ข่าว

ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขสวนกระแสของแพง

ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขสวนกระแสของแพง

31 พ.ค. 2556

ฮอตอิชชู่ : ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข สวนกระแสของแพง

 

                     โอ๊ะ...โอ๊ะ...โอ๊ะ...โอ้ย...พระเจ้าช่วยกล้วยทอดเดินตลาดซื้อกลับข้าวก็ต้องแวะซื้อไข่กลับไปทุกครั้ง ล่าสุดเดินตลาดวันก่อนทำเอาตะลึงตึงตึง ราคา 10 ฟองเกือบ 50 บาท ตกฟองละ 4 บาทกว่าๆ ทั้งๆ ที่เป็นขนาดเล็กเบอร์ 3 แล้วไล่สายตาไปที่เบอร์หนึ่งกับเบอร์ศูนย์ อุ้แม่เจ้า..เกือบ 60 บาท...อันนี้ไม่ยกเมฆเรื่องจริง จนเจ้ากระทรวงพาณิชย์ออกมาชี้แจงว่าที่แพงเพราะร้อน ไก่ไม่ออกไข่ ให้รออีกพักราคาก็จะลงเป็นปกติ เออ..แต่เคยเห็นราคาของที่ขึ้นแล้วมีลงด้วยเหรอ เอาเป็นว่าของขึ้นแล้วชีวิตจะอยู่อย่างไรให้มีความสุข มีเงินจับจ่ายพอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ประเด็นนี้น่าสนใจว่าคนในสังคมวางแผนการใช้เงินอย่างไรตามไปอ่านกันเลยค่ะ...เริ่มจาก "นุ้ย" นรินพร นิลดวง พนักงานบริษัทเอกชนย่านคลองตัน บอกว่า ในขณะที่เงินเดือนยังเท่าเดิม ภาระหนี้สินต่างๆ ก็ยังมีอยู่ แต่ต้องมาเจอกับสภาวะข้าวของทุกอย่างแพงขึ้นอีก ย่อมต้องเกิดปัญหาในการใช้จ่ายเงินในแต่ละเดือนอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นอะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัด แต่บางเรื่องเป็นสิ่งจำเป็นไม่สามารถประหยัดได้ ก็ต้องแบกภาระต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

                     "อย่างเรื่องของอาหารการกินตอนนี้ทุกอย่างแพงขึ้นมาก จากที่ตัวเองและครอบครัวมักจะออกไปทานข้างนอกบ้านอยู่บ่อยครั้ง เจอพิษเศรษฐกิจแบบนี้ก็ต้องลดตรงนี้ลงไป แต่ก็มีบางอย่างที่จำเป็นและไม่สามารถลดลงได้อย่างเรื่องค่าเทอมลูก แถมปีนี้ทุกโรงเรียนยังเก็บค่าเทอมเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งตรงนี้ยังไงเราก็ต้องจ่าย นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกทั้งค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมันรถ และอะไรต่อมิอะไรอีกมาก จนบางเดือนถึงขั้นสะดุดหมุนไม่ทันจนเกิดภาวะชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่บ่อยครั้ง ตรงนี้ก็ต้องหันไปพึ่งบัตรเครดิตบ้าง แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีวินัยในการใช้ด้วย คือเมื่อรูดไปแล้วก้ต้องชำระยอดเต็ม เพื่อไม่ก่อให้เกิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก" คุณแม่ลูกหนึ่งเผย

                     ด้านข้าราชการหนุ่มใหญ่ "ติ่ง" ประสาน มั่นมาก ปลัดอบต.แม่ปะ อ.แม่สอด ต.ตาก เผยว่า ในส่วนที่ข้าวปลาอาหารอย่างไข่ หรือผัก ราคาสูงนั้น อาจไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากราคาพืชผลในต่างจังหวัดยังไม่สูงเหมือนกับในเมืองหลวง แต่ภาระอื่นๆ ที่ต้องรับผิดก็ยังมีอีกมาก ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากิน รวมไปถึงค่าเทอม และค่าเรียนพิเศษของลูก

