
'สงครามไซเบอร์'บีอาร์เอ็นชิงได้เปรียบ
'สงครามไซเบอร์'บีอาร์เอ็นชิงได้เปรียบ
ยังคงถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันไม่จบสำหรับการปรากฏตัวผ่านคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ยูทูบ หนึ่งในสื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังอย่างถี่ยิบของแกนนำบีอาร์เอ็น "กลุ่มนายฮัสซัน ตอยิบ" ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรและมีเป้าหมายอะไร ขณะที่ผู้รับผิดชอบฝ่ายรัฐไทยก็ยังคงใช้การให้สัมภาษณ์ตอบโต้แบบสะเปะสะปะเช่นเดิม
จากการตรวจสอบความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ทั้งในด้านการเจรจาสันติภาพ ความมั่นคง การเมืองการปกครอง และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ พบหลากหลายประเด็นที่น่าจับตาเกี่ยวกับการขับเคลื่อนของบีอาร์เอ็นในมิตินี้
คลิปล่าสุดของแกนนำบีอาร์เอ็นได้กล่าวอ้างว่ารัฐไทยเป็นฝ่ายกระทำความรุนแรงต่อสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ โดยมีมุมมองของฝ่ายต่างๆ ที่พยายาม "ถอดรหัส" สารของบีอาร์เอ็น และการใช้โซเชียลมีเดียในการสื่อสารนอกโต๊ะพูดคุยสันติภาพนั้น เป็นไปอย่างหลากหลาย...
พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นที่รัฐบาลจะต้องไปตอบโต้หรือต่อสู้อะไรกับการออกคลิปของบีอาร์เอ็น เพราะคลิปที่ออกมาครั้งแรกเมื่อราววันที่ 26-27 เมษายน 2556 ก่อน 2 วันของการนัดพูดคุยรอบ 2 เป็นการเสนอข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ส่วนอีก 2 ครั้งเป็นการตอกย้ำข้อเรียกร้องดังกล่าว
สาเหตุที่ต้องเผยแพร่คลิปข้อเรียกร้อง เพราะคณะพูดคุยฝ่ายไทยพูดอยู่เรื่องเดียวคือ การลดความรุนแรง ขณะที่ฝ่ายบีอาร์เอ็นต้องการให้พูดคุยเรื่องอื่นบ้าง
"ผมมีแหล่งข่าววงในที่ทราบความเคลื่อนไหวในบีอาร์เอ็น เขาอธิบายว่า สาเหตุที่ต้องออกคลิปข้อเรียกร้อง 5 ข้อ เพราะมองว่าคณะพูดคุยฝ่ายไทยพูดอยู่เรื่องเดียวคือ ลดความรุนแรง ไม่คุยเรื่องอื่นเลย ทางบีอาร์เอ็นเสนอให้คุยเรื่องอื่นบ้างก็ไม่ยอมคุย โดยข้อเรียกร้องก็ไม่มีความคืบหน้า จึงต้องเสนอข้อเรียกร้องผ่านคลิปเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย"
พล.อ.เอกชัย กล่าวด้วยว่า ได้เคยเตือนคณะพูดคุยฝ่ายไทยไปหลายครั้งแล้วว่า การไปกดดันให้ลดความรุนแรงลงทันทีไม่สามารถกระทำได้ เพราะอยู่ในช่วงการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน คณะพูดคุยจึงต้องเตรียมประเด็นไปพูดคุยหลายๆ ประเด็น ไม่ใช่มุ่งแต่เรื่องลดความรุนแรง แต่คณะพูดคุยของรัฐบาลมีการเตรียมการน้อยเกินไป แต่ละครั้งก็แทบไม่มีการประชุมวางแผนหรือตระเตรียมประเด็นร่วมกันเลย
