
'ปู'แจงสภาฯงบปี57ทำศก.โต4-5%
"ยิ่งลักษณ์" ชี้แจงร่าง พ.ร.บ.งบปี 57 คาดอุปสงค์ในประเทศหนุนเศรษฐกิจโต 4-5% เงินเฟ้อ 2.7-3.7%
วันที่ 29 พ.ค.56 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 ว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายอยู่ภายใต้คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2557 จะเติบโต 4-5% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.7-3.7% โดยเชื่อว่าอุปสงค์ในประเทศที่ยังขยายตัวต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า ทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ประกอบกับการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ จะมีบทบาทมากขึ้น ในการขับเคลื่อนการขยายตัวตามการเบิกจ่ายเงินตามแผนเงินกู้ตามพ.ร.ก. และแผนการกู้เงินตามร่างพ.ร.บ.
ขณะเดียวกัน ภาคต่างประเทศมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชียและเศรษฐกิจโลกในภาพรวม ส่งผลให้การส่งออกมีบทบาทมากขึ้นต่อการขยายตัวในช่วงหลังของปี 2556 และต่อเนื่องจนถึงปี 2557
ส่วนเศรษฐกิจในปี 2556 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ในเกณฑ์ดี 4.2-5.2% อัตราเงินเฟ้อ 2.3-3.3% โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ คือ เศรษฐกิจโลกที่คาดว่าน่าจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2557 วงเงิน 2.525 ล้านล้านบาท เป็นการดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล คาดการณ์รายได้ภาครัฐ 2.275 ล้านล้านบาท ขณะที่กำหนดให้มีการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีกจำนวน 250,000 ล้านบาท
การจัดทำงบประมาณฯ อยู่บนพื้นฐานยุทธศาสตร์ประเทศ ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานในทุกด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในทุกพื้นที่ ประการแรก เพื่อดำเนินนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทางเศรษฐกิจและสังคมต่อเนื่องจากปีงบประมาณที่ผ่านมา โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการการดำเนินงานในทุกมิติและการสร้างภาคีการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ และการรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน รวมทั้งเสริมสร้างประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลของระบบราชการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คำแถลงประกอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อสภาผู้แทนราษฎร วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พุทธศักราช 2556 เวลา 09.30 น. มีดังนี้
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ
คณะรัฐมนตรี ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้
หลักการ
ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 เป็นจำนวนไม่เกิน 2,525,000,000,000 บาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น เป็นจำนวน 2,511,576,321,700 บาท และเพื่อชดใช้เงินคงคลัง เป็นจำนวน 13,423,678,300 บาท
เหตุผล
1.เพื่อให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นได้มีงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 สำหรับใช้เป็นหลักในการจ่ายเงินแผ่นดิน
2.เพื่อปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังที่กำหนดให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังตามที่ได้จ่ายไปแล้ว
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ
รัฐบาลขออนุญาตเสนอคำแถลงประกอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ฉบับสมบูรณ์เป็นเอกสาร และขอเรียนสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ที่นำ เสนอต่อท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ฉบับนี้ จัดทำขึ้นบนพื้นฐานของ "ยุทธศาสตร์ประเทศ" ที่รัฐบาลมุ่งยกระดับมาตรฐานในทุกๆ ด้านของประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงและสิ่งแวดล้อม โดยมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ 2 ประการ คือ
ประการแรก เพื่อดำเนินนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทางเศรษฐกิจและสังคมต่อเนื่องจากปีงบประมาณที่ผ่านมา โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการการดำเนินงานในทุกมิติและการสร้างภาคีการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ประการที่สอง เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศและการรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน รวมทั้งเสริมสร้างประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลของระบบราชการ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับใช้ประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ดิฉันขอรายงานให้ทราบถึงภาวะเศรษฐกิจทั่วไป ฐานะและนโยบายการเงินการคลังของประเทศ ดังต่อไปนี้
