
'โต้ง'แจงสภาจัดงบ57เหมาะสม
'กิตติรัตน์' แจง งบ 57 โต้ข้อกล่าวหาตั้งงบฯสูงเป็นประวัติการณ์ เพราะงบฯสูงขึ้นทุกปีอยู่แล้ว ย้ำพรบ.เงินกู้ 2 ลล.ไม่เสี่ยงขาดดุล
29 พ.ค.56 นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจง ร่าง พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ว่า การจัดทำงบประมาณ มี 4 ยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ 1.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 2.การลดความเหลื่อมล้ำผู้มีรายได้มากและผู้มีรายได้น้อย 3.การเจริญเติบโตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม 4.การทำงานโดยกลไกของภาครัฐอย่างบูรณาการ และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อีกทั้งยอมรับว่าการใช้คำบางคำของนายกรัฐมนตรีในถ้อยแถลงจะเป็นจริง แต่หวังว่าสังคมจะไม่แปลความหมายจนเกิดความเข้าใจผิด อาทิ งบประมาณประจำปี พ.ศ.2557 เป็นงบประมาณที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น ซึ่งจริงๆแล้วทุกงบประมาณของปีก็สูงที่สุดกว่าปีที่ผ่านๆมาอยู่แล้ว รวมทั้งในช่วงรัฐบาลก่อนๆที่มีการพิจารณา งบประมาณก็สูงขึ้นจากปีก่อน ดังนั้น ทุกครั้งที่พิจารณางบประมาณก็ต้องสูงกว่าทุกปีเป็นประวัติการณ์ จึงยืนยันว่าไม่ได้เป็นความประสงค์ของรัฐบาลที่ต้องการตั้งงบฯสูงผิดปกติ และความจริงก็เป็นการเพิ่มขึ้นน้อยเป็นอย่างยิ่ง จากงบประมาณปี 2555 จำนวน 2.38 ล้านล้านบาท มาสู่ 2.44 ล้านล้านบาท ในปี 2556 การเพิ่มขึ้นเพียง 2 หมื่นล้านบาทแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญ แต่ในปีงบประมาณ 2557 รัฐบาลชุดนี้มีความเชื่อมั่นว่า เราควรเพิ่มงบประมาณรายจ่ายตามที่เสนอ โดยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเป็น 2.55 ล้านล้านบาท ซึ่งก็เป็นเรื่องที่มีความเหมาะสม และสามารถทำได้ ความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐมีความสอดคล้องกับเป้าหมายที่จะมีรายรับ 2.75 ล้านล้านบาท และยังสอดคล้องกับจีดีพีของประเทศด้วย
นายกิตติรัตน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนการลดการขาดดุลลงนั้น ตนเชื่อว่าความเชื่อใจในการบริหารงบประมาณขาดดุล รัฐบาลชุดนี้ก็ได้ทำงานให้เห็นแล้ว เพราะจากระดับการขาดดุล 4 แสนล้านบาท ขณะที่จีดีพีของประเทศอยู่ในระดับ 11 ล้านล้านบาทนั้น เราได้ดำเนินการให้มีการลดขาดดุลลงเหลือ 3 แสนล้านบาทในปีงบประมาณที่ผ่านมา และกำลังจะลดลงให้เหลือ 2.5 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2557 นี้ ในขณะที่จีดีพีของประเทศก็เติบโตขึ้น ฉะนั้น สัดส่วนการขาดดุลต่อจีดีพีนอกจากจำนวนจะลดลงแล้ว สัดส่วนก็ลดลงโดยเราเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่ลดการขาดดุลในระดับที่ต่ำกว่าร้อยละ 2 ของจีดีพี แม้ว่าตนมีความตั้งใจที่จะใช้เวลากับงบประมาณประจำปี 2557 ให้มากที่สุด
