ข่าว

แก้ที่มา-คุณสมบัติส.ว.:ดาบที่เปลี่ยนมือ

แก้ที่มา-คุณสมบัติส.ว.:ดาบที่เปลี่ยนมือ

27 พ.ค. 2556

แก้ที่มา-คุณสมบัติส.ว.: ดาบที่เปลี่ยนมือ : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ ขนิษฐา เทพจร บุษราคัม ศิลปลาวัลย์ สำนักข่าวเนชั่นรายงาน


              การที่ฝ่ายรัฐบาลกำลังพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว. ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจำนวน 200 คน โดยตัด ส.ว.สรรหาทิ้ง และตัดเงื่อนไขที่ห้ามพ่อแม่ ลูก ภรรยา สามี ของ ส.ส.ลงสมัคร ส.ว.ได้ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ปนกังวลต่อวุฒิสภาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

              เหตุผลหลักที่ฝ่ายต้องการให้แก้ไข เนื่องจากมองว่า ส.ว.ปัจจุบันที่มาจากการสรรหานั้น ไม่ยึดโยงกับประชาชน แต่ยังมีอำนาจในการตรวจสอบคุณสมบัติ ประวัติ และเลือกให้ความเห็นชอบผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ รวมถึงการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

              นอกจากนี้ องค์กรอิสระที่แต่งตั้งมานั้นก็จะเป็นผู้มาสรรหา ส.ว. ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้ง ส.ว.สรรหา และองค์กรอิสระต่างเกื้อกูลกันจนไม่สามารถที่จะถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้

              แต่ขณะเดียวกันก็มีมุมมองจากอีกฝั่งว่า หากเป็น ส.ว.เลือกตั้งทั้งหมดก็จะทำให้ผู้ที่คุมการเลือกตั้งได้เบ็ดเสร็จจะคุมอำนาจทั้งสภาบน สภาล่าง รวมถึงควบคุมอำนาจในการตรวจสอบที่จะใช้เป็นทั้งเกราะคุ้มกันตัวเองและเป็นเครื่องมือข่มขู่และเล่นงานฝั่งตรงข้ามได้

              อย่างไรก็ตาม งานนี้ดูเหมือนว่า "ผู้มีอำนาจ" ยังเห็นว่า ขอบเขตอำนาจของ ส.ว.ยังเป็นประโยชน์ต่อตนเอง จึงไม่แก้เรื่องหน้าที่บทบาท แต่เลือกที่จะแก้เรื่องที่มาและคุณสมบัติ ซึ่งถูกมองได้ว่าต้องการเข้าควบคุม "วุฒิสภา" เหมือนสมัยที่ใช้รัฐธรรมนูญ 2540
แรกเริ่มในการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นนี้ พูดกันเพียงเรื่องที่มา แต่ปรากฏว่า เมื่อเข้าสู่ชั้นกรรมาธิการได้มีการปรับแก้เรื่องคุณสมบัติของ ส.ว.ด้วย โดยตัดคุณสมบัติที่ทับซ้อนกับนักการเมืองในสภาล่าง คือ ตัดบทบัญญัติที่ห้าม บุพการี คู่สมรส หรือ บุตร เข้ามาเป็น ส.ว. ออก

              จนทำให้หลายคนห่วงว่า สภา "ผัว-เมีย" แบบสมัยรัฐธรรมนูญ 2540 จะกลับมาหรือไม่ ซึ่งจะเท่ากับว่า ทำให้ปราศจากระบบการถ่วงดุลของสองสภา จนเริ่มมีแนวคิดว่า หาก ส.ว.มีอำนาจมากมายขนาดนี้ โดยไม่มีการกำหนดคุณสมบัติที่เคร่งครัดกว่าปกติ เพื่อถ่วงดุล หรือ คานอำนาจ ซ้ำยังมีสภาพที่ทับซ้อนกับสภาล่าง จำเป็นต้องมีสองสภาอยู่อีกหรือไม่ เพราะในขณะนี้หลายประเทศก็เริ่มมีแนวคิดเช่นนี้แล้ว หรือหากจะมีสองสภาจำเป็นต้องติดดาบให้วุฒิสภาขนาดนี้หรือไม่

