ข่าว

ทาสกามารมณ์ทหารญี่ปุ่น

ทาสกามารมณ์ทหารญี่ปุ่น

02 มิ.ย. 2556

ทาสกามารมณ์ทหารญี่ปุ่น บาดแผลไม่มีวันหาย : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา ที่มา สำนักข่าวเอพี บีบีซี

                       เมื่อกว่า 70 ปีที่แล้ว  เด็กหญิงคิม บ็อก ดง วัย 14 ปี ได้รับคำสั่งจากเจ้าอาณานิคมญี่ปุ่นให้ไปทำงาน โดยในคำสั่งบอกให้เธอไปทำงานในโรงงานตัดเย็บเครื่องแบบทหาร แต่กลับลงเอยในซ่องแห่งหนึ่งของกองทัพญี่ปุ่น ทางตอนใต้ของประเทศจีน

                       คิมต้องรองรับกามารมณ์ทหารเฉลี่ย 15 คนต่อวันในวันทำงาน และอีกหลายสิบคนในสุดสัปดาห์  เมื่อเลิกงานในแต่ละวัน เธอมีเลือดออกและยืนแทบไม่ไหวเพราะความเจ็บปวด คิมและเพื่อนร่วมชะตากรรมอยู่ในสายตาของทหารยามตลอดเวลาไม่มีทางที่จะหลบหนีได้ เรื่องราวทั้งหมดนี้ถูกปิดงำเป็นความลับตลอดหลายสิบปี แม้แต่ชายที่เธอสมรสด้วยในเวลาต่อมาก็ไม่เคยล่วงรู้

                       มีผู้หญิงอีกมากมายหลายหมื่นหรือเรือนแสนที่มีเรื่องราวชีวิตคล้ายกัน ที่จะบอกเล่าหรือเก็บซ่อนในดินแดนที่ญี่ปุ่นเคยยึดครองในเอเชียก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง จำนวนมากลาจากโลกนี้ไปแล้ว ส่วนผู้ที่ยังมีลมหายใจและลดจำนวนลงตามเวลาที่ผ่านไป ยังคงรอคอยให้ญี่ปุ่นชดเชยและขอโทษอย่างจริงใจกว่าที่ญี่ปุ่นได้เคยทำมา

                       "ฉันมาที่นี่วันนี้ ไม่ใช่เพราะอยากมา แต่เพราะต้องมา ฉันมาเพื่อขอร้องให้ญี่ปุ่นสะสางการกระทำผิดในอดีต หวังว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ ในขณะที่ไม้ใกล้ฝั่งอย่างพวกเรายังมีชีวิตอยู่"  คุณยายคิม ซึ่งขณะนี้อายุ 87 ปี กล่าวกับผู้ฟังซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่นในศูนย์ชุมชนแห่งหนึ่ง ในนครโอซากา ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว

                       เกือบ 70 ปีนับจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง การใช้ผู้หญิงและเด็กหญิง เกาหลี จีนและบางประเทศในเอเชียอาคเนย์ เป็นทาสกามารมณ์ หรือในภาษาอังกฤษเรียก คอมฟอร์ท วีเมน ยังคงเป็นปราการกั้นญี่ปุ่นให้ห่างเหินกับเพื่อนบ้านต่อไป และกลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อนายโทรุ ฮาชิโมโต นายกเทศมนตรีโอซากา และผู้ร่วมก่อตั้งพรรคฟื้นฟูญี่ปุ่น  ซึ่งเป็นพรรคชาตินิยมจัด แสดงความเห็นเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมว่า ระบบนางบำเรอ เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาวินัยกองทัพและผ่อนคลายความเคร่งเครียดแก่ทหารที่ต้องวิ่งฝ่าดงกระสุนทุกวี่ทุกวันในศึกสงคราม 

                       นายฮาชิโมโต กล่าวว่า ไม่เป็นธรรมที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่ตกเป็นจำเลยในเรื่องการใช้ผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ในเมื่อกองทัพของประเทศอื่นๆ ก็มีซ่องโสเภณีสำหรับทหารเช่นกัน

