ข่าว

อยู่อย่างแพง

อยู่อย่างแพง

02 มิ.ย. 2556

อยู่อย่างแพง : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

               ที่สุดแล้ว คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา

                เป็นไปตามที่ “ทุกฝ่าย” คาดการณ์ไว้ แต่อาจจะไม่ตรงกับที่คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “คาดหวัง” ไว้ เพราะก่อนหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจประกาศชัดเจนว่า ปรารถนาจะเห็นการลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.50% แต่ภายหลังทราบผลการตัดสินใจของ กนง. คุณกิตติรัตน์ก็ให้สัมภาษณ์ว่า “ถึงจะมาช้า และมาน้อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่มาเลย”

                ประเด็นที่กระทรวงการคลังต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย “ลด” ดอกเบี้ยนโยบายลงนั้น เริ่มต้นจากการแข็งค่าอย่างต่อเนื่องของค่าเงินบาท จากเงินทุนไหลเข้าที่เป็นผลพวงจากนโยบายเพิ่มปริมาณเงินของสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา และว่ากันว่า “บาทแข็ง” ทำให้การส่งออก ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบ จนสะท้อนผ่านตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2556 ที่เติบโตเพียงแค่ 5.3% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

                แม้จะมีทางอื่นให้เลือก แต่ทางเดียวที่กระทรวงการคลังเชื่อว่า จะเห็นผลได้เร็วและดีที่สุด คือ การลดดอกเบี้ย ทั้งเพื่อสกัดเงินทุนไหลเข้าที่จะเข้ามาแสวงหาผลตอบแทน และยังเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน

                มองในมุมที่เกี่ยวกับชาวบ้านอย่างเรา ความสัมพันธ์กับดอกเบี้ยมีเพียง 2 มุม หนึ่งในฐานะผู้รับ เมื่อเราอยู่ในฐานะของผู้ฝากเงินที่ได้รับผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยเงินฝาก และสองในฐานะผู้จ่าย เมื่อเราอยู่ในฐานะของผู้กู้ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับสถาบันการเงิน

                มีความเชื่อทางทฤษฎีว่า เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากลดลง แรงจูงใจในการเก็บเงินไว้ในธนาคารก็จะลดลง และหากไม่แสวงหาผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนรูปแบบอื่น เงินฝากจำนวนหนึ่งก็จะถูกนำมาจับจ่ายใช้สอย ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลง จะทำให้ภาระผ่อนชำระของลูกหนี้ลดลง เท่ากับเพิ่มอำนาจการใช้ให้กับผู้บริโภคมากขึ้นอีกทาง

                และการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค ก็นับเป็นอีกเครื่องยนต์ที่ใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผนวกรวมกับนโยบายของรัฐบาลที่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ว่ากันว่า จะทำให้อำนาจซื้อของประชาชนให้เพิ่มขึ้นไปอีก

                แต่เอาเข้าจริง มีเรื่องน่าเป็นห่วงอยู่ 2-3 ประการ ประการแรก เป็นข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ที่เปิดเผยพฤติกรรมการใช้จ่ายของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย (ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ) แล้วพบว่า กลุ่มคนที่ยากจนที่สุดจะใช้จ่ายกับแอลกอฮอล์และบุหรี่ในสัดส่วนที่มากกว่ากลุ่มคนรวยที่สุดเมื่อเทียบกับรายได้ที่ได้รับ

                สภาพัฒน์ระบุว่า พฤติกรรมของครัวเรือนที่มีรายได้น้อยเปลี่ยนแปลงไป โดยพบว่า มีการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยมากขึ้น และเสี่ยงต่อการเป็นหนี้ โดยกลุ่มคนที่ยากจนที่สุดใช้จ่ายกับแอลกอฮอล์ 6.7% และมีค่าใช้จ่ายในการซื้อบุหรี่สูงถึง 27.4% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ขณะที่กลุ่มร่ำรวยใช้จ่ายกับแอลกอฮอล์เพียง 3.6% และใช้จ่ายกับค่าบุหรี่เพียง 3.5% เท่านั้น

