
สี่ห้าเรื่องที่หากินกับมนุษย์บนโลกนี้ได้ตลอดกาล
สี่ห้าเรื่องที่หากินกับมนุษย์บนโลกนี้ได้ตลอดกาล : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
เรื่องราวบนโต๊ะอาหารบางทีเอามาใช้กับการดำเนินชีวิตได้หลายกรณี อย่างวันหนึ่งผมได้ไปร่วมกินอาหารกับผู้อาวุโสทั้งอายุและประสบการณ์ เรียกกันตรงไปตรงมาว่า “สูงวัยทั้งอายุและความชำนาญ” พวกเราพูดคุยกันสัพเพเหระตั้งแต่เรื่องหยอกล้อติฉินนินทากันตามธรรมดาของมนุษย์ไปกระทั่งเรื่องของบ้านเมืองและสังคม
มีผู้ให้ข้อคิดขึ้นมาน่าสนใจ เพราะเรากำลังพูดคุยกันเกี่ยวกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจในทุกวันนี้ ที่เราอาจไม่เชื่อว่ายังมีคนจำนวนหนึ่งกระเบียดกระเสียรเอาขวดน้ำพลาสติกเติมน้ำประปากรอกใส่ท้อง กับคนอีกกลุ่มที่กินอาหารมื้อละหลายๆ หมื่นเป็นประจำ นั่นคือช่องว่างหรือระยะห่างทางชนชั้นในสังคมไทย ซึ่งภาพรวมอาจดีขึ้น แต่บนการพัฒนาที่เราเห็นความเปลี่ยนแปลงในหลายปีที่ผ่านมา คนไทยอาจดูเหมือนมีรายได้ดีเหนือเพื่อนบ้านใน CMLV อย่างเขมร เมียนมาร์ ลาว และเวียดนามอยู่บ้าง แต่คุณภาพชีวิตเป็นเรื่องที่ถูกตั้งคำถามอยู่เสมอมา
พวกเรากินข้าวไปคุยไป ถกเถียงกันเรื่องข้างต้นอยู่พักหนึ่งก็มีคนพูดขึ้นว่า สาเหตุที่คนไหนรวยแล้วก็ยิ่งรวย เพราะเขามีเคล็ดลับ “ความร่ำรวย” ในการทำมาหากินกับคนอยู่ 4 อย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนในโต๊ะอาหารพยักหน้ายอมรับว่าเป็นเรื่องจริง ลองมาพิจารณาดูครับว่า 4 เรื่องที่หากินกับคนบนโลกนี้มีอะไรบ้าง
เรื่องแรกที่น่าเชื่อได้ว่าทำให้คนเราทุ่มเทกายใจและทรัพย์สินเงินทองได้อย่างไม่ต้องโอภาปราศรัย นั่น คือ “ความเชื่อถือ ศรัทธา” ซึ่งเคยได้ยินมาว่า มีนายทหารบางคนมาเล่าให้ฟังว่า แม่ยายของตนแอบเอาเงินไปบริจาคให้แก่วัดที่เขานับถือศรัทธาเจ้าอาวาสเป็นเงินหลายสิบล้านบาท หรือส่วนตัวเคยเห็นบรรดาแม่ยกลิเก ดารา ที่วันนี้พัฒนามาเป็นวัยรุ่นเด็กผู้หญิงน่าจะอยู่ในชั้นมัธยมบ้าง อุดมศึกษาบ้าง ไปยืนเกาะรั้วรอรับดารานักร้องที่ตนเองเป็นแฟนคลับ บางคนยอมอดตาหลับขับตานอน ไปกางเต็นท์เฝ้ากันถึงหน้าโรงแรมก็เคยมีให้เห็น
ทำให้คนที่คิดจะทำการค้าการขายถ้า “จับจุด” ได้ว่า คนเราลองได้เชื่อถือหรือศรัทธาอะไรอย่างฝังใจแล้ว ก็คงเหมือนกับพวกผู้ก่อการร้ายที่สามารถมอมเมาเด็กและเยาวชนให้กระทำการบางอย่างที่เราไม่คาดคิดได้ เพียงเพราะอ้างในสิ่งที่พวกเขาเชื่อถือศรัทธา
เรื่องต่อมา คือ “ความกลัว” มนุษย์ถือว่า ความกลัวเป็น “ดาบสองคม” นัยหนึ่งหากมองในทางดี ความกลัวเป็นกลไกป้องกันตนเอง ถ้าเรารู้ว่าอะไรเป็นสิ่งอันตรายก็จะหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปใกล้หรือหาทางแก้ไขพัฒนาเพื่อไม่ให้อยู่ในอันตรายนั้น ขณะเดียวกันหากเกรงกลัวอันตรายมากเกินไปมนุษย์จะอยู่ในอาการอกสั่นขวัญแขวน ใครบอกให้ทำอะไรก็จะเชื่อฟังและคล้อยตาม ถือเป็นจุดอ่อน ที่คนทำมาค้าขายบางคนหัวไวถือเป็นช่องทางในการทำมาหากิน แทบไม่ต้องยกตัวอย่างก็คงพอนึกออกถึงธุรกิจหลายประเภทที่โฆษณาให้เห็นภัยอันตรายต่างๆ ถ้าเราไม่ป้องกันหรือเข้าร่วมธุรกิจกับเขาก็จะมีความเสี่ยงสูง ซึ่งแต่ละปีคนจำนวนมากก็ยินดีจะจ่ายเงินหรือทำให้ธุรกิจที่อาศัยช่องว่างแห่งความกลัวของคนในการทำมาหากินได้อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งหากยกไปถึงเรื่องทางการเมือง ขนาดการเมืองระหว่างประเทศ คนยังเคยโดนหลอกให้เชื่อว่าซัดดัมมีอาวุธทำลายล้างสูง กระทั่งบุกเข้าไปถึงแบกแดดค้นทุกซอกมุมก็ไม่พบอาวุธดังกล่าว แต่อิรักแตกเป็นเสี่ยงๆ คนได้ประโยชน์คือ คนปล่อยข่าว เข้าไปกอบโกยทรัพยากร ด้วยการวาดภาพ “ความน่าหวาดกลัว” ให้คนค่อนโลกหลงเชื่อได้สนิทใจ
เรื่องของ “ความโลภ ความอยากได้อยากมี” เป็นอีกกรณีที่ทำให้คนต้องควักกระเป๋าจ่าย บางทีจ่ายมากขนาดใช้เงินเป็นล้านๆ อย่างแชร์ลูกโซ่สมัยก่อนๆ ที่นายทหาร นายตำรวจ คุณหญิง คุณนาย กลายเป็นเหยื่อของอาชญากรทั้งในและนอกประเทศ บางคนเพิ่งกลับมาปรากฏตัวให้เห็นหลังอายุความเสร็จสรรพ
จึงนำเสนอมาเพื่อท่านผู้อ่านพิจารณาว่า ท่านอยู่ในข่ายหรือกำลังจะกลายเป็นเครื่องมือหรือเหยื่อของกลุ่มคนกลุ่มใดในสังคมของเรานี้บ้าง



