ข่าว

'ปคอป.'ติวเข้ม'หาทางออกปท.ไทย'108เวที

'ปคอป.'ติวเข้ม'หาทางออกปท.ไทย'108เวที

26 พ.ค. 2556

'ปคอป.' จัดติวเข้มวิทยากร เสวนาหาทางออกประเทศไทย 108 เวที 'สุขุม' แนะใช้ความจริงใจ เว้นวาทกรรม ปูทางลดขัดแย้ง กำชับห้ามชี้นำปชช.

 

                           26 พ.ค. 56  ที่ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมรามาการ์เด้น ถนนวิภาวดีรังสิต คณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) จัดเวทีประชาเสวนา "พูดจาหาทางออกประเทศไทย" รุ่นที่ 2 เป็นวันที่ 2 โดยมีนายสุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เป็นวิทยากรบรรยายให้ผู้ร่วมอบรมกว่า 200 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย วิชาชีพต่างๆ เอ็นจีโอ ที่คัดเลือกมาจากจังหวัดแต่ละภาคไปทำหน้าที่เป็นสื่อกลางพูดจาหาทางออกในรูปแบบประชาเสวนาจำนวน 108 เวทีทั่วประเทศ

                           นายสุขุม กล่าวว่า การจัดงานเพื่อสานสันติภาพ ลดความขัดแย้ง และหาทางอออกให้ประเทศไทย หลายภาคอาจเบาใจ แต่ภาคใต้อาจจะหนักใจ จึงอยากให้วิทยากรอาชีพให้ถามตอบเน้นความจริงใจ ไม่ต้องมีสำนวน ให้ตอบแบบซื่อๆตรงๆ เพราะประชาชนเอียนจากวาทะกรรมจากนักการเมืองแล้ว  ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินการก่อนที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี หรือนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยจะนำเสนอเรื่องพ.ร.บ.ปรองดอง  ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โทรศัพท์มาหารือว่า ให้ตนบรรยายอย่างเป็นกลาง ทำให้ครั้งนี้จึงเป็นทางออกเพื่อค้นพบ โดยไม่มีการกำหนดวาระ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเดิมๆ ทั้งนี้ เมื่อได้ผลสำรวจความคิดเห็นแล้ว จะมีการทำแผนสรุป เพื่อนำไปสู่การปฎิบัติจริงของทุกหน่วยงาน

                           นายสุขุม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการบรรยายว่า วิทยากรเหล่านี้เป็นมืออาชีพ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นคนเลือกมา ไม่มีนักการเมืองมาเป็นวิทยากร ซึ่งเรื่องนี้อ่อนไหวเป็นดาบสองคม การปูพื้นฐานเรื่องการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านต้องให้ประชาชนเป็นผู้ถ่วงเพื่อให้เกิดจุดหมายการรับฟังความคิดเห็น โดยต้องไม่มีการชี้แนะหรือยัดเยียดใดๆ ทั้งนี้ ถึงแม้มีการเป็นห่วงว่าการจัดเวทีเสวนาแต่ละแห่งจะมีความขัดแย้งในการโต้วาทีของผู้เข้างาน แต่การจัดงานได้แบ่งผู้เข้าร่วมตามสัดส่วนแล้ว จึงเชื่อว่าวิทยากรจะสามารถควบคุมงานได้

                           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเสวนาช่วงแรกเปิดโอกาสให้ผู้อบรมได้เสนอแนวทางปฎิบัติ ซึ่งส่วนใหญ่ได้ขอให้กระบวนการเสวนามีการตรวจสอบข้อมูลจากการสำรวจความเห็นของประชาชน หรือเทคนิคการสื่อสารกับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มชาวบ้านให้มีการใช้ภาษาที่ไม่ยากเข้าใจง่าย รวมถึงให้ผู้อบรมแลกเปลี่ยนความคิดในการบรรยายแต่ละเวทีจากนี้

                           ต่อมาเวลา 11.00 น. นางจิตรา ดุษฎีเมธา อาจารย์ประจำสังกัดบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บรรยายหัวข้อ "เทคนิคกลุ่มสัมพันธ์เพื่อการจัดเวทีประชาเสวนา พูดจาหาทางออกประเทศไทย" ว่า ความแตกต่่างคือความสวยงาม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายใต้ความแตกต่างด้านหนึ่งเป็นความท้าทายกับบุคคลที่หลากหลาย ที่สำคัญการจัดงานให้วิทยากรใช้ภาษาเชิงบวกในการบรรยายให้ติดปาก เพื่อให้บรรยากาศนิ่ง หรือบางครั้งอาจมีคนคิดว่าเราเป็นพวกรัฐบาล หรือฝ่ายค้านให้คำนึงถึงการใช้ท่าทางและเสียงอย่างระมัดระวัง เหรือให้ฟังอย่างสรุปความ ไม่ใช่อคติเข้าใส่ และอย่าพูดเรื่องสีเหลือง สีแดงใดๆเช่นกัน

                           ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การจัดเวทีประชาเสวนาหาทางออกประเทศไทย จะมีการจัดทั้งหมด 108 เวที 77 จังหวัด ใน 375 เขตเลือกตั้ง แบ่งเป็นต่างจังหวัด 100 เวที กรุงเทพฯ 8 เวที มีจำนวนกลุ่มเป้าหมาย 75,700 คน เริ่มวันแรก 10 มิถุนายน งบประมาณ 160,072,200 บาท โดยมีทีมวิทยากรทั้งหมด 22 ชุด ชุดละ 20 คน รวม 440 คน แบ่งเป็นกลุ่มจังหวัดต่างๆ อาทิ ชุดที่ 1 สระบุรี พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี ชุดที่ 8 สตูล ยะลา นราธิวาส ปัตานี สงขลา หรือชุดที่ 10 บึงกาฬ หนองคาย หนองบัวลำภู เลย อุดรธานี เป็นต้น ส่วนแนวทางการคัดเลือกผู้เข้าร่วมเวทีประชาเสวนา 2 ส่วน คือ 1.เข้าร่วมจากการจับฉลาก ร้อยละ 25 และ 2.เข้าร่วมจากการคัดเลือกมาจากสาขาอาชีพต่างๆ อาทิ ภาคเกษตรกร แรงงาน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ บุคลากรทางการศึกษา ร้อยละ 15 ภาคอุตสาหกรรม เจ้าของธุรกิจ ร้อยละ 8 แพทย์ นักศึกษา ร้อยละ 5 นักวิชาการ ผู้นำชุมชน เอ็นจีโอ ร้อยละ 2 ผู้นำศาสนา สื่อมวลชน ร้อยละ 1