉพาะไข่ไก่ที่ขณะนี้ ราคาเกือบฟองละ 6 บาท แก๊สแอลพีจีที่จะขึ้นราคา เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรทบทวนซึ่งไม่ต้องห่วงว่าจะมีคนกลุ่มใดล้มรัฐบาลได้ แต่หากมีกลุ่มที่ล้มรัฐบาลก็คงมีเพียงกลุ่มเดียวคือ กลุ่มประชาชนที่ทนไม่ได้กับรัฐบาลตระบัดสัตย์ คอร์รัปชัน จึงอยากให้รัฐบาลกลับเนื้อกลับตัวมองประชาชน ไม่ใช่เงยหน้ามองแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ

 

จี้ 'ยิ่งลักษณ์' คืนเก้าอี้ 'เลขาฯสมช.' ให้ 'ถวิล'

 

                         นายชวนนท์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองหลังให้คืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กับนายถวิล เปลี่ยนศรี ว่า ตนคิดว่ารัฐบาลไม่มีเหตุผลที่จะยื่นอุทธรณ์ เพราะการที่รัฐบาลโยกย้ายนายถวิล เป็นความจงใจ เพราะนายถวิล ไม่เปลี่ยนสี และเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์การสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ซึ่งรับรู้ข้อเท็จจริงทุกอย่างเกี่ยวกับชายชุดดำ และคนเสื้อแดงเป็นอย่างดี รวมถึงการโยกย้ายนายถวิล นั้นเพื่อเปิดทางให้พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงศ์ เข้ามารับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในขณะนั้น ดังนั้น ตนจึงของเรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทำสิ่งที่ถูกต้องสักครั้งในชีวิต ในการไม่ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว เพื่อคืนศักดิ์ศรีของข้าราชการน้ำดีให้แก่นายถวิล ที่ไม่เคยเปลี่ยนสี เหมือนนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) 

 

แนะ 'รบ.' ปรับท่าทีเจรจาพูดคุย 'บีอาร์เอ็น'

 

                         นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น เพื่อยุติความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในวันที่ 13 มิ.ย. ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้คัดค้าน และมองว่าการเจรจาพูดคุยเป็นกระบวนการหนึ่งของการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่นับตั้งแต่ที่มีการเจรจาจนถึงขณะนี้ พบว่าการพูดคุยต่อไปน่าจะทำให้มีความสุ่มเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวของกลุ่มบีอาร์เอ็น ก็มีการเคลื่อนไหวในเชิงลึกมากขึ้นตามลำดับ โดยจะเห็นได้ว่ามีการโพสต์คลิปข้อเสนอลงเว็บไซต์ยูทูบ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่เกือบทุกฝ่ายบอกรับไม่ได้ แต่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) บอกว่ารับได้ในข้อเสนอ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าฝ่ายไทยพ่ายแพ้ในเชิงยุทธวิธี และยุทธศาสตร์ ปล่อยให้กลุ่มบีอาร์เอ็นใช้เวทีเจรจาพูดคุยเป็นเครื่องมือในการชิงความได้เปรียบตลอดมา โดยที่รัฐบาลไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเป็นฝ่ายรุกในการเจรจา แต่จากการติดตามข่าวสารข้อมูลในทางเปิดรัฐบาลเป็นฝ่ายรับมาโดยตลอด ทั้งนี้คิดว่าการเจรจาในวันที่ 13 มิ.ย. รัฐบาลควรปรับท่าทีของการเจรจาไม่ให้เสียเปรียบ แต่ให้เป็นการพูดคุยให้เสมอภาคเพื่อหาทางออกในการแก้ปัญหาร่วมกัน ขณะเดียวกันเลขาฯ สมช. ได้ระบุว่ามีการพูดคุยในทางลับ ซึ่งอาจจะพัฒนาไปในการทางที่ดีกว่าเดิม เพราะฉะนั้นคณะเจรจาฝ่ายไทยต้องคำนึงถึงความได้เปรียบในเรื่องของการเจรจาพูดคุยด้วย

 

ชี้ยุบ 'อบจ.' ต้องมีคำตอบ แจงให้ชัด

 

