
โฆษกปชป.ยันพรรคร่วมมีเสถียรภาพชี้พท.เลิกหวังล้มรบ.
โฆษกปชป. ยันพรรคร่วมมีเสถียรภาพ แขวะพท.เลิกทำตัวอยู่ใต้ดิน หวังล้มรบ. ท้าเปิดชื่อส.ส.ปชป.ย้ายซบ จวกหยุดเล่นการเมืองแบบเก่า พูดใส่ร้ายไม่รับผิดชอบ ระบุ ไม่หวั่นเสียที่นั่งกทม.ให้ภท. เหตุแข่งขันกันที่ผลงาน เชื่อหากทำประชาพิจารณ์เมล์ 4 พันคัน ทำสังคมสบาย
(7มิ.ย.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวยืนยันว่า การทำงานของรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤตจากปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองถือว่า 5 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลสามารถทำงานร่วมกับพรรคร่วม เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประเทศ และนำความสงบกลับคืนสู่สังคมได้ ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งจากภาคเอกชนและประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนข่าวปัญหาความขัดแย้งในการทำงานระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลขอยืนยันว่าตั้งแต่ตั้งรัฐบาลมา ได้มีข้อตกลงร่วมกันในการรักษาแนวทางของบ้านเมืองให้พ้นวิกฤตได้ ซึ่งทุกพรรคร่วมรัฐบาลก็ได้ดูงานที่เคยทำต่อเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้ว แต่ยอมรับว่ามีกระทรวงพาณิชย์ที่ไม่เข้าเงื่อนไขมีการเปลี่ยนความรับผิดชอบของพรรคร่วมรัฐบาลที่ดูแลกระทรวงนี้ และทำให้ในช่วงต้นอาจจะมีเรื่องของการประสานงาน และการทำความเข้าใจในแนวทางการแก้ปัญหาที่กระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวยอมรับว่า ปัญหาราคาสินค้าเกษตรมีความต่อเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งมีการรับภาระขาดทุนจากโครงการรับจำนำในอดีต ซึ่งรัฐบาลมีจุดยืนคำนึงถึงประโยชน์เกษตรกร และรักษาระดับราคาสินค้าเกษตร ดังนั้นการระบายสต๊อกสินค้าเกษตร เช่น ข้าว จึงต้องระวังไม่ให้กระทบทำให้ราคาต่ำลง ดังนั้นโครงการที่มีทางเลือกมากกว่า 1 ทาง เช่น ข้าว มีทั้งการจำนำ หรือการประกันราคาข้าว แม้กระทั่งโครงการรถเมล์ 4 พันคัน ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะซื้อหรือจะเช่า ถือว่าแกนนำพรรคร่วมสามารถช่วยกันกำกับดูแลรูปแบบการทำงานผ่านกระทรวงต่างๆ ให้ประโยชน์ตกแก่ประชาชน และดำเนินไปด้วยความโปร่งใสอย่างแท้จริง
นพ.บุรณัชย์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยพยายามหาจังหวะยื่นถอดถอนครม.จากการออกพ.ร.ก.การกู้เงิน ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรามนูญแล้ว ถือว่ามีวัตถุประสงค์ในการสกัดการแก้ปัญหาให้ประชาชน และดำเนินทุกทางนอกสภาเพื่อล้มรัฐบาล ทั้งการปลุกระดมให้มีการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 27 มิ.