                     "แต่ละเดือนค่าใช้จ่ายค่อนข้างจำกัด จึงต้องแยกไว้อย่างชัดเจนว่าต้องจ่ายค่าอะไรบ้าง แต่ด้วยความที่เราเป็นข้าราชการยังถือว่าโชคดีที่เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ปัญหาตรงนี้จึงตัดออกไปได้ แต่อย่างค่าเรียนพิเศษลูกตรงนี้ก็เป็นเรื่องจำเป็น รู้ๆ กันอยู่แล้วว่าเด็กสมัยนี้ต้องเรียนพิเศษเพิ่มเติมหลายอย่าง แต่ก็มีบ้างบางเดือนที่ค่าใช้จ่ายช็อตเหมือนกัน ก็ต้องพยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อย่างเรื่องดูหนังหรือทานข้าวนอกบ้าน เมื่อก่อนจะพาลูกและภรรยาไปทุกอาทิตย์ ตอนนี้ก็ต้องลดลงเป็นนานๆ ครั้ง หันมาทำกับข้าวกินเองที่บ้าน ก็ช่วยลดรายจ่ายไปได้บ้าง แต่ที่หนักตอนนี้เลยคือค่าน้ำมันที่ต้องจ่ายเยอะทุกเดือน แต่มันก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องใช้" ข้าราชการหนุ่มใหญ่ให้ความเห็น

                     ในขณะที่นักธุรกิจ วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ รองประธานกรรมการ บริษัท เบเยอร์ จำกัด ให้ช่องทางการดูแลเม็ดเงินในกระเป๋าตัวเอง ในยุคที่ค่าครองชีพถีบตัวขึ้นสูงปรี๊ดว่า ต้องยอมรับว่าเรื่องสินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพงเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคค่อนข้างหลีกเลี่ยงยากหรืออีกทีก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคจะทำได้ คือการเลือกใช้เงินอย่างคุ้มค่าเพื่อรักษามูลค่าต่อทุกการจ่ายในยุคปัจจุบันให้ได้สูงสุด

                     "อย่างเรื่องการเลือกซื้อสินค้า จากเดิมอาจจะตัดสินใจจากความชอบเป็นหลัก แต่สำหรับในยุคนี้ คงตัองอาศัยปัจจัยหลายๆ ด้านเป็นองค์ประกอบเพิ่มขึ้น เช่น คุณภาพ ราคา และสิ่งสำคัญคือ อรรถประโยชน์ที่จะได้รับว่าคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่จ่ายไปหรือไม่" ผู้บริหารบริษัทสีทาไม้ยี่ห้อดังแนะนำ พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงข้อดีอีกหนึ่งประการที่มาพร้องกับเรื่องร้ายๆ คือ ผลกระทบข้าวของขึ้นราคา ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลายขึ้น เพราะผู้ผลิตต่างหันมาแข่งขันกันในเรื่องคุณภาพและราคามากขึ้น นั่นเป็นเพราะผู้บริโภคเพิ่มความพิถีพิถันในการเลือกซื้อนั่นเอง

                     ในขณะที่ผู้ประกอบการอย่าง "ปลา" นภาพร เมืองแก้ว วัย 42 ปี ก็บอกว่าจากการเปิดร้านขายเครื่องดื่มมานาน สังเกตว่าในช่วงหน้าร้อนราคาวัตถุดิบจะขึ้นสูงเป็นเรื่องปกติ และมั่นใจว่าราคาจะลดลงมาเหมือนเดิมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แน่นอน ช่วงนี้ค่าครองชีพขึ้นสูงจริง สูงกว่าที่เคยขึ้นมาทุกๆ ปี อย่างมะนาวสูงสุดก็ลูกละ 10 บาท น้ำแข็งตอนนี้ก็กระสอบละ 50 บาท เชื่อว่าเป็นเพราะอากาศ ที่ทำให้เรื่องน้ำมัน การขนส่งและการเพาะปลูก มีปัญหา แต่ราคาที่สูงก็จะค่อยๆ ลดลงจนเป็นปกติเมื่อเข้าหน้าฝน ผักที่แพงอยู่ตอนนี้ถ้าเลือกซื้อเป็นผักธรรมดา ก็จะมีขายถูกๆ อยู่ แล้วก็จะถูกจนเหลือล้นตลาดในอีกไม่กี่เดือน ซึ่งเป็นเรื่องปกติแบบนี้ทุกปี ภาวะในตอนนี้เลยยังไม่กระทบจนถึงขั้นขึ้นราคาสินค้า เพราะวัตถุดิบไม่ได้ขึ้นราคาหมดทุกอย่าง เพียงแต่ต้องปรับตัวกินใช้ ซื้อวัตถุดิบให้พอดี เลือกซื้อของตามโปรโมชั่นในห้างสรรพสินค้าให้มากขึ้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายไม่ให้สูงเกินไป