                         นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตรมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรฯ ระบุว่า พรรคเพื่อไทยมีแนวคิดยุบองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพราะซ้ำซ้อนกับองค์กรปกครองส่วนถิ่น (อปท.) ว่า เรื่องดังกล่าวต้องสอบถามความคิดเห็นจากประชาชน รวมทั้งต้องมีคำตอบว่าข้าราชการที่อยู่นั้นจะเอาไปทำอะไร ซึ่งเรื่องนี้ต้องบอกให้ชัดเจน และหน่วยงานใดซ้ำซ้อนกับหน่วยงานใด ซึ่งต้องมีการวิจัยศึกษาก่อนว่ามีการซ้ำซ้อนอย่างไรบ้าง ทั้งนี้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยยังไม่เข้าใจการกระจายอำนาจ เนื่องจากบริหารงานแบบรวมศูนย์อำนาจ ถ้ามีความคิดจะยุบ อบจ. ก็ต้องลดอำนาจรัฐบาลกลางด้วย

 

วอน 'นายกฯ' แสดงภาวะผู้นำยับยั้งทุจริต 'จำนำข้าว'

 

                         นายองอาจ แถลงถึงการอภิปรายเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ถึงกรณีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เมื่อวันที่ 29 - 30 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า ที่ผ่านมาฝ่ายค้านได้นำเรื่องโครงการรับจำนำข้าวมาเปิดโปงให้เห็นถึงการทุจริตของรัฐบาลผ่านบุคคลที่อยู่ในกระทรวงพาณิชย์ โดยเรามีการระบุชื่ออย่างชัดเจน ซึ่งในเรื่องดังกล่าวผู้ที่ถูกอ้างถึงก็ไม่ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าพฤติกรรมของบุคคลที่ถูกอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรนั้น เป็นพฤติกรรมที่เชื่อได้ว่า น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตอย่างแท้จริง ทั้งนี้ในสัปดาห์หน้า นพ.วรงค์ กิจเดชวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ จะเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องโครงการทุจริตรับจำนำข้าวต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช)

                         "ผมเชื่อว่า ป.ป.ช. จะมีข้อมูลเพิ่มเติมในการที่จะเอาคนผิดมาลงโทษได้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่า การทุจริตจำนำข้าวนั้นไม่ได้เป็นการสูญเสียเพียงไม่กี่พันล้านบาท อย่างที่รัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทยประโคมข่าว เพราะข้าราชการประจำที่ทำงานร่วมกับรัฐบาลชุดนี้ ระบุว่าโครงการนี้สูญเสียกว่าสองแสนล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรี ควรที่จะรับฟังข้อมูลเหล่านี้ และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการป้องกันแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น อย่าปล่อยให้โครงการรับจำนำข้าวเป็นอีกหนึ่งโครงการที่รัฐบาลไม่เข้าไปแก้ไขแต่อย่างใด และนายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นที่จะต้องรอ ป.ป.ช. พิจารณาตัดสิน แต่ควรแสดงถึงภาวะผู้นำในการหาทางยุติยับยั้งกระบวนการส่อทุจริตโครงการรับจำนำข้าวไม่ให้ดำเนินต่อไปได้ และไม่ต้องไปใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 อีกด้วย"

 

แฉรายงานส่งออกข้าวเปลือกเขมร 'ไทย' ติดอันดับ 4 นำเข้ามากสุด

 

                         นายชวนนท์ แถลงถึงความเสียหายจากโครงการจำนำข้าวกว่า 2.6 แสนล้าน ที่เกิดจากรัฐบาล ว่า ในวันนี้รัฐบาลทำได้เพียงปกปิดบิดเบือนตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นการขายข้าวแบยรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ซึ่งข้อเท็จจริงไม่ปรากฎการณ์ส่งออกแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีการปลดน.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ออกจากประธานคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นผู้ที่ตรวจสอบบัญชี ในโครงกการรับจำนำข้าว อย่างไรก็ตามขณะนี้โครงการดังกล่าวเสียหายมากกว่าโครงการประกันรายได้ถึง 2 แสนล้านบาท แต่ก็ไม่เห็นว่านายกติรัตน์ จะแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างไร เพราะก่อนหน้านี้นายกิตติรัตน์ เคยออกมาระบุว่า หากโครงการรับจำนำข้าวเกิดความเสียหายมากกว่าโครงการประกันราคาข้าวนั้น นายกิตติรัตน์ จะลาออกทันที ตนจึงไม่อยากเรียกร้องให้นายกิตตรัตน์ ลาออก เพราะประชาชนจะได้รู่ว่าใครเป็นผู้ที่ทำให้ชาวนาเสียหาย ขอให้นายกิตติรัตน์ กอดเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไว้ให้แน่นด้วย