              เรื่องรูปแบบ "สภาเดี่ยว" นี้ นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ระบุว่า ต้องเข้าใจว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตย มีทั้งรูปแบบสภาเดี่ยว และและสภาคู่ ส่วนตัวมองว่า หากให้อำนาจหน้าที่ของ ส.ว.ไว้เหมือนเดิม คือมีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย, ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน, การเลือก, แต่งตั้ง และให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และถอดถอนบุคคล นักการเมือง ออกจากตำแหน่ง เพียงเท่านั้น ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่มีความจำเป็น

              "วันนี้ประเทศไทยมีทั้ง 2 สภา คือ สภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา เพื่อต้องการให้วุฒิสภาเป็น สภาพี่เลี้ยง คำถามก็คือ สภาพี่เลี้ยงวันนี้ยังมีความจำเป็นอีกหรือไม่ คำตอบของผมคือ ปัจจุบัน ส.ส.มีความรู้ ความสามารถ ไม่จำเป็นต้องมีสภาพี่เลี้ยงก็ได้ ส่วนที่ให้อำนาจวุฒิสภากลั่นกรองกฎหมาย ส่วนตัวมองว่าไม่มีประโยชน์ในแง่ของการผ่านกฎหมาย ซ้ำยังทำให้กระบวนการการออกกฎหมายล่าช้า ส่วนอำนาจอื่นๆ เช่น ถอดถอนบุคคล นักการเมือง ส.ว.ที่ผ่านมาก็ไม่เคยถอดถอนใครได้สักคน"

              "ผมเชื่อว่าภาพที่เราได้เห็น ตอนที่รัฐธรรมนูญ 2540 บังคับใช้ก็จะกลับมา ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งก็จะมีส่วนเกื้อหนุนรัฐบาล สิ่งที่เกิดขึ้นช่วงรัฐธรรมนูญ 2540 ก็จะกลับมาอีกครั้ง โดยไม่ต้องจินตนาการภาพใหม่ ส่วนผลที่เกิดขึ้นจะร้ายแรงกว่าเดิมหรือไม่ต้องติดตามกัน"

              ส่วนประเด็นเรื่องสภาผัว-เมีย นั้น นายไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่ออนุญาตให้เครือญาติ เครือข่ายนักการเมือง เข้ามาลงสมัครรับเลือกตั้งบเป็นส.ว.ได้ เท่ากับวังวนของปัญหาสภาผัว สภาเมีย, สภาพี่ สภาน้อง จะกลับมาเหมือนเดิม ถ้าเป็นเช่นนั้นการมีวุฒิสภาก็ไม่มีประโยชน์ ไม่มีความหมาย และไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของการมีส.ว. ถ้าจะหวังประชาชนให้คิดได้ว่า ต้องไม่เลือกบุคคลที่เป็นเครือข่ายของนักการเมือง ก็คงใช้เวลานาน เพราะตัวรัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ มองว่า หากให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งจริง ต้องแก้ไขในเรื่องของอำนาจหน้าที่ด้วย

              ขณะที่นายตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า หากให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งก็ไม่จำเป็นต้องมีวุฒิสภา เพราะโดยหลักการของการมีส.ว. เพื่อให้มาเป็นตัวแทนของกลุ่มคน, ชนชั้นอาชีพ ถ้าให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง ประเด็นที่ให้ส.ว.เป็นตัวแทนของกลุ่มอาชีพก็จะไม่มี และที่สำคัญหากให้ส.ว.เลือกตั้งก็จะหนีไม่พ้นในเรื่องของเครือข่ายนักการเมือง พรรคการเมือง และระบบการเลือกตั้งส.ว. จะไม่มีความเป็นอิสระ รวมถึงการเข้ามาทำหน้าที่ก็จะไม่มีความเป็นอิสระ ไม่ปลอดจากการเมืองเข้ามาแทรกแซง ที่สำคัญ ส.ว.เลือกตั้งที่มาจากเครือข่ายนักการเมืองจะทำลายระบบถ่วงรั้งในการตรากฎหมาย และการตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหาร

              "ต้องยอมรับว่า นักการเมืองจะมีการแบ่งเกรดเข้ารับตำแหน่ง โดยนักการเมือง เกรดเอ หรือ เอบวก จะถูกส่งมาเป็น ส.ส. ส่วนนักการเมืองเกรดบี หรือ บีบวก จะถูกส่งมาเป็น ส.ว. ดังนั้นภาพของการทำงานในอนาคต การตัดสินใจ หรือพิจารณาในประเด็นใด ก็ต้องยึดตามรัฐบาล ที่ได้เสนอมา หรือ อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมืองในการต่อสู้กับคู่ต่อสู้ทางการเมือง หรือ องค์กรอิสระ" นายตระกูลระบุ

              ขณะที่ นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ถูกมองว่าเป็นฝั่งที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญระบุว่า เราต้องการที่จะให้วุฒิสมาชิกเป็นตัวแทนของประชาชนในแง่มุมไหน ต้องคุยให้ชัดเจน ถ้าไปใช้สูตรเดียวกัน ส.ว.กับ ส.ส.จะต่างกันอย่างไร หากต้องการให้ ส.ว.เป็นเสียงสะท้อนของภาคส่วนต่างๆ วิชาชีพต่างๆ ต้องกำหนดคุณสมบัติของ ส.ว. นอกจากนี้ต้องพูดกันก่อนว่า ส.ว.เลือกตั้งจะเข้ามาทำหน้าที่อะไร

              การบูรณาการวุฒิสภาไทยต้องดูทั้งหมด ทั้งแง่ที่มา อำนาจหน้าที่ ดูโครงสร้างทั้งหมด ให้ส.ว.มีฟังก์ชันแง่ไหน ถ้ากำหนดให้ทำชัดเจน แต่ทำไม่ได้ ทำให้ถูกมองว่าไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่พูดว่าแค่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ต้องมีการกำหนดขอบเขตและอำนาจหน้าที่ โดยต้องมีการพูดกันตั้งแต่แรก

              "ถ้าต้องการให้เขาทำหน้าที่ไม่ต่างกับ ส.ส. สำหรับผมไม่จำเป็นต้องมี ถ้าเราจะปฏิรูปจริงๆ เราต้องกำหนดอำนาจหน้าที่ รวมถึงโครงสร้างให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ" นายพรสันต์ระบุ

              โดยรวมแล้ว ความเห็นของนักวิชาการเป็นไปในทางเดียวกัน คือ หากจะเปลี่ยนแปลงเรื่องที่มาของส.ว.ก็ควรจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ได้ เช่นนี้แล้ว ผู้เกี่ยวข้องควรจะรับฟังและทบทวน เพราะมิฉะนั้นเราคงจะเห็นวุฒิสภาที่นอกจากจะเป็นเพียง "ตรายาง" ให้ผู้มีอำนาจแล้ว ยังอาจจะเป็นวุฒิสภาที่เป็น "ดาบ" ไว้คอยควบคุมและกุดหัวฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย!!


แก้ที่มาส.ว. : ปิดจ๊อบกลุ่ม 40 ส.ว.

              การแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว.ให้มาจากการเลือกตั้งได้ทั้งหมด และไม่ห้าม "ลูกเมีย" ส.ส.ลงสมัคร ส.ว. ทำให้มีการมองว่า ต่อไปวุฒิสภาคงจะมีสภาพเป็น "สภาผัว-เมีย" เหมือนที่เคยเกิดหลังใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งไม่สามารถทำหน้าที่วุฒิสภาได้อย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งต่อไปปรากฏการณ์อย่าง "กลุ่ม 40 ส.ว." อาจจะไม่เกิดขึ้นอีกด้วย