"ทั้งนี้ ตนก็เข้าใจว่าคงจะมีการอภิปรายเรื่อง พรบ.เงินกู้ฉบับนี้ แต่อยากชี้แจงให้เข้าใจว่า การออกกฎหมายกู้เงินฉบับนี้เพิ่งเริ่มทำเท่านั้น และการออกกฎหมายกู้เงินก็เคยมีในรัฐบาลก่อนๆ รวมถึงรัฐบาลที่ผ่านมาด้วย ส่วนรัฐบาลนี้การออกกฎหมายกู้เงินที่กำลังดำเนินการอยู่ พรบ.การให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนในระบบคมนาคมขนส่งของประเทศนี้ ตนย้ำว่าเรามีความละเอียด รัดกุม และมีสถานะที่มีมาตรฐานสูงในการออกกฎหมาย และเมื่อผ่านชั้นหลักการมาถึงขั้นกรรมาธิการวิสามัญ ก็กระทำอย่างรอบคอบ และใช้เวลามากที่สุด แตกต่างจากการออกกฎหมายเงินกู้ของรัฐบาลที่ผ่านๆมาด้วยซ้ำไป และยืนยันว่าต้องการมีวินัยที่เข้มแข็งโดยไม่กู้เงินเกิน 2 ล้านล้านบาท ระดับหนี้สาธารณะก็จะไม่เกินร้อยละ 50 ของจีดีพี ตามที่กำหนดไว้" นายกิตติรัตน์ กล่าว
นายกิตติรัตน์ กล่าวต่ออีกว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการอภิปรายของนายอภิสิทธิ์ ที่มองว่าการกู้เงินจะไปเพิ่มหนี้สาธารณะ ซึ่งก่อนหน้านี้ระดับหนี้สาธารณะก็เพิ่งจะขยับตัวเพิ่มขึ้น และดูเหมือนจะเป็นจริงว่าก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามา หนี้สาธารณะยังทรงตัวอยู่ โดยนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง ก็ให้มีการพิจารณาปรับเพดานวินัยการคลังจากที่เคยกำหนดร้อยละ 50 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 ตนก็ไม่แน่ใจว่า การตระเตรียมตรงนั้นมีความตั้งใจจะดำเนินการในอนาคตที่จะต้องกู้เพิ่มขึ้นหรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงตนก็ไม่ได้ทักท้วง เพราะคิดว่าระดับหนี้สาธารณะที่ร้อยละ 60 ก็ไม่ใช่ระดับที่สูงจนเกินไป เพียงแต่ว่าหากรัฐบาลก่อนๆไม่ได้มีความเข้าใจเรื่องเพิ่มหนี้สาธารณะ จะไปปรับเพดานหนี้ทำไมไม่ทราบ แต่อย่างไรก็ดีตนก็จะไม่ปรับเพดานหนี้ลดลง โดยเปลี่ยนแปลงการทำงานดูแลหนี้สาธารณะแทน ทั้งการกู้เงินเพื่อชดเชยงบประมาณขาดดุล ซึ่งกำลังมีแนวโน้มลดลงด้วย จนเป็นเป้าหมายที่จะสมดุลในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รวมถึงการกู้เงินต่างๆของรัฐบาลนี้ที่เห็นว่ามีความจำเป็น เราก็จะดำเนินการควบคุม ดูแลหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบดังเดิม
นายกิตติรัตน์ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลมั่นใจว่าจะบริหารจัดการหนี้สาธารณะได้อยู่ในกรอบวินัยทางการเงินการคลัง ส่วนการลงทุนตาม พร บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ก็เป็นไปตามการพัฒนาการโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว การตัดสินใจและการลงทุนดังกล่าวมีการสำรวจอย่างรอบคอบ ไม่ใช่คิดว่าจะลงทุนอะไรก็ได้ โดยไม่รู้ว่าประโยชน์ของประเทศที่จะได้รับคืออะไร ทั้งนี้ยอมรับว่าหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ในอัตรา 0.74 % แต่จากการสำราจหนี้ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นหนี้ในเรื่องการซื้อที่อยู่อาศัยและรถยนต์ ซึ่งการเป็นหนี้ในส่วนนี้ จะทำให้เกิดรายได้ในอนาคตกับครัวเรือน
"ส่วนการประเมินรายได้ของรัฐที่เพิ่มขึ้นประมาณ 1.7 แสนล้านบาทนั้น ไม่ได้เป็นตัวเลขที่แสดงนัยยะในการจะจัดเก็บภาษีของประชาชนเพิ่มขึ้นแต่เพียงอย่างเดียว แต่การเพิ่มมาตรการภาษีบางประการ ก็เพื่อประโยชน์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น การเพิ่มภาษีสรรพสามิตบางประเภท ก็เพื่อให้ประชาชนลดการบริโภค ส่วนเรื่องราคาน้ำมันดีเซล รัฐบาลมั่นใจว่าจะบริหารราคารน้ำมันให้มีประสิทธิภาพ และไม่กระทบต่อผู้ประกอบการ ซึ่งกลไกวิธีการแก้ไขของรัฐบาลก็ใช้ผ่านระบบของกองทุนน้ำมัน ที่เป็นวิธีการที่ทุกรัฐบาลก็เคยใช้มาก่อน ขณะที่ราคาก๊าซหุงต้ม สาเหตุที่รัฐบาลต้องมีการลดการอุดหนุนก็เพื่อให้ผู้บริโภคตระหนักถึงต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนการบริโภคอย่างประหยัด ซึ่งการลดการอุดหนุนของรัฐบาลทั้งหมด ยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการทอดทิ้งประชาชนที่มีรายได้น้อย แต่ต้องการให้ตระหนักถึงภาวะต้นทุนและเกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามแม้จะมีค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตามภาวะเงินเฟ้อแต่รัฐบาลก็มีนโยบายการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนควบคู่กันไปด้วย ผ่านนโยบายค่าแรง 300 บาท เป็นต้น" นายกิตติรัตน์ กล่าว
นายกิตติรัตน์ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับการที่รัฐบาลไม่ได้จัดงบประมาณอุดหนุนเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ(กอช.) ในงบประมาณประจำปี 2557 เพราะ รัฐบาลเห็นว่าปัจจุบันมีกฎหมายตาม พรบ.กองทุนประกันสังคม มาตรา 40 ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบของภาครัฐ และเอกชน สามารถส่งเงินสมทบร่วมกับภาครัฐได้ เพียงแต่ปัจจุบันมีสมาชิกเพียง 1.2 ล้านคน ทำให้รัฐบาลต้องมีมาตรการระยะยาวเพื่อจูงใจต่อไป แต่การไม่ส่งเงินให้กอช.นั้นไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะละเลย ไม่ให้ความสำคัญกับการออมของประชาชนผ่านกอช.แต่รัฐบาลเล็งเห็นว่าหากจะดำเนินการเรื่องใหม่แล้ว ควรต้องมีการสะสางปัญหาก่อน ซึ่งปัจจุบันมีให้เห็นอยู่ในการบริการงานของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.)
"รัฐบาลชุดนี้ มียุทธศาสตร์ ที่จะลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แม้ว่าจะยังไม่มีการปรับเปลี่ยนระบบการจัดเก็บภาษีสิ่งปลูกสร้าง แต่ก็ไม่ได้มีความคิดว่าจะประวิงเวลา ซึ่งปัจจุบันการจัดเก็บภาษีสิ่งปลูกสร้างก็ได้ดำเนินการอยู่แล้ว ในอัตรา 12.5 % จากรายได้ของค่าเช่าในกรณีที่เจ้าของที่ดินได้ให้ผู้อื่นเช่าและแสวงหารายได้ ส่วนการจัดตั้งกองทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจหาที่ดินรกร้างว่างเปล่าและไม่ได้มีการพัฒนา เพื่อนำมาปรับปรุง ให้เป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์และปรับปรุงเป็นสวนสาธารณะ เพื่อให้เกิดรายได้กับรัฐและเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับกองทุน โดยไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์กับนายทุนรายใหญ่แต่อย่างใด" นายกิตติรัตน์ กล่าว
ด้านนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเสริมในประเด็นการขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1.50 บาทต่อลิตรว่า รัฐบาลจะมีการปรับขึ้นจริงในเดือนตุลาคม แต่การปรับขึ้นครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบกับประชาชน เพราะปัจจุบันสถานะกองทุนน้ำมันพ้นจากการติดลบแล้ว จนสามารถจัดเก็บเงินเข้ากองทุนได้มากกว่า 1.50 บาทต่อลิตร จึงคิดว่าจะเกิดประโยชน์กับ 3 ฝ่ายคือ 1.รัฐบาลได้ภาษีเพิ่มขึ้น 2.สามารถจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันได้มากขึ้น 3.ประชาชนได้ใช้น้ำมันดีเซลในราคาลิตรละไม่เกิน 30 บาท