ภาวะเศรษฐกิจทั่วไป
เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2556 ชะลอตัวลงเนื่องจากความล่าช้าในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ตลอดจนระดับราคาสินค้าในตลาดโลกที่ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ในขณะที่นโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักในโลกกำลังขยายปริมาณเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีเงินทุนไหลสู่ภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย และสร้างแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าหลายประเทศในภูมิภาค อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในปี 2556 ยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ในเกณฑ์ดีร้อยละ 4.2 - 5.2 อัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 2.3 - 3.3 โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ คือ เศรษฐกิจโลกที่คาดว่า น่าจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
และการฟื้นตัวของภาวะการค้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลก ซึ่งเริ่มมีสัญญาณที่ชัดเจนในสหรัฐอเมริกาจะช่วยสนับสนุนภาคการผลิตและส่งออกของไทย ประกอบกับการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 119.9 ในปี 2555 และยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึงปี 2556
นอกจากนั้นการใช้จ่ายตามแผนการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ และแผนการกู้เงินตามร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศจะเริ่มเข้ามาเป็นแรงสนับสนุนเศรษฐกิจให้สามารถขยายตัวได้ดีขึ้นต่อไป
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2557 คาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 4.0 - 5.0 อัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 2.7 - 3.7 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ประกอบกับการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐจะมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนการขยายตัวตามการเบิกจ่ายเงินตามแผนการกู้เงินตามพระราชกำหนดฯ และแผนการกู้เงินตามร่างพระราชบัญญัติฯ ตามที่กล่าวแล้ว ในขณะเดียวกัน ภาคต่างประเทศมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชียและเศรษฐกิจโลกโดยภาพรวม ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกมีบทบาทมากขึ้นต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 และต่อเนื่องจนถึงปี 2557 ด้วยภาวะที่ยังมีความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศให้เข้มแข็ง โดยการกระตุ้นให้ภาคการผลิตมีการลงทุนและค้าขายที่แท้จริงและเหมาะสม และเป็นการลดการพึ่งการการส่งออก ในขณะที่รัฐบาลมุ่งเน้นมาตรการเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อเป็นพื้นฐานการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนและสมดุลในระยะต่อไป ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าต่อไปได้
ฐานะและนโยบายการคลัง
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557รัฐบาลประมาณการว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิทั้งสิ้น จำนวน 2,384,000 ล้านบาท และเมื่อหักการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 จำนวน 109,000 ล้านบาท แล้วคงเหลือเป็นรายได้สุทธิที่สามารถนำมาจัดสรรเป็นรายจ่ายของรัฐบาล จำนวน 2,275,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 17.2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
สำหรับการบริหารจัดการรายจ่ายภาครัฐในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 รัฐบาลได้กำหนดนโยบายงบประมาณและแนวทางการจัดทำงบประมาณ ดังนี้
ประการที่หนึ่ง ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานของหน่วยงานที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ ยุทธศาสตร์การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ปี 2558 นโยบายสำคัญของรัฐบาล และการบูรณาการภารกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และขยายโอกาสแก่ประชาชน ประการที่สอง ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณควบคู่กับการพิจารณาแหล่งเงินอื่น และการบูรณาการการทำงานในระดับพื้นที่ของแต่ละภาคส่วนเพื่อลดความซ้ำซ้อน
ประการที่สาม เสริมสร้างศักยภาพทางการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ภารกิจการจัดบริการสาธารณะของประชาชนดียิ่งขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำทางการคลังระหว่างท้องถิ่น ควบคู่กับการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และประสิทธิผลการใช้จ่าย ประการที่สี่ ดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุลภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลังและความจำเป็นของการใช้จ่ายภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเตรียมการเข้าสู่สมดุลในอนาคต
สำหรับฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 มีจำนวนทั้งสิ้น 250,935.4 ล้านบาท
ฐานะและนโยบายการเงิน
ทางด้านการดำเนินนโยบายการเงินของทางการในปี 2555 มีลักษณะผ่อนปรนมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและบูรณะเศรษฐกิจหลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในช่วงปลายปี 2554 อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี 2555 นั้น เศรษฐกิจไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายเพิ่มปริมาณเงินของสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น จากการที่เงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดตราสารของภาครัฐมากขึ้นกว่าเกณฑ์ปกติต่อเนื่องมาถึงครึ่งแรกของปี 2556 ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว และภายใต้ความไม่แน่นอนและความเปราะบางของระบบการเงินของโลก รัฐบาลจึงได้ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ โดยคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบกรอบการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยปี 2556 เพื่อใช้เป็นแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มาตรการทางการเงิน มาตรการทางการคลัง และมาตรการเฉพาะด้านอื่น โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบได้อย่างมีเสถียรภาพและมั่นคง
ฐานะการเงินของประเทศในปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์มั่นคง
จากดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล มูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2556 มีจำนวน 178,374.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นประมาณ 3 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงินอยู่ในระดับต่ำและมีทุนสำรองต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ในระดับสูง ซึ่งแสดงถึงความมั่นคงของระบบการเงิน
สาระสำคัญของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557
ท่านประธานที่เคารพ
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ที่คณะรัฐมนตรีนำเสนอต่อสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 2,525,000 ล้านบาท เป็นการดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล โดยกำหนดรายได้สุทธิจำนวน 2,275,000 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีกจำนวน 250,000 ล้านบาท วงเงินงบประมาณดังกล่าวจำแนกเป็นรายจ่ายประจำ จำนวน 2,017,244 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 79.9 ของวงเงินงบประมาณ รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 13,423.7 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.5 ของวงเงินงบประมาณ รายจ่ายลงทุนจำนวน 441,510.4 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 17.5 ของวงเงินงบประมาณและรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 52,821.9 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.1 ของวงเงินงบประมาณ
ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ประกอบด้วย 8 ยุทธศาสตร์และรายการค่าดำเนินการภาครัฐ โดยมีรายละเอียดการดำเนินงานที่สำคัญและวงเงินงบประมาณในแต่ละยุทธศาสตร์การจัดสรร ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1 เร่งรัดการพัฒนาประเทศและเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน
รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมของประเทศเพื่อรองรับบริบทการเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมทั้งการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 โดยจัดสรรงบประมาณไว้จำนวน 145,006.9ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5.7 ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้
1.1 การรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จำนวน 8,039.7 ล้านบาท เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา พัฒนาทักษะด้านภาษา ต่างประเทศและฝีมือแรงงานให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน พัฒนาระบบการจัดเก็บภาษี ส่งเสริมการท่องเที่ยว การเป็นศูนย์กลางการผลิตและรวบรวมเมล็ดพันธุ์พืช ส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์และดิจิทัลคอนเทนต์ในภาคอุตสาหกรรม เสริมสร้างศักยภาพด้านอัญมณีและเครื่องประดับไทย สนับสนุนการเป็นเมืองศูนย์กลางบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข
1.2 การพัฒนาศิลปหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ชุมชน จำนวน 1,719.4 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ให้สามารถส่งออกและแข่งขันได้ในระดับสากล สนับสนุนการใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนพัฒนางานศิลปหัตถกรรมของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ
1.3 การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จำนวน 1,797.2 ล้านบาทเพื่อให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายตามห่วงโซ่อุปทาน ให้ต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่
สนับสนุนแหล่งทุนและส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ
1.4 การส่งเสริมสินค้าด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร จำนวน 7,455.6 ล้านบาท เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารไทย โดยพัฒนาวัตถุดิบและกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รองรับการเป็นครัวไทยครัวโลก อุตสาหกรรมอาหารฮาลาลให้เป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ รวมทั้งพัฒนาเกษตรพื้นที่สูงตามแนวทางโครงการหลวงและเศรษฐกิจพอเพียง
1.5 การดูแลผู้สูงอายุ เด็ก สตรี คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส จำนวน 78,502.9 ล้านบาท เพื่อให้ผู้สูงอายุ เด็ก เยาวชน สตรี คนพิการและผู้ด้อยโอกาสมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความเท่าเทียมกันในสังคม โดยริเริ่มการดำเนินงานศูนย์ช่วยเหลือสังคมแบบเบ็ดเสร็จด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่มีความพร้อมของคุณแม่วัยใส และให้การคุ้มครอง ป้องกัน ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง สนับสนุนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการเพิ่มเติม เสริมสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยแก่ผู้ยากจนและผู้ด้อยโอกาส และสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ
1.6 การแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 25,921.1 ล้านบาท เพื่อเร่งนำสันติสุข ความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ความเสมอภาค กลับสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพิ่มมูลค่าทางการค้าการลงทุน เพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านสังคม ที่มุ่งเน้นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา การบริการสาธารณสุข สนับสนุนการกีฬา นันทนาการ และกิจกรรมทางวัฒนธรรม ศาสนา เพื่อเชื่อมใจชายแดนใต้ให้เกิดสันติสุข
1.7 การเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการ จำนวน 11,617 ล้านบาท เพื่อเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการให้มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 1.8ล้านล้านบาท โดยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ การรองรับการเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพนานาชาติ สนับสนุนการจัดทำระบบฐานข้อมูลและแผนที่เขตพัฒนาการท่องเที่ยว เพิ่มการอำนวยความสะดวกและประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
1.8 การยกระดับคุณภาพแรงงาน การจัดการแรงงานต่างด้าว และป้องกันการค้ามนุษย์ จำนวน 2,353.2 ล้านบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยพัฒนาคุณภาพแรงงาน ยกระดับฝีมือเป็นแรงงานทักษะและแรงงานกึ่งทักษะ จัดระบบการทำงานของแรงงานต่างด้าว รวมทั้งปราบปรามการกระทำความผิดและขจัดกระบวนการค้ามนุษย์
1.9 การเชื่อมโยงระบบคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ จำนวน 7,600.8 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและเทคโนโลยี พัฒนาเมืองสำคัญที่เหมาะสมและมีศักยภาพ ยกระดับมาตรฐานท่าอากาศยาน ก่อสร้าง ขยายทางหลวงและสะพานข้ามแม่น้ำโขงเพื่อเชื่อมโยงระหว่างประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความปลอดภัยทางคมนาคม ให้สอดรับกับแผนการลงทุนตามร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : ความมั่นคงแห่งรัฐ *จำนวน 210,783.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 8.4 ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้
2.1 การเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ จำนวน 13,670.8ล้านบาท เพื่อเทิดทูน พิทักษ์ และธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ให้มีผู้ใดล่วงละเมิด ส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกให้มีความจงรักภักดี เทิดทูน และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนส่งเสริมและเผยแพร่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
2.2 การสร้างความปรองดองสมานฉันท์และฟื้นฟูประชาธิปไตย จำนวน 421.8 ล้านบาท โดยรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมปลูกฝังจิตสำนึกความรักสามัคคี ความปรองดองสมานฉันท์ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคน ในชาติ ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