ย. ที่จะส่งผลกระทบในเรื่องความไม่สงบของบ้านเมือง หรือการเสี้ยมให้เกิดความขัดแย้ง ยุให้พรรคร่วมถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ โดยหวังว่าตัวเองจะได้อำนาจรัฐกลับคืนมา โดยจะกระทบความเชื่อมั่นชอบประเทศ จึงอยากให้พรรคเพื่อไทยกลับมาทำงานในสภา หาตัวหัวหน้าพรรคให้เจอ และเลิกทำตัวโผล่มาแต่หัว แต่ตัวอยู่ใต้ดิน และที่อ้างว่ามีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 12 - 15 คน เตรียมย้ายพรรค ขอท้าให้ผู้พูดกล้ารับผิดชอบคำพูด โดยการเปิดเผยชื่อออกมา ไม่เช่นนั้นจะเป็นการทำงานที่ไม่สร้างสรรค์มุ่งใส่ร้ายด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคภูมิใจไทยเตรียมขึ้นคัตเอาท์ว่า เป็นผู้ผลักดันโครงการรถเมล์ 4 พันคัน จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสียที่นั่งกทม.หรือไม่ นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า จากข่าวที่ปรากฎเขาพูดชัดว่ามีความตั้งใจที่จะมีผลงาน ซึ่งการแข่งขันกันที่นโยบาย โครงการและผลงานที่โป่รงใสและเป็นประโยชน์ ประชาชนคนกทม.จะได้รับประโยชน์ ซึ่งที่ผ่านมาแกนนำพรรคภูมิใจไทยได้เคยระบุว่ามีความตั้งใจแสดงผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวกทม. จึงถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยจะเปิดเวทีประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นจากประชาชน ซึ่งจะทำให้สังคมสบายใจว่าโครงการนี้ยึดมั่นประโยชน์ส่วนร่วมและความโปร่งใส และความเห็นชอบร่วมกันของรัฐบาล
เมื่อถามว่าการขึ้นคัตเอาท์ดังกล่าวเป็นเพราะพรรคภูมิใจไทยระแวงว่าจะถูกพรรคประชาธิปัตย์ขโมยผลงานใช่หรือไม่ นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า หลักของนายกรัฐมนตรีพูดชัดว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน และผลงานบางทีก็แยกไม่ออกว่าเป็นผลงานของรัฐบาล แต่ส่วนที่เป็นนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลหลายส่วนก็สืบเนื่องมากจากตั้งแต่ก่อตั้งรัฐบาล เช่น นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องการเรียนฟรี 15 ปี แผนปฏิบัติการ 99 วันทำได้จริง จึงไม่แปลกที่โครงการของแต่ละพรรคเมื่อผ่านการกรั่นกรองร่วมกันของรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ก็ถือว่าเป็นโครงการที่รัฐบาลทำทั้งชุด แต่ที่มาของโครงการอาจจะมาจากแต่ละพรรคการเมืองที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าตกลงโครงการรถเมล์ 4 พันคัน เป็นผลงานของพรรคภูมิใจไทยหรือเป็นผลงานของรัฐบาล โฆษกพรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในเรื่องวิธีของการเช่ารถเมล์ พรรคภูมิใจไทยได้เสนอมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว จึงไม่มีปัญหาว่าสูตรของการเช่า 4 พันคันก็เป็นแนวทางที่พรรคร่วมรัฐบาลเห็นว่าเป็นแนวทางที่ดีที่สุด แต่รัฐบาลโดยรวมก็เห็นว่าจะต้องมาเปรียบเทียบกับวิธีการอื่น ซึ่งกระทรวงการคลังก็เสนอรูปแบบอื่นขึ้นมา ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่แต่ละฝ่ายจะต้องเสนอทางเลือกให้ครม.เป็นผู้พิจารณา อย่างไรก็ตาม การขึ้นคัตเอาท์ดังกล่าวตนไม่ได้มองว่าเป็นการบีบสภาพัฒน์ฯ เพราะเป็นการขึ้นคัตเอาท์ในส่วนของนโยบายพรรค แต่แนวทางนโยบายของพรรคต้องผ่านครม. เมื่อพรรคนั้นเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเหมือนกับโครงการของพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องนำเสนอครม.เช่นกัน จึงจะเกิดเป็นจริง ซึ่งประชาชนก็รับทราบว่ามีที่มาจากที่ใด



