ข่าว

ศาสนจักรกับอาณาจักร

ศาสนจักรกับอาณาจักร

31 พ.ค. 2556

ศาสนจักรกับอาณาจักร : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์ [email protected]


               ผลการสำรวจทัศนคติชาวมุสลิมทั่วโลกเมื่อปี 2007 ของแกลลัพ โพล (Gallup Poll) มีข้อค้นพบประการหนึ่งที่น่าสนใจคือ ชาวมุสลิมส่วนใหญ่มีค่านิยมเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เสรีภาพ และความเท่าเทียมระหว่างเพศ ไม่แพ้คนตะวันตก จะแตกต่างกันก็ตรงที่แนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการเมือง หรือการแยกศาสนจักรออกจากอาณาจักรที่เรียกว่า โลกวิสัยนิยม (Secularism) เพราะขณะที่มุสลิมให้ความสำคัญกับทั้งศาสนาและการเมืองที่จะต้องสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น แต่โลกตะวันตกกลับคิดอีกแบบ

               ทำไมตะวันตกและโลกมุสลิมจึงมีทัศนะที่แตกต่างกันในเรื่องนี้ ผมขอยกเอาคำอธิบายของ John L. Esposito ศาสตราจารย์ชาวคริสเตียนที่เชี่ยวชาญด้านโลกมุสลิม มาเล่าสู่กันฟังครับ (ดู John L. Esposito, The Oxford Encyclopedia of the Modern Islamic World, Volume 4, (New York: Oxford University Press, 1995)

               เขาอธิบายอย่างนี้ครับว่า

               …โลกวิสัยนิยมนั้นมีต้นกำเนิดมาจากประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของยุโรป อันหมายถึงการแบ่งแยกอย่างค่อยเป็นค่อยไปในเกือบทุกแง่มุมของชีวิตและความคิดออกจากเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศาสนา กระบวนการนี้พัฒนาขึ้นครั้งแรกช่วงศตวรรษที่ 16 ในอังกฤษ โดยการปรับแยกอำนาจทางการเมืองออกจากการข้องเกี่ยวในเรื่องศาสนา และการแยกคดีความทางกฎหมายและรัฐออกจากอิทธิพลทางศาสนา แล้วหันไปใช้กระบวนการศาลยุติธรรมตามแนวทางโลกวิสัย (secular court) แทน

               นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกเอาไว้ว่าการปรับเปลี่ยนสู่โลกวิสัยในยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้นได้รับการสนับสนุนผลักดันจากชาวคริสเตียนโปรเตสแตนต์ ซึ่งพวกเขาอธิบายว่า “เป็นการชำระศาสนาด้วยโลกวิสัย” (secularizing religion) หรือการรับรองให้แยกศาสนาออกจากบทบาทหน้าที่ทางการเมืองของรัฐ ทั้งนี้ก็เพื่อคงความบริสุทธิ์ผุดผ่องของศาสนาเอาไว้ ไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องอาณาจักรทางโลกที่เต็มไปด้วยความผิดบาปและการคอร์รัปชั่น

               แต่โลกมุสลิมนั้นมิได้มีประสบการณ์ของการปฏิรูปศาสนา (Reformation) เหมือนอย่างคริสเตียนโปรเตสแตนต์ นอกจากนั้นยังมีประสบการของความเจริญก้าวหน้าทางศิลปะวิทยาการที่แตกต่างกับตะวันตก เพราะในช่วงที่อิสลามเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของโลกทั้งด้านการทหาร การเมืองการปกครอง และความก้าวหน้าทางศิลปวิทยาการนั้น ปรากฏว่าความยิ่งใหญ่นั้นมีปัจจัยหลักมาจากการที่ประชาชาติมุสลิมปฏิบัติตามคำสอนทางศาสนา

               ฉะนั้น ขบวนการนักปฏิรูปของโลกมุสลิมยุคก่อนที่อิทธิพลของตะวันตกจะเข้ามานั้น จึงพยายามแสวงหาแนวทางที่จะชำระความบริสุทธิ์ของศาสนาจากเรื่องสกปรกโสมมทางโลกหรือการผิดจารีตทางศาสนาที่เพิ่มทวีขึ้น โดยการบังคับใช้หลักศาสนาเหนือสังคมให้เข้มข้นขึ้น ตลอดจนการปฏิบัติตามกฎหมายชารีอะฮ์อย่างเคร่งครัด

               ซึ่งแตกต่างจากโปรเตสแตนต์ที่ต้องการชำระความบริสุทธิ์ทางศาสนาโดยการแยกเรื่องการเมืองและรัฐออกจากเรื่องศาสนาอย่างชัดเจน ความแตกต่างดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน

               ข้อแตกต่างอีกประการที่สำคัญก็คือ กระบวนการการปรับเปลี่ยนสู่ความเป็นโลกวิสัยในยุโรปเป็นกระบวนการที่มีวิวัฒนาการ ค่อยเป็นค่อยไป อันสอดรับกับก้าวย่างการพัฒนาของเศรษฐกิจ-สังคม แต่ในทางตรงข้าม ประสบการณ์ของโลกมุสลิมที่สัมพันธ์กับโลกวิสัยนิยมนั้น มันเป็นอุดมการณ์ที่ถูกสอดใส่เข้ามาโดยผู้รุกรานจากโลกภายนอก เป็นผลิตผลของจักรวรรดินิยมยุโรป และการขยายตัวของวัฒนธรรมต่างชาติที่เริ่มเข้ามาในโลกมุสลิมนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19…