                       อย่างไรก็ดี ไม่มีกองทัพประเทศใด เคยถูกกล่าวหาว่าใช้ผู้หญิงเป็นทาสทางเพศอย่างเป็นระบบเช่นกองทัพญี่ปุ่น

                       นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ ประเมินว่ามีสตรี 2 แสนคนทั่วเอเชีย รวมทั้งจีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย พม่า ฮ่องกง มาเก๊า เนเธอร์แลนด์ ถูกบังคับให้บริการทางเพศแก่ทหารญี่ปุ่น

                       ทัศนะของนายฮาชิโมโตสะท้อนว่า ตลอดหลายสิบปีมานี้ ผู้นำแดนอาทิตย์อุทัยหลายคนไม่ต้องการจะยอมรับพฤติกรรมผิดทำนองคลองธรรมในสมัยสงคราม ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของเพื่อนบ้าน ประชาคมโลก และแม้แต่พลเมืองของตนเองจำนวนมาก

                       นายโคอิชิ นาคาโน นักรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยโซเฟีย กล่าวว่า นี่ไม่ใช่ปัญหาของอดีต แต่เป็นปัญหาไม่จบสิ้นของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ญี่ปุ่นถูกมองว่า กำลังเพียงรอให้เธอเหล่านั้นตายไป ขณะเดียวกันก็มองหาหนทางอื่นๆ และเตะถ่วง เป็นการกระทำที่แย่ในแง่มนุษยธรรม

                       ผลสำรวจเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้วโดยหนังสือพิมพ์แนวอนุรักษนิยม ซันเค และโทรทัศน์เอฟเอ็นเอ็น พบว่า ชาวญี่ปุ่นกว่าร้อยละ 75 คิดว่า ความเห็นของนายฮาชิโมโตไม่เหมาะสม ขณะที่คะแนนนิยมต่อพรรคของเขาก็ดิ่งไปอยู่ที่ 6.4% เกือบครึ่งหนึ่งจากที่เคยมีเมื่อเดือนเมษายน 

                       การแสดงความเห็นสวนกระแสของนายกโอซากา มีขึ้นในขณะที่โลกกำลังจับตาความเป็นไปของญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรี  ผู้เคยแสดงท่าทีอยากปรับแก้คำขอโทษของรัฐบาลในอดีตต่อความก้าวร้าวสมัยสงคราม ทั้งยังมีแผนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เบนไปจากแนวใฝ่สันติ ซึ่งจะนำไปสู่การยกสถานะทบวงป้องกันตนเอง เป็นกองทัพอย่างเป็นทางการ

                       ในปี 2536 ญี่ปุ่นเคยขอโทษอดีตนางบำเรอกองทัพสมเด็จพระจักรพรรดิ โดยนายโยเฮ โคโนะ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในขณะนั้น ระบุในแถลงการณ์ขอโทษและสำนึกผิดอย่างจริงใจต่อผู้ที่ทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดสุดพรรณนา และบาดแผลทางใจและทางกายที่ไม่มีทางรักษาหาย

                       แต่สำหรับคุณยายคิมและหญิงชราอีกหลายคน ยังอยากจะได้ยินคำขอโทษอย่างเต็มรูปแบบที่ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา และค่าชดเชยอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลโตเกียว แต่อีกฝ่ายก็ยืนกรานว่า เรื่องนี้จบแล้ว จากการจ่ายค่าปฏิกรณ์สงครามแก่เกาหลีใต้ในกรอบสนธิสัญญาฟื้นฟูความสัมพันธ์หลังสงคราม

                       และเมื่อปี 2538 รัฐบาลโตเกียวได้ตั้งกองทุนโดยใช้การบริจาคของภาคเอกชน เป็นวิธีการจ่ายค่าชดเชยแก่อดีตทาสกามารมณ์แทนการจ่ายเป็นค่าชดเชยอย่างเป็นทางการ

                       กองทุนนี้ได้มอบเงินจำนวน 2 ล้านเยน (ราว 6 แสนบาท) ต่อคน แก่สตรีประมาณ 280 คนในฟิลิปปินส์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ และมอบทุนสร้างบ้านพักคนชราแก่เหยื่อชาวอินโดนีเซีย ตลอดจนให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์แก่อดีตทาสกามารมณ์ชาวดัตช์ประมาณ 80 คน

