ข่าว

'อียู'เลิกคว่ำบาตรอาวุธต่อ'กบฏซีเรีย'

'อียู'เลิกคว่ำบาตรอาวุธต่อ'กบฏซีเรีย'

28 พ.ค. 2556

สหภาพยุโรป ยอมยกเลิกคว่ำบาตรการขายอาวุธให้กบฏ ท่ามกลางกระแสกดดันที่ต้องการให้นานาชาติสนับสนุนการโค่นล้มรัฐบาลซีเรียที่เข่นฆ่าปชช.กว่า 9 หมื่นคนในช่วง 2 ปีกว่า


                           28 พ.ค. 56  รัฐมนตรีต่างประเทศของอียูประชุมร่วมกันที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียมเมื่อวานเพื่อพิจารณาว่าจะขยายเวลามาตรการคว่ำบาตรต่อกบฏซีเรียหรือไม่ โดยมีบางชาติสนับสนุนให้คว่ำบาตรต่อไป แต่อังกฤษและฝรั่งเศสสนับสนุนการจัดหาอาวุธให้กบฏซีเรีย และหลังการหารือนานกว่า 12 ชั่วโมง ที่ประชุมตกลงกันไม่ได้ ทำให้มาตรการคว่ำบาตรจะหมดอายุลงตามกำหนดในวันที่ 1 ส.ค.โดยปริยาย เปิดทางให้สมาชิกสามารถจัดหาอาวุธให้กบฏซีเรียได้ แต่นางแคทเธอรีน แอชตัน หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของอียู เตือนว่าจะต้องเป็นการส่งอาวุธให้กบฏซีเรียเพื่อใช้คุ้มครองพลเรือนเท่านั้น

                           นายวิลเลียม เฮก รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษแสดงความพอใจกับผลการประชุม โดยย้ำว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ยุโรปจะต้องส่งสัญญาณชัดเจนต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาดของซีเรีย แต่รัฐมนตรีต่างประเทศของออสเตรีย สวีเดน ฟินแลนด์และสาธารณรัฐเช็ค กังวลการเลิกคว่ำบาตรอาวุธอาจทำให้มีอาวุธเข้าไปในซีเรียมากขึ้น จะนำไปสู่เหตุรุนแรงนองเลือดยิ่งขึ้น 

                           ขณะที่อังกฤษและฝรั่งเศส ยืนยันว่า จะยังไม่มีการจัดหาอาวุธให้กับกบฏซีเรียในเวลานี้  และเชื่อว่าการเลิกคว่ำบาตรอาวุธจะทำให้กบฏมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในการเจรจาสันติภาพที่สหรัฐและรัสเซียเสนอจัดขึ้นในเดือนหน้า และมีรายงานว่าผู้นำซีเรียตกลงเข้าร่วมเจรจา แต่ฝ่ายกบฏยังไม่ได้ตัดสินใจ

                           ขณะที่รัฐบาลซีเรียกลับสู้รบหนักยิ่งขึ้นในช่วงนี้ก่อนที่จะถึงกำหนดเจรจา และกบฏอ้างว่า รัฐบาลโจมตีด้วยอาวุธเคมีที่ย่านฮาราสต้าของกรุงดามัสกัส ซึ่งกบฏยึดครองไว้ทำให้ประชาชนหลายสิบคนมีปัญหากับทางเดินหายใจ และมีวิดีโอเผยแพร่ภาพคนสวมหน้ากากออกซิเจนหลายคน

                           ส่วนตัวเลขล่าสุดของสหประชาชาติระบุว่า มีชาวซีเรียเสียชีวิตกว่า 94,000 คนนับตั้งแต่เกิดการต่อสู้เพื่อนขับไล่ประธานาธิบดีอัสซาดเมื่อมี.ค.2554 และรัฐบาลซีเรียถูกกล่าวหาว่าใช้อาวุธหนักและการโจมตีทางอากาศในการเข่นฆ่าพลเรือน

 

 

--------------------

(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : EPA)