              กลุ่ม 40 ส.ว.ถูกมองว่าเป็นกลุ่มค้านทักษิณชนิดหัวชนฝา จนฝ่ายทักษิณเองมองว่า ส.ว.กลุ่มนี้เป็น "ปรปักษ์" เพราะไม่ว่ากฎหมายหรืออะไรที่เสนอโดยรัฐบาลฝั่งทักษิณ ส.ว.กลุ่มนี้จะออกโรงค้านตลอด ผลงานเด่นของกลุ่มนี้ เช่น การยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีจัดรายการชิมไปบ่นไปของนายสมัคร สุนทรเวช โดยนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ซึ่งตอนนั้นเป็นสมาชิกกลุ่ม 40 ส.ว.จนทำให้นายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, การไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และเรียกร้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลาออกหรือยุบสภา เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วยความรุนแรงในวันที่ 7 ตุลาคม ที่หน้าอาคารรัฐสภา

              รสนา โตสิตระกูล หนึ่งในกลุ่ม 40 ส.ว. เล่าว่า จุดเริ่มต้นของกลุ่ม 40 ส.ว. เริ่มจากการพูดคุยในกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2551 จึงมีการเรียกประชุมกัน ซึ่งในวันนั้นมี ส.ว.เข้าร่วมประชุม 40 คน สื่อมวลชนจึงนำไปตั้งชื่อเป็น กลุ่ม 40 ส.ว. หลังจากนั้นเวลามีคนในกลุ่มนี้มีการประชุม หรือออกแถลงการณ์ในเรื่องใด ก็จะเรียกว่า กลุ่ม 40 ส.ว.ห้อยท้ายอยู่ตลอด แม้กระทั่งทุกวันนี้มีคนใดคนหนึ่งในกลุ่ม 40 ส.ว.ออกมาเสนอความเห็นหรือประเด็นใดแม้ในนามส่วนตัว แต่สื่อก็นำเสนอในนาม 40 ส.ว.

              รสนา กล่าวต่อว่า หลังรวมกลุ่มกันมาตั้งแต่ปี 2551 ก็มีการนัดรับประทานข้าวกันทุกเดือน โดยจะใช้รูปแบบนัดรับประทานข้าววันเกิดของสมาชิกในกลุ่มเป็นรายเดือน และมีการพูดคุยในเรื่องต่างๆ ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในช่วงนั้นๆ โดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน จะเป็นคนคอยประสานนัดเพื่อนๆ ว่า จะนัดกันวันใด เว้นแต่ว่าจะมีประเด็นที่ฮอตก่อนที่จะมีการนัดคุยแต่ละเดือนก็มีการประชุมเฉพาะกิจขึ้นมา

              รสนา มองว่า ในอนาคต หาก ส.ว.ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งจริงๆ และไม่มีกลุ่ม 40 ส.ว. เชื่อว่าจะมี ส.ว.ส่วนหนึ่งที่จะทำหน้าที่ถ่วงดุลในสภาได้ เพราะอย่างน้อยก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งคอยทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อให้เกิดความถูกต้องในสภา แม้ว่าในที่สุดเมื่อมีการโหวตในสภาแล้วจะแพ้อยู่ดีก็ตาม

              นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุบลราชธานี ช่วงปี 2543-2549 กล่าวว่า ในสมัยที่เป็น ส.ว. ขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย พยายามจะแทรกแซงวุฒิสภา ทำให้กลายเป็นเสียงข้างน้อยในขณะนั้น และในครั้งนี้ หากมีการแก้รัฐธรรมนูญในเรื่อง ที่มาของส.ว. คิดว่า ไม่ว่าจะแก้อย่างไร หาก ส.ว.มีจิตสำนึก มีความรับผิดชอบในหน้าที่ตามอำนาจแห่งรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่เกิดปัญหา

              นพ.นิรันดร์ กล่าวต่อว่า การเสนอให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้น โดยหลักการเห็นด้วย แต่การเลือกตั้ง ส.ว.ทำให้มีฐานเสียงเดียวกับ ส.ส. จึงควรต้องมีมาตรการติดตามและตรวจสอบการทำงานของ ส.ว.ให้มากขึ้น โดยการเปิดช่องให้ประชาชนสามารถร้องเรียน ถอดถอน ส.ว.ได้