"เพื่อไทย"ซัดประชาธิปัตย์อภิปรายงบวันแรกตั้งธงคัดค้าน
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงภาพรวมการอภิปรายร่าง พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ในวันแรกว่า พรรคประชาธิปัตย์ตั้งธงมาตั้งแต่อยู่บ้านว่าจะไม่ยกมือโหวตให้ การอภิปรายของพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นไปในรูปแบบเดิม ๆ ค้านดะ กล่าวหาเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น ไม่เคยมีแนวทางสร้างสรรค์ ติเพื่อก่อ หรือแสดงความเห็นด้วยกับรัฐบาล สะท้อนหลักคิดที่มีอคติ
"หากลองฟังด้วยใจเป็นธรรมจะเข้าใจและรับรู้ถึงเหตุผลของการจัดทำงบประมาณของรัฐบาล ส่วนเรื่องการกู้เงินที่พรรคประชาธิปัตย์โจมตีว่าเป็นการทำให้หนี้พุ่งนั้น เป็นการพูดแบบไม่ดูตัวเอง รัฐบาลนี้กู้มาสร้างงาน สร้างเงิน สร้างรถไฟความเร็วสูง แต่รัฐบาลที่แล้วกู้มาทำโครงการไทยเข้มแข็ง กู้มาตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ถูกประชาชนตำหนิมากมาย ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่หนักใจกับการอภิปรายของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเหมือนมวยวัดชกลม ไม่มีอะไรใหม่น่าสนใจ นายกฯและรัฐมนตรีอภิปรายได้ดีมีเหตุผลกว่ามาก และเชื่อว่าประชาชนจะเห็นด้วย" นายพร้อมพงศ์ กล่าว
"รมต.พลังงาน"แจงแก้ปัญหาไฟฟ้าดับภาคใต้แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้เเทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2557 ในช่วงเย็นวันนี้ ได้เกิดเหตุการณ์ประท้วงการอภิปรายของ สส.พรรคประชาธิปัตย์ จนทำให้การอภิปรายที่ราบรื่นมาตลอดช่วงเช้าต้องสะดุด เมื่อ นพ.ประกิจ อัตโถปกรณ์ สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายพาดพิงถึงราคาพลังงานภายในประเทศที่มีราคาสูงขึ้น รวมถึงการทำหน้าที่ของ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน ที่ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาไฟฟ้าดับในภาคใต้ได้ ทำให้นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ, จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ลุกประท้วงและขอให้ถอนคำพูดอยู่หลายครั้ง
ขณะที่ นายพงษ์ศักดิ์ ชี้แจงในประเด็นที่ถูกพาดพิงว่า เหตุการณ์ไฟฟ้าดับที่ภาคใต้ เนื่องจากเกิดเหตุฟ้าผ่าเสาไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.) พยายามส่งกระแสไฟฟ้าเสริมไปที่โรงไฟฟ้าบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่ไม่สามารถสับเข้ากระแสได้ เจ้าหน้าที่จึงสั่งซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซียเพิ่มอีก 350 เมกกะวัตต์ จ่ายมาเมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. แต่จ่ายมาไม่ถึง 1 นาทีมันตัดไปอีก สิ่งนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วทั้งในอเมริกา ญี่ปุ่น แต่เป็นประสบการณ์ใหม่ ตนจึงเรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาหารือเพื่อแก้ปัญหาถาวร ซึ่งจะต้องเปลี่ยนสายส่งจากบางสะพานไป อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ด้วยสายส่งขนาด 500 เควี จากเดิมใช้ขนาด 250 เควี เพื่อไม่ให้เกิดการโอเวอร์โหลดอีก