2.3 การเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศ จำนวน 181,006.4 ล้านบาท เพื่อให้มีความพร้อม มีศักยภาพในการพิทักษ์รักษา เอกราช อธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติ โดยมุ่งพัฒนายุทโธปกรณ์ พัฒนาทางการทหาร ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อกิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พัฒนาความร่วมมือทางทหารกับมิตรประเทศ และส่งเสริมบทบาทในการรักษาสันติภาพของโลก
2.4 การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ จำนวน 15,684.5 ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในการอำนวยความปลอดภัย เตรียมความพร้อมและจัดการวิกฤติการณ์ที่เกิดจากอาชญากรรมข้ามชาติและภัยคุกคามทุกรูปแบบ รักษาผลประโยชน์ของชาติทั้งทางบกและทางทะเล แก้ไขปัญหาการหลบหนีเข้าเมือง พัฒนาระบบการกำหนดสถานะและสิทธิของบุคคลที่ไม่มีสถานภาพให้ชัดเจน ตลอดจนเสริมสร้างประสิทธิภาพงานด้านข่าวกรองของประเทศ
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน จำนวน 343,746.7 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 13.6 ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้
3.1 การบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคให้เกิดความยั่งยืน จำนวน 29,462.1 ล้านบาท เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการคลัง โดยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี การบริหารจัดการหนี้สาธารณะ พัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมทั้งจัดตั้งกองทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของรัฐเพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินราชการให้เกิดประโยชน์
3.2 การส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าภาคการเกษตร จำนวน 33,044.1 ล้านบาท โดยควบคุมคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากลสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ยกระดับความสามารถและความเข้มแข็งของเกษตรกรผ่านโครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) รวมทั้งการดูแลเกษตรกรเพื่อบรรเทาผลกระทบอันเนื่องมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ
3.3 การเสริมสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร จำนวน 85,276.2 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีความมั่นคง ในอาชีพและรายได้ สามารถจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรได้ในราคาที่เหมาะสม เป็นธรรม ผ่านระบบการรับจำนำสินค้าเกษตร โดยมีการตรวจสอบคุณภาพ ปริมาณผลผลิตสินค้าทางการเกษตรที่รับจำนำอย่างมีประสิทธิภาพ
3.4 การยกระดับรายได้และเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน จำนวน 44,327.5 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยจัดสรรงบประมาณต่อเนื่องตามมาตรการรถยนต์คันแรก ส่งเสริมการจ้างงานและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานเพื่อยกระดับรายได้ของแรงงาน และพักชำระหนี้เกษตรกรรายย่อยและผู้มีรายได้น้อย
3.5 การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน จำนวน 15,379.2 ล้านบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของหมู่บ้าน ในระดับฐานราก 20,375 หมู่บ้านและชุมชน เสริมสร้างพลังชุมชนในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหา 4,390 หมู่บ้านและชุมชน พัฒนาทักษะอาชีพให้แก่ผู้ประกอบการ 26,000 กลุ่ม สนับสนุนการพัฒนาชุมชนเมืองในด้านต่างๆ 1,600 แห่ง เสริมสร้างองค์ความรู้เชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์
3.6 การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม จำนวน 4,369.3 ล้านบาท เพื่อบูรณาการระบบฐานข้อมูลในการจัดทำแผนการใช้ที่ดินด้านอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการลงทุนในพื้นที่อุตสาหกรรม14 จังหวัดและนิคมอุตสาหกรรม 5 แห่ง ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและเชื่อมโยงกับท้องถิ่นรองรับการเปิดเสรีทางการค้า พัฒนาอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมอุตสาหกรรมให้มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
3.7 การเพิ่มประสิทธิภาพภาคการตลาด การค้า และการลงทุน จำนวน 8,036.2 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและยกระดับความสามารถทางการค้า การตลาด ทั้งภายในและระหว่างประเทศ ควบคุม กำกับราคาสินค้าให้เหมาะสมและเป็นธรรม พัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจการค้าระดับจังหวัด ให้ความคุ้มครองผู้บริโภค ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา เจรจาและขยายความร่วมมือตามกรอบข้อตกลงการเปิดเสรีทางการค้า
