ข่าว

กองทัพ'ติดเบรก'เจรจา!!จับตาเปลี่ยนผบ.ตร.มาเลย์

กองทัพ'ติดเบรก'เจรจา!!จับตาเปลี่ยนผบ.ตร.มาเลย์

01 มิ.ย. 2556

กองทัพ'ติดเบรก'เจรจา!! จับตาเปลี่ยนผบ.ตร.มาเลย์ : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน


                การพูดคุยเพื่อสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น นอกจากจะไม่ค่อยมีความคืบหน้าเรื่องข้อตกลงร่วมกันเพื่อนำไปสู่สันติภาพอย่างยั่งยืนแล้ว ตรงกันข้ามกลับส่งผลให้สถานการณ์ในพื้นที่ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง มิหนำซ้ำกลุ่มบีอาร์เอ็นยังโพสต์คลิปข้อเสนอ 5 ข้อ เพื่อกดดันรัฐบาลไทย และยังกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่รัฐอยู่เบื้องหลังการสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ด้วย

                ดังนั้นการเจรจารอบที่ 3 ในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ จึงยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ทีมเจรจาฝ่ายไทย นำโดย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่า หากเจรจาแล้วเหตุรุนแรงในพื้นที่ไม่ได้ลดลง ขณะที่คู่เจรจาก็ออกมาแถลงข้อเรียกร้องผ่านโลกออนไลน์เพื่อชิงความได้เปรียบ และดิสเครดิตรัฐไทยอย่างต่อเนื่อง จะมีการเจรจาบนโต๊ะเอาไว้ทำไม

                นอกจากนี้ ถ้อยแถลงของ พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ก็สะท้อนท่าทีของกองทัพต่อการเจรจาได้อย่างดีที่สุด โดยเฉพาะการตั้งคำถามต่อ นายฮัสซัน ตอยิบ แกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น ในแง่ความสามารถในการสั่งการกลุ่มที่ก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่

                “การพูดคุยสันติภาพกับนายฮัสซัน ตอยิบ อาจเป็นเพียงการดำเนินการต่อกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ซึ่งต้องติดตามต่อไป โดยเฉพาะความต้องการแฝงในการอยากยกระดับหรือสร้างมูลค่ากลุ่มในสายตาของทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อขยายหรือยกระดับไปสู่เวทีสากล ซึ่งปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควร

                ที่สำคัญกลุ่มของนายฮัสซัน ตอยิบ อาจไม่ใช่ตัวแทนกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงทั้งหมดในพื้นที่ ข้อเสนอบางส่วนดูยังไม่สอดคล้องในหลักมาตรฐานกฎกติกาทางสังคม อย่างไรก็ดี การพูดคุยสันติภาพกับนายฮัสซัน ตอยิบ ก็น่าจะมีส่วนในการเพิ่มโอกาสที่จะสร้างความสงบในพื้นที่ด้วยเช่นกัน” รองโฆษกกองทัพบก แถลงเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

                ขณะที่แหล่งข่าวความมั่นคงระดับสูงวิเคราะห์ 5 ข้อเสนอของบีอาร์เอ็น และการออกมากล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐอยู่เบื้องหลังความรุนแรงในพื้นที่ว่า เป็นการชิงความได้เปรียบของกลุ่มบีอาร์เอ็น ซึ่งจริงๆ แล้วหลักในการเจรจาจะต้องทำในการลักษณะ "ปิดลับ" จนกว่าจะมั่นใจว่า ข้อตกลงเมื่อเปิดเผยต่อสาธารณะแล้วจะไม่ส่งผลกระทบใดๆ

                "แต่ปรากฏว่า ครั้งนี้มีการเปิดเผยเร็วไป และรายละเอียดในการปฏิบัติฝ่ายไทยค่อนข้างเสียเปรียบ คล้ายกับเป็นการสร้างกลไกการยอมรับให้แก่กลุ่มบีอาร์เอ็นมีตัวตนขึ้นมา" แหล่งข่าวความมั่นคงชี้ถึงหลักการเจรจาที่บิดเบี้ยวไปจากทฤษฎีเดิมๆ

                เขาให้ข้อแนะนำว่า หลังจากที่กลุ่มบีอาร์เอ็นโพสต์ข้อเสนอ 5 ข้อออกมา ซึ่งทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบ เราควรที่จะหยุดพิจารณา และชะลอการเจรจาออกไปก่อน เพราะข้อเสนอทั้ง 5 ข้อไม่เคยอยู่บนโต๊ะการเจรจามาก่อน แต่กลุ่มบีอาร์เอ็นกลับเล่นเทคนิคด้วยการนำ 5 ข้อเสนอโพสต์ลงเว็บไซต์ยูทูบ และใช้เป็นข้ออ้างว่า เราไม่ยอมทำตามข้อเสนอของเขา เหตุรุนแรงในพื้นที่จึงยังคงมีอยู่

                แหล่งข่าวคนเดิมย้ำอีกว่า อีกสาเหตุที่ต้องชะลอการเจรจาเอาไว้ก่อน เนื่องจากทิศทางการเมืองภายในของมาเลเซียยังไม่มีความชัดเจน เพราะมาเลเซียมีการเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการตำรวจ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้บัญชาการตำรวจของมาเลเซียมีบทบาทด้านงานด้านความมั่นคงสูง ดังนั้นจะต้องถอดรหัสของผู้บัญชาการตำรวจคนใหม่เสียก่อนว่า มีท่าทีหรือมีนโยบายในเรื่องนี้อย่างไร