                         นายชวนนท์ กล่าวถึงกรณีที่หนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ ของกัมพูชา ออกมาระบุถึงรายงานการส่งออกข้าวของกัมพูชา ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2556 สามารถส่งออกข้าวได้มากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากเดิม 51,000 ตัน เป็น 118,000 ตัน ซึ่งถือเป็นการส่งออกที่มากเป็นประวัติการณ์ และที่น่าแปลกใจคือ ในรายงานยังระบุว่า ประเทศไทยกลายเป็นผู้นำเข้าข้าวเปลือกจากกัมพูชาติดอันดับ 4 ด้วย จึงไม่แปลกใจที่โครงการจำนำข้าวจะมีการสวมสิทธิ์จากข้าวประเทศเพื่อนบ้านที่ทะลักเข้ามา

                         "ขอเรียกร้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องตอบคำถามว่าข้าวที่ถูกนำเข้ามาอยู่ที่ไหน และใครเป็นคนนำเข้ามา พร้อมทั้งเร่งตรวจสอบทันที เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่ 51-54 แทบจะไม่มีข้อมูลการนำเข้าข้าวจากกัมพูชาแต่อย่างใด ดังนั้นจึงเป็นการนำเข้าข้าวเขมร มาสวมกางเกงไทย ซึ่งไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์" 

 

แขวะ 'พ.ร.บ.งบฯ57' ซุกหนี้-ผลักภาระ-ตัดสิทธิปชช.

 

                         นายชวนนท์ แถลงโจมตีการจัดร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจพปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ว่าเป็นฉบับซุกหนี้ ผลักภาระ ตัดสิทธิประชาชน ว่า พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ รัฐบาลไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ ถือเป็นการซุกหนี้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นธาตุแท้ของรัฐบาลนี้ว่าผู้สร้างภาพเป็นผู้ประหยัด ทำงบขาดดุลน้อยกว่าปีที่ผ่านมาถึง 50,000 หมื่นล้านบาท แต่การซุกหนี้เกิดขึ้นจากการกู้เงินนอกระบบ ทั้งโครงการกู้เงิน 2 ล้านล้าน เพื่อพัฒนาโครงสร้างคมนาคมของประเทศ และโครงการกู้เงินเพื่อบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ส่วนการผลักภาระหนี้ให้ประชาชนอีกกย่างน้อย 6 หมื่นล้านบาท คือ 3 หมื่นล้านบาท มาจากการที่รัฐบาลเตรียมเก็บภาษีน้ำมีดีเซล เพิ่มอีกลิตรละ 1.30 บาท และอีก 3 หมื่นล้านบาท เกิดจากการที่รัฐบาลเตรียมขึ้นราคาแก๊สแอลพีจีอีกกิโลกรัมละ 10 บาทด้วย

                         นายชวนนท์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการจัดพิมพ์เอกสารงบประมาณในการจัดซื้อรถตู้โรงเรียน ที่อ้างว่าพิมพ์เอกสารผิดไปกว่า 1,000 ล้านบาท ถือเป็นความอำมหิต เพราะนโยบายการยุบโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อสนองนโยบายของตนเอง ก็อำมหิตพอแล้ว แต่ก็มิวายที่จะคดโกงในการที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ออกมาอ้างว่าเอกสารงบประมาณโครงการจัดซื้อรถตู้โรงเรียน มีการพิมพ์ผิดกว่า 10 ที่ซึ่งมันสอดรับกันมาก จึงถือเป็นการแก้ตัวและส่อว่าจะทุจริตอย่างชัดเจน

                         นายชวนนท์ กล่าวอีกว่า ส่วนการตัดสิทธิประชาชน เห็นได้จากการการปรับลดงบประมาณโครงการให้ชุมชนที่ได้บริหารจัดการตนเอง แต่รัฐบาลกลับให้งบประมาณเพียง 500 กว่าล้านบาท จากที่ของบประมาณไปกว่า 5,000 ล้านบาท นอกจากนี้รัฐบาลยังไม่จัดสรรงบประมาณให้กับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ทั้งที่รัฐบาลที่ผ่านมาได้วางรากฐานไว้แล้ว แต่ขณะนี้ผ่านมา 2 ปี รัฐบาลยังไม่เริ่มต้น เพราะแค่รัฐบาลใส่เงินในโครงการเป็นเงินตั้งต้น 1,000 ล้านบาท ก็เริ่มต้นโครงการได้แล้ว ดังนั้นการกระทำของรัฐบาลจึงเป็นการตัดสิทธิประชาชนที่ไม่ได้เป็นข้าราชการแต่อยากมีเงินบำนาญในช่วงเกษียณอายุราชการ แต่รัฐบาลกลับไปทุ่มให้กับโครงการรถคันแรกที่สูญเสียงบประมาณมากกว่าทั้ง 2 โครงการดังกล่าวเสียอีก