                     ด้านนักข่าวกว่า 20 ปี "บ็อบ" จุมพล โพธิสุวรรณ กล่าวว่า จริงๆ แล้วเศรษฐกิจที่ขึ้นๆ ลง ๆ ไม่แน่นอน ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออาชีพสื่อมวลชนเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบไปทุกอาชีพทุกกลุ่มคน ปกติจะเป็นคนใช้จ่ายคิดหน้าคิดหลังอยู่แล้ว จะนึกกลอนสมัยเรียนที่จำขึ้นใจมาจนถึงทุกวันนี้คือ “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์ มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน” และคุณแม่จะสอนเสมอว่า “เวลาที่เรามีเงินให้นึกถึงวันที่เราไม่มีเงินรู้สึกอย่างไร แล้วจะทำให้ระวังการใช้จ่าย”

                     "ยิ่งเมื่อเข้าสู่วงการสื่อสารมวลชนก็ได้สะดุดใจกับคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งเป็นปรัชญาอมตะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติของประชาชนในทุกระดับให้ดำเนินไปในทางสายกลาง มีความพอเพียง มีความพร้อมที่จะจัดการต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทุกด้าน ซึ่งจะต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน ทำให้ชีวิตของเราเกิดภูมิคุ้มกันดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน อีกทั้งยังต้องมีคุณธรรมไม่เบียดเบียนใครให้เดือดร้อน ซึ่งมั่นใจว่าจะทำไม่ใช่เพียงคนใดคนหนึ่ง หากแต่ทุกคนสามารถดำรงอยู่ได้แม้ในโลกโลกาภิวัตน์หรือยุคไอทีที่มีการแข่งขันสูงอยู่ในขณะนี้" นักข่าวเสนอมุมมองส่วนตัว

                     ปิดท้ายที่ผู้ดำเนินรายการเงินทองต้องรู้ และคอลัมนิสต์คนดัง "แก้ม" ขวัญชนก วุฒิกุล ให้คำแนะนำถึงการวางแผนการใช้ชีวิต การใช้เงินท่ามกลางกระแสข้าวของแพงว่า จริงๆ ในกรณีนี้มี 2 ทางให้เลือก ทางแรกคือการเพิ่มรายได้ โดยเมื่อของแพงเราก็ต้องหาเงินมากขึ้น หารายได้มากขึ้นเพื่อจะได้มีชีวิตอยู่เหมือนปกติอย่างที่ผ่านๆ มา ทางที่ 2 ลดรายจ่ายลง ด้วยเมื่อรายได้เท่าเดิม รายจ่ายก็ต้องลดลงเรื่องนี้ก็ต้องล้อกันไป

                     "ความจริงแล้วบอกมาเสมอว่าให้ทุกคนพยายามจดลงสมุดถึงรายรับรายจ่ายในแต่ละวันว่าใช้อะไร หรือมีรายได้อะไรเข้ามาบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยทำกัน ดังนั้นจึงต้องมาดูว่าเรื่องไหนไม่ใช่ความจำเป็นในชีวิต ให้ตัดไป แต่ค่ากิน ค่ายา ค่าใช้ปกติ และหนี้สินที่ต้องจ่ายก็ต้องจ่าย หยุดหรือประหยัดไม่ได้ หาทางหยุดเรื่องอื่น ซื้อของไม่จำเป็นน้อยลง แต่ไม่ใช่ไม่ซื้อเลยมันขาดความสุขในชีวิต อย่างนี้เรียกเบียดเบียนตัวเอง ก็จะเครียด ไม่มีความสุข เราต้องใช้วิธีประหยัดและถ้าอยากได้หรืออยากออกไปทานข้าวนอกบ้านบ้างก็ทำ ไม่ใช่ประหยัดทุกทาง ไม่ไหวนะเครียด" ผู้คลุกคลีกับแวดวงเศรษฐกิจให้ความคำชี้แนะ

                     เอาเป็นว่ารู้จักอด (ความอยากที่เกินจำเป็น) และออมเพื่อวันพรุ่งนี้ มีสติก่อนจับจ่าย...ก็อยู่ได้แบบสบายๆ ล่ะค่ะ