                ขณะเดียวกัน ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในปี 2554 ระบุว่า ครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 15.1% เร็วกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นเพียง 10.4% และส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยกว่า 15.9%
 ส่วนการผิดชำระหนี้ในไตรมาสแรกของปี 2556 ยังปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีมูลค่าสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่ผิดนัดชำระเกิน 3 เดือนขึ้นไปเพิ่มขึ้น 38.9% คิดเป็นมูลค่า 8,553 ล้านบาท สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จากสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 17.7% คิดเป็นมูลค่า 60,204 ล้านบาท ขณะที่สินเชื่อบัตรเครดิตที่ผิดนัดชำระเกิน 3 เดือน มีมูลค่า 5,369 ล้านบาท เท่าๆ กับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

                อาจหมายความได้ว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้น (จากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ) รวมทั้งภาระหนี้สินที่ผ่อนคลายลงจากอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลง ถูกนำไปใช้จ่ายในทางที่ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน เมื่อแนวโน้มดอกเบี้ยลดลง ก็ต้องคิดว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะกู้ยืมมากขึ้น และการกู้ยืมก็จะถูกใช้ไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควรเป็นวัฏจักรอยู่แบบนี้

                ข้อน่าเป็นห่วงประการที่สอง เป็นเรื่องที่ผู้ฟังรายการวิทยุ “เงินทองต้องรู้” ทางเอฟเอ็ม 90.5 เมกะเฮิรตซ์ และ www.nationradio.co.th ส่งข้อความมาแสดงความเห็นในฐานะของมนุษย์เงินเดือน ที่เงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่เป็นการเพิ่มในอัตราที่น้อยกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น จากราคาข้าวของที่แพงขึ้น ค่าบริการทั้งระบบขนส่งมวลชน รถโดยสารสาธารณะ แม้กระทั่งค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น คำถามคือ จะอยู่อย่างไรในภาวะนี้

                ง่ายที่สุด คือ อยู่อย่างมี “สติ” โดยเฉพาะมีสติกับการจับจ่ายใช้สอย เพราะต้องทำใจกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น และเมื่อการเพิ่มรายได้เป็นเรื่องยาก ก็จำเป็นต้องลดรายจ่าย หรือต้องยอมลดมาตรฐานการใช้ชีวิต แต่ไม่ได้ถึงกับเบียดเบียนตัวเอง

                ในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีคำแนะนำเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน และ “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ก็เคยนำเสนอมาบ้างแล้ว วันนี้ขอ “ย้ำ” อีกครั้งว่า เทคนิคสำหรับการอยู่อย่างแพงในช่วงเวลานี้ ก็คือ การตัดลดรายจ่ายผันแปรที่ไม่จำเป็น อย่างค่าโทรศัพท์มือถือ การซื้อของฟุ่มเฟือย ลดการเที่ยวเตร่ ดูหนังฟังเพลง หรือรับประทานอาหารนอกบ้านให้น้อยลง ฯลฯ ส่วนค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ เป็นรายจ่ายที่ตัดออกไม่ค่อยได้ ทำได้แค่ลดปริมาณการใช้ลง และเอาบิลไปจ่ายให้เร็วที่สุดเพื่อป้องกันค่าปรับจากการชำระล่าช้า

                ในภาวะนี้ เน้นว่าการจดบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นประจำ จะช่วยได้มาก เพราะจะทำให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เป็นต้นเหตุของปัญหาในแต่ละวัน สัปดาห์ หรือเดือนที่ผ่านมาแล้ว และยังช่วยให้ปรับวิธีใช้จ่ายเงินและควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

                ปิดท้ายด้วยกฎเหล็ก 5 ข้อ นั่น คือ 1.ตั้งงบก่อนใช้ เพราะการทำงบประมาณเป็นเหมือนการบังคับให้ “คิดก่อนซื้อ” 2.เปรียบเทียบก่อนซื้อ ควรเปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนซื้อ ถือคติว่า “ของดี ราคาเหมาะสม” 3.สรุปการใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ ถึงจะเสียเวลา แต่รับรองว่า คุ้มค่า เพราะจะเห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง 4.ใช้น้อยกว่าหาได้ ท่องไว้ว่า ควรจะใช้จ่ายให้น้อยกว่าเงินที่หาได้เสมอ  และสุดท้าย 5.ไม่ใช้ก็ไม่ซื้อ อย่าซื้อของเพราะโปรโมชั่นดี มีของแถม ลดราคาครั้งยิ่งใหญ่ หรือเพราะเกรงใจพนักงานขาย

                ทำได้แบบนี้ จะอยู่อย่างถูกหรืออยู่อย่างแพง ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

 

.........................................................

(อยู่อย่างแพง : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])