
4ยุทธศาสตร์ค้าข้าวนำส่งออกเชิงมูลค่า
วาง 4 ยุทธศาสตร์ค้าข้าว ไทยลั่นผู้นำส่งออกเชิงมูลค่า : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน
โอฬาร ไชยประวัติ
ท่ามกลางประเทศผู้ผลิตข้าว ตลอดจนผู้นำเข้าข้าวที่กำลังมีแผนการสร้าง "ความมั่นคงทางอาหาร" ภายในประเทศของตนที่ชัดเจนมากขึ้นนั้น ทำให้ไทยตระหนักในเรื่องดังกล่าว ประกอบกับปัจจัยด้านโครงสร้างตลาดค้าข้าวที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย รัฐบาลปัจจุบันจึงวางยุทธศาสตร์ตลาดข้าวในระยะ 10 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกับการสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคให้มีความชัดเจนขึ้น
นานาชาติหันพึ่งตนเอง-ลดนำเข้าข้าว
จากวงเสวนาในงานมหกรรมข้าวนานาชาติ (ไรซ์ คอนเวนชั่น 2013) ที่ผ่านมา หลายประเทศที่เป็นคู่ค้าข้าวของไทย ต่างมีแผนการเพิ่มผลผลิตภายในประเทศตน เพื่อเป้าหมายลดการนำเข้าข้าวและสร้างความมั่นคงภายในประเทศ เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นผู้ซื้อข้าวรายใหญ่จากไทย แต่ขณะนี้มีนโยบายชัดว่าจะต้องการเพิ่มผลผลิตในประเทศให้เพียงพอกับการบริโภค
นาย Sutarto Alimoeso ประธานหน่วยงานนำเข้าข้าวของอินโดนีเซีย (บูล็อก) กล่าวว่า รัฐบาลอินโดนีเซียมีนโยบายเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สอดคล้องกับความต้องการ บริโภคภายในประเทศ โดยจะเน้นส่งเสริมระบบชลประทาน และตั้งเป้าในปี พ.ศ. 2557 ผลผลิตข้าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 14 ล้านตัน แต่ต้องขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศด้วย สำหรับบทบาทของบูล็อก จะเน้นการบริหารจัดการสต็อกอาหารของประเทศให้เหมาะสม ซึ่งไม่เฉพาะข้าวเท่านั้น โดยจะดูแลให้มีปริมาณเหมาะสมและระดับราคาที่เหมาะสม
เช่นเดียวกับนาย Orlan A Calayag ประธานหน่วยงานนำเข้าข้าวฟิลิปปินส์ ที่กล่าวว่า แม้ขณะนี้ฟิลิปปินส์จะเป็นประเทศนำเข้าข้าวรายใหญ่ แต่รัฐบาลก็มีนโยบายพึ่งพาตนเอง โดยแผนงานในปี 2554-2559 จะมุ่งเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก เพิ่มผลผลิต โดยนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ ขยายชลประทานเพิ่มการเพาะปลูก และเน้นด้านความมั่นคงทางด้านอาหาร ที่นอกจากจะลดการนำเข้าแล้ว ยังจะเพิ่มสินค้าทดแทนข้าว ลดการบริโภคภายในประเทศผ่านการใช้อาหารให้คุ้มค่า แต่การที่ฟิลิปปินส์ยังต้องนำเข้าข้าว เพราะการบริโภคข้าวในประเทศค่อนข้างสูง
ส่วน นาย Pwint San รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมียนมาร์ กล่าวว่า รัฐบาลเมียนมาร์ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเกษตรกรในการเพาะปลูกให้เพียง พอกับการบริโภคภายในก่อนและส่งออก พร้อมตั้งเป้าในอีกไม่ช้าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง โดยตั้งเป้าส่งออกข้าวไม่ต่ำกว่า 4.5 ล้านตันในปี พ.ศ.2563 ขณะที่ในช่วง 3 เดือนของปีนี้ที่ผ่านมาสามารถส่งออกได้แล้ว 1.5 ล้านตัน นับเป็นปริมาณสูงสุดในรอบ 10 ปี อย่างไรก็ตาม พื้นที่เพาะปลูกแม้จะมีมากแต่สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประเทศยังเป็นอุปสรรคที่ทำให้การผลิตและการส่งออกข้าวไม่สามารถทำได้ง่ายนัก ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความชัดเจนที่จะเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในเมียนมาร์ในทุกรูปแบบ
