
โพลล์ชี้ปชช.สนใจข่าว'ไข่ยิ่งลักษณ์แพง'
"เอแบคโพลล์"เผย ปชช.สนใจข่าว"ไข่ยิ่งลักษณ์แพง"มากที่สุด เมินข่าว"ทักษิณ"โฟนอิน-ข่าวลือปฎิวัติน้อยที่สุดแถมปชช.กว่า 71 ไม่เชื่อมั่นเลยว่า รบ.ใช้งบฯด้วยความโปร่ง
วันที่ 2 มิ.ย.56 ดร. นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง สถานการณ์ข่าว ความสนใจของสาธารณชน กับความอยู่รอดของรัฐบาล กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 18 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ลพบุรี สมุทรสงคราม เพชรบูรณ์ น่าน อุทัยธานี มุกดาหาร เลย ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ขอนแก่น พัทลุง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 2,192 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 23 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 พบว่า
เมื่อถามถึงข่าวที่ประชาชน “สนใจ” ติดตาม พบว่า ข่าวที่มีประชาชนสนใจติดตามมากที่สุดได้แก่ ร้อยละ 79.7 สนใจข่าว ราคาไข่ไก่ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แพง รองลงมาคือ ร้อยละ 76.6 สนใจ ข่าวเด็กเล็กเสียชีวิต ร้อยละ 73.4 สนใจข่าวยาเสพติดและอาชญากรรม ร้อยละ 68.9 สนใจข่าวความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร้อยละ 56.3 สนใจข่าวลือ ก่อการร้ายในกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 55.9 สนใจข่าวการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาล ร้อยละ 46.8 สนใจข่าวภารกิจ การทำงานของนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 44.6 สนใจข่าวขบวนการจ้องล้มรัฐบาล และร้อยละ 44.6 เช่นกันสนใจข่าวปัญหากระทรวงศึกษาธิการ กรณีซื้อรถตู้โรงเรียน ร้อยละ 39.2 สนใจข่าวการตอบโต้กันระหว่างนักการเมือง ร้อยละ 36.0 สนใจข่าวการประท้วงของกลุ่มคุณหมอกระทรวงสาธารณสุข ในขณะที่ 2 อันดับท้ายสุด คือ ร้อยละ 33.8 สนใจข่าว พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ โฟนอินกับกลุ่มผู้ชุมนุม และร้อยละ 31.5 สนใจข่าวลือปฏิวัติรัฐประหาร
เมื่อถามถึง ความเชื่อมั่นต่อการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่าจะทำให้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้คลี่คลายไปได้ด้วยดี พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.8 เชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 32.2 เชื่อมั่นน้อยถึงไม่เชื่อมั่นเลย นอกจากนี้ ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.5 ของตัวอย่าง และร้อยละ 61.3 ยังคงหลับสบายมากถึงมากที่สุด เมื่อนึกถึงการทำงานของรัฐบาลและการทำงานของฝ่ายค้าน อย่างไรก็ตาม เกินกว่า 1 ใน 3 หรือร้อยละ 38.5 และร้อยละ 38.7 นอนไม่ค่อยหลับถึงนอนไม่หลับเลยเมื่อนึกถึงการทำงานของรัฐบาลและการทำงานของฝ่ายค้าน แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์อารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนขณะนี้ที่มีต่อรัฐบาลและฝ่ายค้านยังอยู่ในอารมณ์ที่พอๆ กัน ยังไม่มีฝ่ายไหนได้ดีไปกว่ากันนัก
ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงการรับรู้รับทราบ คำยืนยันของรัฐบาลว่าจะใช้จ่ายงบประมาณด้วยความโปร่งใส พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 60.5 ทราบแล้วต่อคำยืนยันชวนเชื่อของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.1 ยังเชื่อมั่นน้อย ถึง ไม่เชื่อมั่นเลยว่า รัฐบาลจะใช้จ่ายงบประมาณด้วยความโปร่งใส นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.7 ยังไม่พบเห็นวิธีการที่รัฐบาลใช้จนสร้างความวางใจได้ต่อความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณ โดยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.1 ระบุรัฐบาลควรเปิดโอกาสให้สาธารณชนเข้าถึงการมีส่วนร่วมบริหารจัดการงบประมาณของรัฐบาลระดับมากถึงมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.9 ยังคงเชื่อมั่นมากถึงมากที่สุดต่อความอยู่รอดของรัฐบาล
ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า “ความเบลอ (Blur)”หรือความคลุมเคลือ คือสถานการณ์ข่าวในเวลานี้ที่เป็นต้นเหตุของ ข่าวลือ ข่าวลวง ความเชื่อ และอคติที่อาจก่อให้เกิดการปลุกระดมผู้คนในสังคมให้ออกมาบนท้องถนนสร้างความไม่สงบขึ้นมาได้โดยสถานการณ์ข่าวที่มีความเบลอทำให้เกิดคำถามในหมู่ประชาชนมากมายได้ว่า ประชาชนในฐานะที่เป็นพลเมืองทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติและในฐานะผู้บริโภคที่ต้องดูแลผลประโยชน์ส่วนตัวนั้นจะเชื่อข่าวสารใดได้ และประชาชนจะวางใจในแหล่งข่าวใดได้ ข่าวใดเป็นข่าวสารที่มีคุณค่าและมีความหมายที่เป็น “ความเป็นจริง” มากกว่า “ความเชื่อ” มากกว่า “อคติ” เพราะความเชื่อและอคติอาจจะถูกปั่นให้เกิดอารมณ์รุนแรงจนก่อความไม่สงบขึ้นมาได้ ผลที่ตามมาคือ ความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและประเทศชาติเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
ดร.นพดล ชี้ให้เห็นว่าในเวลานี้ความเป็นจริงถูกแบ่งแยกโดยนำเอาความเชื่อและอคติเข้ามาปนเปื้อนจนพบว่า สังคมไทยกำลังมี ความจริงสีแดง (Red Truth) ความจริงสีเหลือง (Yellow Truth) ความจริงสีฟ้า (Blue Truth) และความจริงหลากสี (Multicolor Truth) ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงต้องมีเพียงหนึ่งเดียวไม่แตกแยกตาม “กฎของความเป็นจริง” โดยสถานการณ์ข่าวที่มีความเบลอหรือความคลุมเคลือเช่นนี้ได้ผลักความรับผิดชอบไปให้ประชาชนแต่ละคนตัดสินใจว่าอะไรคือความจริงและอะไรไม่ใช่ความจริงซึ่งทำให้ความรับผิดชอบของมวลหมู่ประชาชนกลายเป็นเรื่องของความแตกต่างในมาตรฐานแห่งความรับผิดชอบ จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เกิดมาตรฐานเดียวกันได้ในสังคมไทยอันเป็นผลมาจากความเชื่อและอคติของประชาชนแต่ละคน ดังนั้น ทางออกจึงมีอย่างน้อยสามประการคือ
ประการแรก รัฐบาลและกลุ่มคนที่มีอำนาจในสังคมต้องสร้าง “หุ้นส่วนทางการเมือง” ขึ้นในหมู่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโดยทำให้สาธารณชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารการจัดการของรัฐบาลและเข้าถึงข้อมูลของผู้มีอำนาจตัดสินใจได้โดยตรง เช่น การเปิดเผยการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลผ่านเว็บไซต์ของทำเนียบรัฐบาลให้สาธารณชนทั่วไปสามารถแกะรอยรายละเอียดการใช้จ่ายในทุกเม็ดเงินตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จนถึงมือประชาชนในแต่ละชุมชนและแต่ละท้องถิ่น
ประการที่สอง ฝ่ายการเมืองต้องเข้าใจว่า ประชาชนไม่ใช่แค่เครื่องรับสัญญาณแต่ประชาชนมีศักยภาพที่จะตอบโต้กับข้อมูลข่าวสารที่รัฐบาลและกลุ่มคนที่มีอำนาจนำมาเปิดเผยได้ เช่น ข้ออ้างเรื่องที่มาของราคาไข่ไก่ที่เพิ่มสูงขึ้น ราคาก๊าซหุงต้ม และการโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนยอมรับเรื่องความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาล เป็นต้น โดยข้ออ้างต่างๆ ได้ปกปิดสาเหตุของปัญหาต่างๆ เช่น การทุจริตคอรัปชั่นและปัญหาการแบ่งผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวในกลุ่มทุนและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ดังนั้น ฝ่ายการเมืองต้องปฏิบัติต่อสาธารณชนด้วยความเคารพในศักยภาพความสามารถของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศที่จะตอบโต้กับข้อมูลข่าวสารของฝ่ายการเมือง
ประการที่สาม กลไกของรัฐต้องเปิดประตูให้ประชาชนส่วนใหญ่ของแต่ละพื้นที่สามารถประเมินผลการทำงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่นั้นๆ ได้โดยตรงและผลการประเมินมีผลต่อการจัดสรรงบประมาณและการโยกย้ายปรับเปลี่ยนตำแหน่งของข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐได้ ผลที่คาดว่าจะได้รับคือ ความอยู่รอดของรัฐบาลและระบบคุณธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายและการจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและความคุ้มค่าคุ้มทุนจะเกิดขึ้นโดยมีประโยชน์สุขของสาธารณชนเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานการเมืองและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 48.8 เป็นชาย ร้อยละ 51.2 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 3.6 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 21.5 อายุระหว่าง 20 - 29 ปี ร้อยละ 20.0 อายุระหว่าง 30 - 39 ปี ร้อยละ 20.6 อายุระหว่าง 40 - 49 ปี และ ร้อยละ 34.3 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 76.2 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 23.8 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 32.9 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 30.4 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 9.5 ระบุอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 8.9 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 8.1 ระบุอาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 7.9 เป็นนักเรียน/นักศึกษา และร้อยละ 2.3 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ
"สวนดุสิตโพล"เผย ปชช.กว่า38%ไมเชื่อ"ฝ่ายค้าน-รบ."ถกงบฯ57 ยกเหตุ-แถมยังเห็นแต่ผลประโยชน์ตัวเอง
หลังจากที่การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 เสร็จสิ้นลง โดยที่ประชุมมีมติผ่าน ร่างพ.ร.บ.งบประมาณดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 292 เสียง ต่อ 155 เสียง และมีผู้งดออกเสียง 27 เสียง ไม่ลงคะแนน 4 เสียง เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนได้มีส่วนร่วมทางการเมืองและเป็นฐานข้อมูลให้กับ ผู้เกี่ยวข้อง “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่สนใจติดตามการอภิปรายทั่วประเทศ จำนวน 1,139 คน ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน 2556 สรุปผลดังนี้
อันดับ 1 ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างเตรียมตัวมาดี มีข้อมูลเอกสารต่างๆประกอบการอภิปราย 42.47 % อันดับ 2 ได้รับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากขึ้น 31.50 % อันดับ 3 การอภิปรายเสร็จสิ้นลงตามระยะเวลาที่กำหนด ไม่ยืดเยื้อ 20.55 % อันดับ 4 บรรยากาศโดยรวมเป็นไปด้วยดี ไม่มีวอล์คเอ้าท์ ไม่มีการกระทบกระทั่งที่รุนแรง 5.48 %
1. สิ่งที่ประชาชน ประทับใจ/พอใจ ในการอภิปรายครั้งนี้ คือ
2. สิ่งที่ประชาชน ไม่ประทับใจ/ไม่พอใจ ในการอภิปรายครั้งนี้ คือ
อันดับ 1 ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านยังคงโต้เถียง ทะเลาะเบาะแว้ง ลุกขึ้นประท้วงเหมือนเดิม 34.88 % อันดับ 2 พูดนอกประเด็น นำเรื่องเก่ามาพูด พูดไม่ตรงตามหัวข้อการอภิปราย 30.23 % อันดับ 3 ไม่เคารพประธาน ไม่ฟังสิ่งที่ประธานพูด ลุกขึ้นประท้วงท่านประธาน 27.91 % อันดับ 4 ระหว่างที่มีการอภิปรายมี ส.ส.บางคนลุกเดินออกจากที่ประชุม / ไม่ตั้งใจฟัง 6.98 %
3. ระหว่าง “ฝ่ายรัฐบาล” กับ “ฝ่ายค้าน” ประชาชนเชื่อข้อมูลของใคร? มากกว่ากัน อันดับ 1 ไม่เชื่อทั้ง 2 ฝ่าย 38.59 % เพราะมีแต่การโต้เถียงทะเลาะเบาะแว้ง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว หยิบยกแต่เรื่องเก่าๆ นอกประเด็นมาพูด ฯลฯ อันดับ 2 เชื่อพอๆกัน 24.07 % เพราะต่างฝ่ายต่างมีข้อมูล เหตุผลมาหักล้างพอๆกัน พูดโต้ตอบได้ดีทั้ง 2 ฝ่าย ฯลฯ อันดับ 3 เชื่อ “ฝ่ายรัฐบาล” มากกว่า 20.74 % เพราะสามารถชี้แจงได้ทุกประเด็น สิ่งที่รัฐบาลทำก็เพื่อต้องการช่วยเหลือประชาชนและพัฒนาประเทศ หวังได้รับการสนับสนุน ยอมรับและความไว้วางใจจากประชาชน ฯลฯ อันดับ 4 เชื่อ “ฝ่ายค้าน” มากกว่า 16.60 % เพราะเอกสารหลักฐานที่นำมาดูน่าเชื่อถือ มีน้ำหนัก มีการเตรียมตัวมาดี ฯลฯ
4. ประชาชนเห็นด้วยกับผลโหวต /การลงมติ อันดับ 1 เฉยๆ 44.58 % เพราะเป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีการประชุมสภาเพื่อพิจารณางบประมาณประจำปี ฯลฯ
อันดับ 2 เห็นด้วย 28.75 % เพราะอยากเห็นบ้านเมืองพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ประชาชนทุกคนจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ฯลฯ อันดับ 3 ไม่เห็นด้วย 26.67 % เพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมากอยู่แล้วย่อมชนะการโหวตเป็นธรรมดา การชี้แจงรายละเอียดการใช้งบประมาณในบางเรื่องยังไม่ชัดเจน ฯลฯ
5. ประชาชนคิดว่า “การเมืองไทย” หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ? อันดับ 1 ยังคงมีความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง และแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเหมือนเดิม 43.30 %อันดับ 2 ยังคงทุจริตคอรัปชั่น เห็นแก่อำนาจและผลประโยชน์ส่วนตน 23.71 % อันดับ 3 สังคมไทยให้ความสนใจและติดตามตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองมากขึ้นโดยเฉพาะการใช้งบประมาณ การพัฒนาและการบริหารประเทศของรัฐบาล 20.62 % อันดับ 4 ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ยังหาบทสรุปที่แน่นอนไม่ได้ 12.37 %