เปรียบเทียบ ส.ว. ก่อนและหลังแก้ รธน.ตามรัฐธรรมนูญ 2550/ ฉบับร่างแก้ไขใหม่

              1.ส.ว. มี 150 คน มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน (77 จังหวัด) มาจากการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา 73 คน/ 1.ยกเลิก ส.ว.สรรหา ให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง มี 200 คน ตามสัดส่วนประชากร (ให้ ส.ว.สรรหาชุดปัจจุบันอยู่จนครบวาระ)
2.วาระ 6 ปี/ 2.วาระ 6 ปี

              3.ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ส.ส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง / 3.ไม่ห้าม บุพการี คู่สมรส หรือ บุตร ของ ส.ส.หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

              4.ห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกัน  / 4.ให้ดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ ไม่ต้องเว้นวรรค


อำนาจหน้าที่ของ ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญ

              1.กลั่นกรองกฎหมาย

              2.ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน โดยการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี หรือเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาโดยไม่มีการลงมติ และมีหน้าที่อื่นตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

              3.พิจารณาเลือก แต่งตั้ง เสนอชื่อ หรือให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งต่างๆ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

              4.ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงองค์กรอิสระ


รูปแบบของวุฒิสภาในต่างประเทศ

              อังกฤษ

              -เรียกวุฒิสภาว่า สภาขุนนาง มีสมาชิกมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด 4 ประเภท 1.ตลอดชีพ ที่แต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี 2.ขุนนางสืบตระกูล ซึ่งได้มาตามสายเลือด และสมุหราชวัง และสมุหราชมณเฑียร 3.ขุนนางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นผู้นำทางศาสนา และ 4.ขุนนางกฎหมาย ซึ่งทำหน้าที่เป็นตุลาการศาลสูงสุดด้วย

              - อำนาจหน้าที่ ถ่วงดุลและตรวจสอบการทำงานของรัฐสภา มีอำนาจที่จะระงับการบังคับใช้กฎหมายได้ในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้รัฐบาล สภาสามัญชน และประชาชนร่วมกันพิจารณาถึงความจำเป็นของร่างกฎหมายนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ และป้องกันมิให้มีกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ และสิทธิมนุษยชน (ทำหน้าที่แทนศาลรัฐธรรมนูญ) (ขณะนี้มีการเรียกร้องให้ปฏิรูป เพราะมีผู้เห็นว่าไม่ยึดโยงกับประชาชน)

              สหรัฐอเมริกา

              - ส.ว.สหรัฐอเมริกา มาจากระบบการเลือกตั้ง มีวาระคราวละ 6 ปี โดยแต่ละมลรัฐมีสิทธิในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาสองคนไม่ว่าจะเป็นรัฐเล็กหรือใหญ่

              - อำนาจหน้าที่ กฎหมายทุกฉบับที่นำมาปฏิบัติได้ต้องได้รับการอนุมัติจากทั้งสองสภา วุฒิสภามีอำนาจในการอนุมัติสนธิสัญญา และการแต่งตั้งตำแหน่งของหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลที่เสนอโดยประธานาธิบดี วุฒิสภามีอำนาจในการพิจารณาคดีการปลดประธานาธิบดี แต่อำนาจในการปลดเป็นของสภาผู้แทนราษฎร

              ฝรั่งเศส

              -ส.ว.ฝรั่งเศสมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม

              -อำนาจหน้าที่ มีอำนาจในการตรากฎหมาย และมีหน้าที่สอดส่องดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีโดยจัดพิมพ์เป็นรายงานต่างๆ ประจำในแต่ละปี

 

...........................

 

(หมายเหตุ : แก้ที่มา-คุณสมบัติส.ว.: ดาบที่เปลี่ยนมือ  : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ ขนิษฐา เทพจร บุษราคัม ศิลปลาวัลย์ สำนักข่าวเนชั่นรายงาน)