3.8 การพัฒนาการท่องเที่ยวและบริการ จำนวน 2,624.5 ล้านบาท เพื่อให้มีศักยภาพและได้มาตรฐาน โดยการพัฒนา บูรณะ ฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเดิมและส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก รวมทั้งสร้างบรรยากาศการลงทุนสินค้ารูปแบบใหม่ในธุรกิจบริการที่มีศักยภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งของท้องถิ่น ชุมชน และวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและขยายตัวไปในระดับภูมิภาค
3.9 การส่งเสริมและพัฒนาการกีฬา จำนวน 9,393.8 ล้านบาท เพื่อให้การกีฬาเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน คนพิการและประชาชน ได้เสริมสร้างสุขภาพและสมรรถภาพทางกายด้วยการออกกำลังกายและเล่นกีฬา และร่วมกิจกรรมนันทนาการ รวมทั้ง พัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศและกีฬาอาชีพ ส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางกีฬาของภูมิภาคและของโลก
3.10 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จำนวน 102,019.1 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล สามารถเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายกับแผนการลงทุนตามร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ โดยก่อสร้าง บูรณะ ปรับปรุงทางหลวง ทางหลวงชนบท และสะพาน ยกระดับความปลอดภัยบริเวณทางแยก เพิ่มศักยภาพท่าอากาศยาน ก่อสร้างท่าเรือ ขุดลอกร่องน้ำ ก่อสร้างเขื่อนกันทราย กันคลื่น และเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและตลิ่งพัง ตลอดจนผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านพาณิชยนาวีและด้านการบิน
3.11 การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จำนวน 1,614.5 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนแนวทางการปรับโครงสร้างราคาและการใช้พลังงานที่เหมาะสมกับกลไกตลาด จัดหาพลังงานทั้งในประเทศและต่างประเทศให้เพียงพอต่อการพัฒนาและความมั่นคงของประเทศ กำกับ ดูแลธุรกิจด้านพลังงานให้มีความปลอดภัยเป็นไปตามมาตรฐาน ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนาพลังงานทดแทนให้สามารถนำมาใช้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ
3.12 การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จำนวน 8,200.2 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม จัดหาระบบเครือข่ายไร้สายรองรับการใช้งานคอมพิวเตอร์พกพารวมทั้งบูรณาการเครือข่ายระบบบริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น ตลอดจนบริหารจัดการข้อมูลสถิติและสารสนเทศ เพื่อใช้ในการวางแผนและตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ
ยุทธศาสตร์ที่ 4 : การศึกษา คุณธรรม จริยธรรม คุณภาพชีวิต และความเท่าเทียมกันในสังคม*จำนวน 849,861.9 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 33.7 ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้
4.1 การขยายโอกาสและพัฒนาคุณภาพการศึกษา จำนวน 395,787.3 ล้านบาท เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสเข้าถึงบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงตั้งแต่ระดับปฐมวัยต่อเนื่องไปตลอดชีวิต โดยส่งเสริมการปฏิรูปการศึกษา สนับสนุนการจัดการเรียนการสอนด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา สร้างโอกาสทางการศึกษาให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาส และคนพิการ สนับสนุนการศึกษาตามโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน รวมทั้งกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต พัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
4.2 การสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 91,721.5 ล้านบาท เพื่อให้ประชากรวัยเรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายทั้งสายสามัญและสายอาชีพ ตลอดจนอาชีวศึกษา ให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพและมาตรฐาน และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของผู้ปกครอง
4.3 การพัฒนาด้านสาธารณสุข จำนวน 44,832.2 ล้านบาท เพื่อลดภาระโรคและภัยคุกคามต่อสุขภาพ โดยส่งเสริมประชากรกลุ่มเป้าหมายและเครือข่ายด้านสาธารณสุขให้ได้รับบริการเฝ้าระวัง ควบคุมโรคที่เป็นปัญหาสำคัญ โรคอุบัติใหม่และภัยสุขภาพ พัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขและภาคีเครือข่ายเชิงรุกในชุมชน ให้บริการเฉพาะทางด้านสุขภาพจิต ตลอดจนพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
4.4 การพัฒนาระบบประกันสุขภาพ จำนวน 270,916.2 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึง เป็นธรรมและเท่าเทียมกันทุกระบบ ทั้งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบประกันสังคม ระบบสวัสดิการรั