                “การเมืองภายในมาเลเซียจะมีบรรยากาศคล้ายๆ กับประเทศไทย ที่มีความสุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในรอบหลายปีที่ผ่านมา หากมาเลเซียไม่มีความจริงจังในการแก้ปัญหาให้แก่ไทยการแก้ปัญหาจะสำเร็จได้ยากมาก เพราะต้องยอมรับว่า ผู้ที่ก่อเหตุในพื้นที่มักจะหลบหนีเข้าไปยังมาเลเซีย ดังนั้นมาเลเซียจึงมีบทบาทสูงมากกับปัญหาในพื้นที่"

                ส่วนที่มีการตั้งความหวังว่า มาเลเซียจะช่วยเป็นตัวกลางแก้ปัญหาได้สำเร็จเหมือนกรณีฟิลิปปินส์นั้น เขามองว่า เหตุการณ์ระหว่างไทยกับฟิลิปส์ไม่เหมือนกัน โดยกลุ่มขบวนการฟิลิปปินส์มีเอกภาพที่ชัดเจน แต่ของไทยมีกลุ่มที่แตกแยกย่อยออกมาเยอะมาก ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากในการเจรจาที่จะทำให้ได้รับการยอมรับจากทุกกลุ่ม

                ด้านแหล่งข่าวในทีมเจรจาของ สมช.วิเคราะห์ตรงกันว่า ความเคลื่อนไหวของบีอาร์เอ็นเป็นการ "ชิงความได้เปรียบ" ในการเจรจากับฝ่ายไทย ซึ่งต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่เคยได้เปรียบกลุ่มบีอาร์เอ็นเลย ดังนั้นรัฐบาลจะต้องชี้แจงรายละเอียดข้อเท็จจริงให้มากกว่านี้ เพราะดูเหมือนว่า กลุ่มบีอาร์เอ็นจะเป็นฝ่ายเรียกร้อง และยื่นเงื่อนไขให้ฝ่ายไทยเพียงฝ่ายเดียว

                "คณะเจรจาของ สมช.จะต้องพิจารณารายละเอียดว่า ข้อเสนอ 5 ข้อของบีอาร์เอ็นจะสามารถทำได้ตามกรอบของกฎหมายแค่ไหน นอกจากนี้งานทางด้านการเมือง โดยเฉพาะเรื่องการประชาสัมพันธ์ก็จะต้องชิงความได้เปรียบสู้กับบีอาร์เอ็นบ้าง ไม่ใช่ตามกลุ่มบีอาร์เอ็นเพียงอย่างเดียว”

                "ต้องยอมรับว่า เขาดำเนินการอย่างมีระบบแบบแผนมาก เพราะได้เตรียมแผนการมาหลายปี ซึ่งตอนนี้ในแง่ของสังคมเราถูกพิพากษาไปแล้วว่ากำลังตามหลังกลุ่มบีอาร์เอ็น" แหล่งข่าวในทีมเจรจา กล่าวยอมรับความพ่ายแพ้ทั้งในเชิงยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี

                แหล่งข่าวทีมเจรจาของ สมช.เชื่อด้วยว่า นอกจากการกล่าวหารัฐไทยว่าเป็นผู้ก่อความรุนแรงกับประชาชนในพื้นที่ เช่น เหตุกราดยิง 6 ศพที่ จ.ปัตตานี หลังจากนี้จะมีข้อกล่าวหาที่บีอาร์เอ็นที่จะดิสเครดิตฝ่ายไทยอีกหลายเรื่องก่อนที่จะมีการประชุมในวันที่ 13 มิถุนายนนี้

                ข้อท้วงติงดังกล่าวของฝ่ายความมั่นคง ก่อนการเจรจาในวันที่ 13 มิถุนายน โดยเฉพาะเรื่องทิศทางทางการเมืองของมาเลเซียยังสอดคล้องกับทิศทางทางการเมืองของไทย โดยเฉพาะหลังจากคำพิพากษาของศาลปกครองกลางที่มีคำสั่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คืนตำแหน่งเลขาธิการ สมช.ให้แก่ นายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่ถูกโยกย้ายเมื่อปี 2554

                ทั้งนี้ แม้รัฐบาลจะสามารถอุทธรณ์ และสู้ต่อในชั้นศาลปกครองสูงสุดได้ แต่ถ้าศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง ก่อนการเกษียณอายุราชการของนายถวิลในเดือนตุลาคม

                น่าสนใจว่า กระบวนการเจรจาจะพลิกโฉมหน้าอย่างไร โดยเฉพาะทิศทางการทำงานของนายถวิล ซึ่งดูจะ "สวนทาง" กับรัฐบาลทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องการเจรจาที่นายถวิลเล่นบทฝ่ายค้านมาโดยตลอด

..........................

(หมายเหตุ : กองทัพ'ติดเบรก'เจรจา!! จับตาเปลี่ยนผบ.ตร.มาเลย์ : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)