ขณะที่ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคงจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองในมิติที่แตกต่างออกไปว่า การเผยแพร่คลิปของบีอาร์เอ็น สะท้อนให้เห็น 2 เรื่อง คือ
1.เป็นปฏิบัติการเชิงรุก เพื่อตั้งประเด็นในการเจรจาให้ชัดเจนตามแนวทางของบีอาร์เอ็น และใช้โซเชียลมีเดียส่งสารไปถึงสังคมโลกด้วย เพราะตอนนี้บีอาร์เอ็นเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางแล้ว และคนในสังคมไทย รวมทั้งทั่วโลกก็เฝ้าดูอยู่ การพูดข้างเดียวแบบนี้เท่ากับเป็นการชิงความได้เปรียบ ทั้งที่ตกลงกันแล้วว่าจะคุยกันบนโต๊ะตามกระบวนการที่จัดวางไว้เท่านั้น
2.มีปัญหาภายในของบีอาร์เอ็น กล่าวคือ คนในขบวนการบางส่วนอาจไม่เห็นด้วยกับการเจรจา ไม่มีส่วนร่วม หรือแม้แต่ไม่รับรู้รับทราบ แกนนำบีอาร์เอ็นกลุ่มนายฮัสซัน จึงช่วงชิงความเป็นผู้นำการเจรจา และพยายามส่งสัญญาณว่ากลุ่มนี้คือตัวแทนของบีอาร์เอ็นจริงๆ
"การประกาศข้อเรียกร้องผ่านโซเชียลมีเดียก็เพื่อแสดงความเป็นเอกภาพผ่านข้อเรียกร้อง 5 ข้อ กลายเป็นว่าทั้ง 5 ข้อนี้เป็นข้อเรียกร้องของบีอาร์เอ็นไปแล้ว ทั้งที่จริงๆ แนวร่วมรุ่นใหม่หรือนักรบวัยรุ่นในพื้นที่อาจจะยังไม่ได้ยอมรับ ขณะที่รัฐบาลไทยก็ยังไม่ได้บอกว่าจะคุยกัน 5 ข้อนี้ด้วยซ้ำ
ดร.ปณิธาน ยังระบุด้วยว่า การยื่นข้อเรียกร้องผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทำให้กลุ่มของนายฮัสซันได้ประโยชน์สองต่อ คือ 1.คนที่เห็นด้วยก็ไปช่วยขยายความข้อเรียกร้องให้ว่าหมายถึงอะไร เช่น นักวิชาการไทยบางกลุ่ม 2.สร้างความเป็นเอกภาพและเพิ่มน้ำหนักของกลุ่มนายฮัสซัน
ส่วนแนวทางที่รัฐบาลควรดำเนินการหลังจากนี้ รัฐบาลต้องออกมายืนยันว่า ข้อเรียกร้องผ่านคลิปไม่ใช่ข้อเสนอบนโต๊ะเจรจา รัฐบาลถือว่าไม่รับทราบ แม้จะเข้าใจท่าทีของฝ่ายบีอาร์เอ็น แต่ก็ต้องเน้นย้ำว่า ให้ไปคุยกับบนโต๊ะเจรจา ไม่ใช่มาพูดข้างนอก เพราะข้อเรียกร้องทุกเรื่องต้องมีขั้นตอนแม้จะมีสิทธิเรียกร้องได้ แต่ก็ต้องทำตามกระบวนการที่ตกลงกัน
"สิ่งที่อันตรายตอนนี้คือ มีคนในประเทศของเราเองไปช่วยอธิบายข้อเรียกร้องของบีอาร์เอ็น เช่น การปลดปล่อยไม่ใช่การแยกดินแดน ข้อเรียกร้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งที่การเรียกร้องให้ปลดปล่อย ความหมายคือการแยกดินแดนอยู่แล้ว การไปช่วยอธิบายแบบนี้ยิ่งทำให้บีอาร์เอ็นได้เปรียบ และเป็นสิ่งที่เขาต้องการ คือ ทำให้เกิดความแตกแยกทางความคิดในประเทศไทย ถือเป็นแท็กติกของการเจรจา"
นักวิชาการผู้นี้ยังเสนอให้ลดระดับการพูดคุยลง โดยส่งคณะเล็กไปพูดคุยบ้าง แล้วยืดการพบปะของคณะใหญ่ออกไป เพื่อกดดันให้บีอาร์เอ็นเคลื่อนไหวในกรอบที่ตกลงกัน