ส่วน นายกาน จันเมตา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กัมพูชา กล่าวว่า ข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่สำคัญของอาเซียนในฐานะที่เป็นผู้ผลิตอาหารหลักของคน ทั้งโลก โดยกัมพูชาเป็นประเทศส่งออกข้าวที่มีความสำคัญต่อภูมิภาคนี้ ปี 2554-2555 ที่ผ่านมามีผลผลิตข้าวเปลือก 8.5 ล้านตัน มีปริมาณข้าวส่วนเกิน 4 ล้านตัน ซึ่งสามารถแปรเป็นข้าวสารได้ 2 ล้านตัน ตั้งเป้าหมายปี 2558 จะส่งออกข้าวได้ 1 ล้านตัน จากเดิมส่งออกเพียง 4 หมื่นตัน และตั้งเป้าหมายจะเพิ่มเป็น 10 ล้านตันภายในปี 2563
โดยขณะนี้กำลังจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาการผลิตและการตลาดสินค้าข้าว คาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปีนี้ สาระสำคัญคือการให้มีการลงทุนจากต่างชาติมาพัฒนากระบวนการผลิตข้าว และการสนับสนุนด้านการตลาด นอกจากนี้ ยังให้การสนับสนุนความร่วมมือการค้าข้าวโลกของกลุ่ม 5 ประเทศอินโดจีน
วาง 4 ยุทธศาสตร์ทิศทางค้าข้าว
จากนโยบายการพึ่งพาตนเองและลดการนำเข้าข้าวของหลายๆ ประเทศ ประกอบกับโครงสร้างของตลาดโลกเปลี่ยนแปลงไป เช่น อินเดีย จากที่ไม่เคยส่งออกข้าวขาวเมล็ดยาว ก็นำออกมาขายในราคาต่ำเป็นจำนวนมาก ขณะที่จีนเองจากเดิมที่เคยนำเข้าข้าวขาวเมล็ดยาวเพียงไม่กี่แสนตัน ก็เพิ่มเป็น 2-3 ล้านตันในปีที่ผ่านมานั้น
นายโอฬาร ไชยประวัติ ประธานคณะผู้แทนการค้าไทย และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยจะต้องมียุทธศาสตร์ทางด้านการผลิตและการส่งออกข้าวที่ยั่งยืนในระยะ 10 ปีข้างหน้า โดยรัฐบาลปัจจุบันมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำด้านคุณภาพ และมาตรฐานข้าวรวมทั้งผลิตภัณฑ์ข้าวของโลก จึงได้วางยุทธศาสตร์เพื่อการผลิตและขาย 4 ด้านด้วยกัน ประกอบด้วย
1. ยุทธศาสตร์ การผลักดันการส่งออกข้าวในเชิงมูลค่า โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าและรักษาตลาด เน้นไปที่การส่งออกเชิงมูลค่าแทนการส่งออกเชิงปริมาณ มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรแต่ละท้องถิ่นผลิตข้าวคุณภาพสูงที่เป็นมาตรฐานของตนเอง โดยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐและผู้ส่งออกภาคเอกชนทำ หน้าที่ผลักดันการผลิตข้าวในแต่ละท้องถิ่น และส่งออกข้าวคุณภาพสูงออกสู่ตลาดโลก
ยุทธศาสตร์นี้จะเกี่ยวข้องกับการแสวงหาแหล่งผลิตข้าวคุณภาพสูงจาก แต่ละท้องถิ่นของไทย เช่น ข้าวหอมมะลิจากทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวก่ำเหนียวลืมผัวจากจังหวัดตากและเพชรบูรณ์ ข้าวหอมมะลิอินทรีย์จากเชียงรายและพะเยา เป็นต้น และจะเกี่ยวข้องกับนโยบายการจัดทำโซนนิ่ง หรือการกำหนดพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสม นอกจากนี้จะกำหนดกลุ่มตลาดที่มีความเหมาะสมกับตลาดข้าวเหล่านี้ด้วย ซึ่งการผลักดันการส่งออกในเชิงมูลค่านี้ ยังรวมไปถึงการจัดระบบการส่งออกให้มีประสิทธิภาพ ขณะที่รัฐบาลจะมีอีกบทบาทหนึ่งด้วย คือการส่งเสริมการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ซึ่งจะเสริมยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศเพื่อนบ้าน
2. ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาพลักษณ์ข้าวไทยและส่งเสริมคุณภาพมาตรฐานข้าว ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนยุทธศาสตร์แรก โดยการประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิไทยที่ทำมาต่อเนื่อง และการนำข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ไปขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ กับสหภาพยุโรป
3. ยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดพิเศษใหม่ๆ สินค้าของไทยที่จะให้การสนับสนุนและส่งเสริม เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวกล้องงอก และข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ รวมไปถึงการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบ
4. ยุทธศาสตร์การแสวงหาความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยประเทศในกลุ่มอาเซียนมีความคล้ายคลึงกันในเชิงภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ทำให้หลายประเทศในอาเซียนเป็นผู้ผลิตข้าวที่สำคัญ และมีการบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก ดังนั้น ไทยจึงเห็นความสำคัญของการมุ่งส่งเสริมและสร้างความร่วมมือด้านการเกษตร โดยเฉพาะสินค้าข้าว เป็นความร่วมมือทั้งด้านการผลิตและการตลาด
กระชับ5ปท.เพื่อนบ้านทำตลาด
ขณะเดียวกัน การดำเนินนโยบายภายใต้รัฐบาลปัจจุบันนั้น ยังคงให้ความสำคัญการโครงการรับจำนำข้าว เพื่อยกระดับราคาและรายได้เกษตตรกร รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยชูการเป็นตลาดเดียวกัน
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทางด้านการค้าข้าวโลก ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรง รวมทั้งการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ทำให้ไทยต้องตื่นตัว และเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ขณะเดียวกันต้องเร่งผลักดันสร้างความร่วมมือด้านการผลิตและการส่งออกของ ประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยจับมือร่วมกับเวียดนาม กัมพูชา เมียนมาร์ และลาว ในการทำการตลาดร่วมกัน เป็นฐานการผลิตร่วมกัน เพื่อรักษาเสถียรภาพข้าวในตลาดโลก ยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรในอาเซียนให้ดีขึ้น
ด้านภาคเอกชนอย่างสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยได้ให้การสนับสนุนกับเรื่องนี้ โดยนางกอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางในการค้าข้าวในอาเซียน เนื่องจากมีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมข้าวอย่างต่อเนื่องทั้งเทคโนโลยีการผลิต การขนส่ง รวมไปถึงการบริการทางการเงินที่มีความทันสมัย
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ว่าจะมีการเปิดเสรีการค้าข้าวมากน้อยเพียงใด ซึ่งปัจจุบันการเปิดกว้างให้นักลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้านมาลงทุนในไทยยังมีอยู่บ้าง เชื่อว่าหากเปิดเออีซีก็จะมีการลงทุนมากขึ้น ส่วนในเรื่องการผลิตยังไม่มีนโยบายที่แน่ชัดที่จะยินยอมให้มีการไหลเวียนข้าวเปลือกและข้าวสารในประเทศมากน้อยแค่ไหน ซึ่งคงจะต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐต่อไป
ในท่ามกลางนโยบายการรับจำนำข้าวของรัฐบาลปัจจุบัน ที่ยังมีการคัดค้านและสนับสนุนอยู่นี้ สำหรับตลาดค้าข้าวของไทยคงจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น และที่ได้ปรากฏชัดไปแล้วนั่นคือ การที่ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ติดต่อกันมานานกว่า 40 ปีนั้นได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว คงต้องติดตามดูว่าในแง่ของมูลค่า ไทยจะยังคงเป็นอันดับ 1 ตามนโยบายของรัฐบาลหรือไม่
--------------------
(วาง4 ยุทธศาสตร์ค้าข้าว ไทยลั่นผู้นำส่งออกเชิงมูลค่า : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน)



