
'ดร.ณกมล'วิพากษ์สังคมไทย'สไตล์ซกมก'
'ดร.ณกมล'วิพากษ์สังคมไทย'สไตล์ซกมก' : ขยายปม โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์
สัปดาห์นี้จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 วงเงินจำนวน 2,525,000 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 29-30 พฤษภาคมนี้
หากได้เห็นยุทธศาสตร์นโยบายการจัดงบประมาณปี 2557 ของรัฐบาลชุดนี้ เชื่อว่ากระจายรายได้กันทั่วถึง โดยงบประมาณปี 2557 วงเงิน 2,525,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2556 จำนวน 125,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.2
ไล่เรียงแต่ละกระทรวงพบว่า มีถึง 10 กระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ยกเว้นเพียงกระทรวงแรงงานที่ได้รับงบลดลง
โดย 10 อันดับที่ได้รับเงินเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ 1.กระทรวงศึกษาธิการ 4 แสนล้านบาท 2.กระทรวงมหาดไทย 3 แสนล้านบาท 3.กระทรวงการคลัง 2 แสนล้านบาท 4.กระทรวงกลาโหม 1 แสนล้านบาท 5.กระทรวงสาธารณสุข 1 แสนล้านบาท 6.กระทรวงคมนาคม 9 หมื่นล้านบาท 7.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 7 หมื่นล้านบาท 8.กระทรวงแรงงาน 3 หมื่นล้านบาท 9.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3 หมื่นล้านบาท และ 10.สำนักนายกรัฐมนตรี 3 หมื่นล้านบาท
เรียกว่า "สุขสำราญกันถ้วนหน้า" ดังนั้นฟันธงได้เลยว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ยาวครบวาระ ถ้าไม่ "ขัดขา" ตัวเองล้มซะก่อน
ดูแล้วรัฐบาลยิ่งลักษณ์สามารถจัดอีเวนท์กระจายเม็ดเงินหรือเติมเงินเข้ามาในระบบเศรษฐกิจจากหลายช่องทาง โดยหลักๆ มี 3 ส่วน คือ
1.เงินงบประมาณประจำปี
2.พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศไทย ในวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท
3.พ.ร.บ.กู้เงินเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2 ล้านล้านบาท
เรียกว่าตัวเงินสามารถสร้างอำนาจต่อรอง ขนาบ หรือกำราบกลุ่มคนแข็งข้อให้อยู่ใต้อาณัติ ดังนั้นเมื่อรัฐบาลมีเงินบริหารจัดการในประเทศมากขนาดนี้ ต้องไม่ทำให้กลุ่มที่เฝ้ามองผิดหวังในการบริหารจัดการเม็ดเงินที่อาจรั่วไหลไปสู่บางกลุ่มบางคนได้
ขณะที่วิกฤติเศรษฐกิจของโลกยังไม่ดีขึ้น ไม่อยากให้เงินที่กำลังเข้ามาในระบบเป็นตัวทำลายธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ
หลายคนแสดงความเป็นห่วงสังคมยุคปัจจุบัน หลังผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับถ้ามีรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น แล้วทำให้ประชาชนรุ่งเรืองอยู่ดีกินดี และตนเองได้ประโยชน์ด้วย
"เงินเป็นคำตอบของอนาคต เงินสร้างโลก คุณธรรมจริยธรรมไม่ใช่คำตอบ"
ทิศทางการเมืองในอนาคตจะเปลี่ยนไป การเมือง คือ การทำธุรกิจ การเจรจาบนโต๊ะ การซื้อขายแลกเปลี่ยน การเมืองที่ยึดหลักคุณธรรมจริยธรรมท้ายที่สุดจะเป็นเพียงการเมืองในอุดมคติเท่านั้น
หากพรรคไหนหรือคนไหนไม่ปรับเปลี่ยนก็จะถูก "แช่แข็ง" หรืออดอยากปากแห้ง!
"ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล" นักวิชาการอาวุโส โครงการศูนย์ยุทธศาสตร์อาเซียนศึกษาเพื่อการพัฒนา (ประเทศไทย) มองว่า สังคมบ้านเราในขณะนี้เป็นสงครามความหวาดกลัว สงครามคาดการณ์ เป็นการใช้สงครามจิตวิทยา เป็นสงครามที่ไม่สูญเสียชีวิต แต่ส่งผลความเครียดต่อประชาชน กระทบความคิดความรู้สึกของคนในสังคม
"สงครามจิตวิทยาแม้จะไม่สูญเสียชีวิต หรือเกิดการสูญเสียทางกายภาพ แต่กระทบต่อความรู้สึกนึกคิดของผู้คน เช่น การไปเขียนข้อความในโซเชียลมีเดียกลุ่มที่รักอาจไม่เห็นด้วยกับข้อความดังกล่าว ส่วนคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามอาจเข้าไปกดถูกใจหรือเขียนสนับสนุนข้อความดังกล่าว"
ส่วนปรากฏการณ์บนโซเชียลมีเดียของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ไทยสปริง" ภายใต้แกนนำของ "พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร" ที่รวบรวมรายชื่อเพื่อปฏิเสธสุนทรพจน์ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ประเทศมองโกเลีย ซึ่งมีข้อความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของคนในครอบครัวส่วนหนึ่ง และหลักความเชื่อในเรื่องระบอบประชาธิปไตยที่อาจส่งผลทางการเมืองและด้านอื่นๆ ได้นั้น
"ดร.ณกมล" มีความเห็นว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจมองได้สองมุม โดยมุมบวกอาจมองเป็นความหวังดี เพื่อให้สังคมช่วยกันตรวจสอบ เพราะสิ่งที่รัฐบาลนี้กำลังทำหรือบริหารอยู่ รัฐบาลในอดีตไม่เคยทำมาก่อน
"การบริหารประเทศของรัฐบาลที่เอางบประมาณแผ่นดินมาใช้ ลด แลก แจก แถม เพื่อให้คนติดกับพรรครัฐบาลเป็นการบริหารงบประมาณจ่ายส่วนต่างการเมืองให้แก่กลุ่มที่สนับสนุน ซึ่งพล.ต.อ.วิสิษฐอาจจะมองว่า การบริหารลักษณะดังกล่าวอันตราย เพราะไม่เคยมีรัฐบาลไหนในอดีตทำมาก่อน"
ดร.ณกมล มองว่า การบริหารจัดการของรัฐบาลเป็นการแปลประชาธิปไตยให้จับต้องได้ประลองความท้าทายฐานเสียง นำสินค้าโอท็อปแปรเป็นเงินได้เม็ดเงินที่รัฐบาลเตรียมไว้ เช่น โครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน, การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในวงเงิน 2.2 ล้านล้านบาท, เงินงบประมาณ ทุกอย่างได้จัดเรียงลำดับในการกระจายแคมเปญลงไปสู่ฐานคะแนนเสียง เพื่อมัดใจชาวรากหญ้าในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี
ปรากฏการณ์ของ "ไทยสปริง" ในมุมมองของ "นักวิชาการอาวุโส" เห็นว่า เป็นการมองการเมืองแบบเก่า การสื่อผ่านโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่เป็นคนชนชั้นกลางอาจไม่ตอบสนองความต้องการหรือไม่โดนเท่าที่ควร แต่หากยังเดินหน้าต่อไปก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้เหมือนกัน
"ขณะนี้กลุ่มคนชนชั้นกลางรู้สึกเครียด ทั้งเรื่องปัญหาปากท้อง ความเป็นอยู่ หากมีเรื่องอะไรขึ้นมาคนกลุ่มนี้พร้อมจะลุกฮือขึ้นมาร่วมทันที ดังนั้นต้องพยายามทำสังคมให้ทุกคนมีส่วนร่วมมองความขัดแย้งเป็นสิ่งสวยงาม ต้องทำให้ความรักและความชังอยู่ร่วมกันได้ สังคมต้องตระหนักความขัดแย้งต้องทำให้คนในสังคมดี และมีความเจริญก้าวหน้า"
สภาพสังคมที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน "ดร.ณกมล" ให้คำจำกัดความว่า สังคมสไตล์ซกมกคล้ายกับคนไม่ได้อาบน้ำแล้วนำแป้งและน้ำหอมมาประพรมตามร่างกาย เพื่อทำให้รูปลักษณ์ภายนอกดูดีเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม
ส่วนมุมมองอีกประการหนึ่งของปรากฏการณ์ไทยสปริง "ดร.ณกมล" มองว่า ควรใช้โอกาสนี้ช่วยกันตรวจสอบโครงการต่างๆ ของรัฐบาล มีความโปร่งใสมากน้อยแค่ไหน ต้องช่วยกันสนับสนุนให้ภาคประชาชนมีความเข้มแข็งและเข้ามามีส่วนร่วม อย่ามองในแง่ของความกลัว เพราะความกลัวทำให้เสื่อม
ขณะที่ฝ่ายบริหารในฐานะผู้ปฏิบัติ "ดร.ณกมล" เห็นว่า ควรออกมาชี้แจงการตั้งข้อสังเกตของฝ่ายที่คิดว่า การกระทำของรัฐบาลเป็นอันตราย ต้องชี้ให้เห็นว่า นโยบายหรือโครงการที่ทำเป็นอย่างไร และอธิบายให้สังคมเข้าใจไม่ควรกลัวสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำจนเกินไป
"ดร.ณกมล" มองว่า สภาพสังคมที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมชนิดหนึ่งเรียกว่า การเฝ้ามองเกิดจากความหวาดระแวง หรือความปรารถนาดีก็ได้ แต่ทุกคนต้องอยู่บนพื้นฐานของความมีสติ ถ้าพฤติกรรมเกี่ยวกับชาติบ้านเมือง สติไม่ดีทำให้สิ้นชาติได้ ที่สำคัญอย่าลืมว่า เราพูดภาษาเดียวกันและเป็นคนไทยเหมือนกัน
..........................
(หมายเหตุ : 'ดร.ณกมล'วิพากษ์สังคมไทย'สไตล์ซกมก' : ขยายปม โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)