เมื่อเจาะลึกลงไปเฉพาะประเด็นการเปิดแนวรบด้านสื่อสังคมออนไลน์ ร.ต.อ.จอมเดช ตรีเมฆ นักวิชาการด้านอาชญวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์ว่า การใช้สื่อสังคมออนไลน์ หรือปฏิบัติการทางจิตวิทยาในการต่อสู้นั้น มีความพยายามใช้มาตลอด เพราะสถานะของบีอาร์เอ็นคือคู่ต่อสู้กับรัฐไทย วิธีใช้ก็เพื่อเป้าหมายการบิดเบือนข้อมูล ดิสเครดิตรัฐบาล สื่อสารถึงคนในขบวนการด้วยกันเอง รวมทั้งคนในพื้นที่ที่อาจไม่ได้อยู่ร่วมในขบวนการ ทั้งนี้เพื่อชิงความได้เปรียบจากรัฐไทย ในขณะที่แนวรบด้านอื่นๆ เช่น การก่อเหตุรุนแรงก็ยังทำต่อไป
"คำถามคือ ทำไมฝ่ายรัฐไม่ทำแบบนี้บ้าง แต่กลับเลือกใช้สื่อทางการเป็นหลักอย่างเดียว ทั้งที่สื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้ใช้งบประมาณอะไรมากมาย ทุกวันนี้ประชาชนต้องมารอฟัง ผบ.ทบ.พูด หรือรอนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อกระแสหลัก ทำไมเราไม่ทำสื่อขึ้นเอง เพื่อชี้แจงเรื่องบางเรื่องอย่างรวดเร็วและเข้าถึงประชาชนในวงกว้างทันที เพราะทั่วโลกก็สรุปบทเรียนแล้วว่า การใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อต้านก่อการร้ายโดยไม่ต้องรบ"
ส่วน วันวิชิต บุญโปร่ง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ที่ศึกษาเรื่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางการเมือง มองว่า การใช้โซเชียลมีเดียของบีอาร์เอ็นเพื่อต้องการให้มวลชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสารของฝ่ายตนมากขึ้น ซ้ำยังสามารถ "เช็กเรตติ้ง" หรือความนิยมของกลุ่มตนเองได้ด้วย โดยดูจากจำนวนคนที่สนใจคลิกชมคลิปในเว็บไซต์ยูทูบ หรือแชร์ต่อ
"อยากให้ย้อนดูปรากฏการณ์อาหรับสปริงที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายประเทศของโลกอาหรับ ใช้เวลาเพียง 2 ปี ก็มีคนติดตามเป็นล้านคน จากช่วงแรกๆ ก็แค่หลักร้อยหลักพัน ฉะนั้นผมไม่อยากให้มองข้ามปรากฏการณ์ลักษณะนี้ แรกๆ อาจมีคนติดตามคลิปน้อย แต่ต่อไปจะเป็นอย่างไรต้องจับตา"
วันวิชิต อธิบายต่อว่า การที่บีอาร์เอ็นเลือกใช้โซเชียลมีเดียในการสื่อสาร ต้องบอกว่า มีแต่ได้กับได้ ไม่มีอะไรเสีย และยังสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไทยไม่มีความพร้อมในสงครามไซเบอร์ หรือ cyberwarfare เลย ทั้งที่เรามีคน มีงบประมาณ แต่กลับไม่ใช้ น่าแปลกใจ
จึงมาถึงบทสรุป การใช้โซเชียลมีเดียของบีอาร์เอ็น ได้ประโยชน์หลายเด้ง และยังสะท้อนจุดอ่อนของรัฐไทยในการจัดการปัญหาชายแดนใต้ไปพร้อมกันด้วย!
......................
(หมายเหตุ : 'สงครามไซเบอร์'บีอาร์เอ็นชิงได้เปรียบ)