                       กรณีของเกาหลีใต้ มีสตรี 207 คนที่ได้รับการรับรองว่าเป็นผู้มีสิทธิรับเงินชดเชย แต่มีจำนวนไม่มากที่ยอมรับเงินนี้ เพราะมองว่าเป็นเงินเอกชน และหันไปรับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีใต้กับกลุ่มสนับสนุนแทน

                       ในญี่ปุ่นหลายปีมานี้ คงต้องยอมรับว่าความเห็นอกเห็นใจผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่อความก้าวร้าวของกองทัพในสมัยสงคราม แผ่วลง และการอ้างอิงถึง "นางบำเรอ" ในตำราเรียนก็หายไปแล้ว การอภิปรายถกเถียงในประเด็นนี้โดยมากติดอยู่กับบทบาทของรัฐบาลโตเกียวในขณะนั้น ในการจัดตั้งจัดการซ่อง และขอบข่ายการบังคับขู่เข็ญผู้หญิง ว่า มีหรือไม่ หรือหากมี มีมากขนาดไหน 

                       แถลงการณ์ของนายโคโนะ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ระบุว่า กองทัพญี่ปุ่นเกี่ยวข้องทางอ้อมหรือทางตรงในการจัดตั้งและจัดการซ่องในแนวหน้า กับเคลื่อนย้ายสตรี และมีสตรีจำนวนมากที่ถูกเกณฑ์ไปโดยที่พวกเธอไม่ยินยอมผ่านการบังคับขู่เข็ญ และเกลี้ยกล่อม 

                       นายโนบูโอะ อิชิฮารา รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นในขณะนั้น กล่าวเมื่อเดือนมีนาคม 2549 ว่า จากการสัมภาษณ์สตรีเกาหลีใต้เหยื่อกามารมณ์ทหารญี่ปุ่น 16 คนในกรุงโซล นำไปสู่ข้อสรุปว่า มีการบังคับขืนใจจริง ไม่ใช่เรื่องที่กุขึ้นมา

                        ผลการสอบสวนของรัฐบาลญี่ปุ่นเองยังพบว่า มีการเลือกเหยื่อชาวดัตช์จำนวนมากจากค่ายกักกัน และบังคับส่งไปทำงานในซ่อง ขณะในฟิลิปปินส์กับอินโดนีเซียมีผู้หญิงถูกข่มขืนในสมรภูมิ ถูกลักพาตัวและบังคับให้บริการทางเพศในสถานที่กักตัว 

                       เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นายฮาชิโมโต วัย 43 ปี เปิดแถลงข่าวที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงโตเกียว ท่ามกลางผู้ฟังแน่นขนัดทั้งผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ในประเทศ นักข่าวอิสระและนักการทูตจากประเทศต่างๆ รวมเกือบ 400 คน เพื่อชี้แจงความเห็นของตนเองอีกครั้ง แม้คราวนี้ นายฮาชิโมโต้ได้เลือกใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวังมากขึ้น แต่โดยสรุปยังเป็นการยืนยันคำเดิม

                       นายกโอซากา ไม่ได้ขอโทษกับการแสดงความเห็นว่าการมีซ่องคลายเครียดทหารญี่ปุ่นในสมัยสงคราม จำเป็น แต่ได้ยืนยันอีกครั้งว่า ส่วนตัวไม่ได้ยอมรับการใช้นางบำเรอ ซึ่งตนถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน กับพูดซ้ำอีกครั้งว่า รัฐบาลสมัยสงครามของญี่ปุ่น ไม่ได้เป็นผู้บังคับเด็กหญิงและสตรี เป็นโสเภณี แต่ยอมรับว่า มีบางคนอาจถูกหลอกและบังคับ ซึ่งบันทึกประวัติศาสตร์ส่วนนี้ไม่ชัดเจน

                       ประเด็นนี้ เหมือนกับมุมมองของนายกรัฐมนตรีอาเบะที่เคยกล่าวว่า ไม่มีหลักฐานว่าสตรีถูกบังคับจากคำสั่งของรัฐ และนักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ควรศึกษาให้กระจ่าง เพราะความคลุมเครือนี้เอง ที่อาจเป็นอุปสรรคขวางความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้

                       นายโยชิอากิ โยชิมิ จากมหาวิทยาลัยชูโอะ หนึ่งในนักประวัติศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งในประเด็นคอมฟอร์ท วีเมน ตำหนิรัฐบาลญี่ปุ่นที่เลือกรับการตีความอย่างแคบสุดๆ ว่า อะไรคือการบังคับขู่เข็ญ

                       อาจารย์โยชิมิ กล่าวว่า เอกสารหลายชิ้นพบว่านางบำเรอที่ถูกเกณฑ์ในญี่ปุ่น ส่วนมากประกอบอาชีพในวัยผู้ใหญ่ แต่จำนวนมากก็เป็นผู้หญิงที่ถูกพ่อแม่ยากจน ขายเป็นโสเภณี แต่ประเทศเอเชียที่ญี่ปุ่นรุกรานเวลานั้น ยังไม่คำนึงเรื่องสิทธิผู้เยาว์ หรือสิทธิที่จะเลิก จึงควรถือว่านี่คือการบังคับโดยมาตรฐานสากลด้วย

                       นักประวัติศาสตร์ท่านนี้ กล่าวว่า ไม่ว่านายกรัฐมนตรีอาเบะ หรือนายกเทศมนตรีฮาชิโมโต พยายามจะมองการล่วงละเมิดเด็กผู้หญิงและสาวๆ เหล่านั้นแบบไหน โลกทัศน์ของทั้งสองก็แปลกแยกกับทัศนะในสากลโลก
   กรณีของคุณยายคิมนั้น ถูกพาตระเวนไปทั่วเอเชีย ตั้งแต่ฮ่องกง สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย กระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกในปี 2488

                       เธอได้รับอิสรภาพในสิงคโปร์ และกลับมาตุภูมิในปี 2489 เธอแต่งงานในเวลาต่อมา แต่ไม่สามารถระบายความขมขื่นในอดีตกับใครได้นอกจากมารดา เช่นเดียวกับอดีตทาสกามารมณ์ส่วนใหญ่ที่ต้องปิดปากเงียบ 

                       "แม้ว่าฉันได้กลับบ้านเกิดของฉันแล้ว แต่ก็ไม่รู้สึกเป็นอิสระอย่างแท้จริง ฉันจะบอกคนอื่นๆ ว่าไปเผชิญกับอะไรมาบ้างระหว่างสงครามได้อย่างไร เหมือนมีอะไรก้อนใหญ่จุกที่อกอยู่อย่างนั้น"

                       แต่หลังจากสูญเสียสามีในปี 2524 คิมและอดีตเพื่อนร่วมชะตากรรมในเกาหลีใต้ 234 คนได้ออกมาแสดงตัว เพื่อเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ทางการยอมรับอย่างเป็นทางการว่า พวกเธอเป็นทาสกามารมณ์ญี่ปุ่น (ปัจจุบันผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ มีจำนวน 59 คน)

                       นับจากนั้น คิมเดินทางไปทั่วโลกเพื่อบอกเล่าประสบการณ์ และเข้าร่วมชุมนุมหน้าสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงโซลเป็นประจำทุกสัปดาห์

                       คิมกับคิล วอน อ็อค วัย 84 ปี อดีตทาสกามารมณ์ทหารญี่ปุ่น ได้ขอพบนายฮาชิโมโตหลังจากแสดงความเห็นที่สร้างความเจ็บปวด

                       นายฮาชิโมโต ได้ตอบรับว่าจะพบ แต่ทั้งสองเปลี่ยนใจขอยกเลิก เพราะเชื่อว่านักการเมืองผู้นี้ไม่ได้สำนึกเสียใจกับสิ่งที่พูดไป และไม่อยากถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือกอบกู้ภาพลักษณ์ของเขา จึงตัดสินใจที่จะพูดต่อหน้าผู้คนในนครโอซากาแทน

  

...............................................

(ทาสกามารมณ์ทหารญี่ปุ่น บาดแผลไม่มีวันหาย : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา ที่มา สำนักข่าวเอพี บีบีซี )