
'โพลล์'ชี้'รบ.ปู'เสี่ยงทางการเมืองสูง
เอแบคโพลล์ เผย รัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีความเสี่ยงทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้น ชี้ ขัดแย้งองค์กรอิสระสูงสุด 6.51 จากคะแนนเต็ม 10
26 พ.ค. 56 ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องประเมินดัชนีความเสี่ยงทางการเมือง (Political Risk) ประจำเดือนพฤษภาคม 2556 ของรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัดของประเทศได้แก่ กรุงเทพมหานคร เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี สมุทรปราการ สุโขทัย เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ ขอนแก่น สุรินทร์ สกลนคร เลย นครราชสีมา บุรีรัมย์ ภูเก็ต ตรัง และ สงขลา จำนวนทั้งสิ้น 2,168 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 10 - 25 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7
ดร.นพดล กล่าวว่า เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์การเมืองจากการวิจัยที่ผ่านมาพบสัญญาณเตือนภัยทางการเมืองของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่น่าพิจารณาในหลายตัวชี้วัดและถือว่าเป็นความเสี่ยงทางการเมือง (Political Risk) เช่น ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับองค์กรอิสระ ความขัดแย้งระหว่างมวลชนหนุนกับมวลชนต้านรัฐบาล ข่าวลือการทำรัฐประหาร ข่าวอื้อฉาวพฤติกรรมนักการเมืองทุจริตคอร์รัปชั่น การก่อการร้าย ภัยพิบัติ ความไม่มั่นคงของประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ปัญหาสังคม ความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีและการสื่อสารทางการเมือง เป็นต้น โดยผลสำรวจครั้งล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ประชาชนจำนวนมากมองว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังเผชิญความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 43.8 ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ประชาชนร้อยละ 51.9 ติดตามข่าวการเมืองผ่านสื่อมวลชนบ่อยมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 48.1 ระบุไม่บ่อยถึงไม่ได้ติดตามเลย
ดร.นพดล กล่าวว่า เมื่อประเมินดัชนีความเสี่ยงทางการเมืองประจำเดือนพฤษภาคม 2556 เมื่อคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับองค์กรอิสระ มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองสูงที่สุดคือ 6.51 รองลงมาคือ ความขัดแย้งระหว่างมวลชนหนุน กับ มวลชนต้านรัฐบาล มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 5.84 อันดับสามได้แก่ การครอบงำแทรกแซงนโยบายสาธารณะของรัฐบาลโดยชนชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 5.72 อันดับสี่ได้แก่ ข่าวลือการทำรัฐประหาร มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 5.35 อันดับที่ห้า ได้แก่ ข่าวอื้อฉาวพฤติกรรมนักการเมือง ทุจริตคอรัปชั่น เอื้อผลประโยชน์พวกพ้อง มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 5.29 รองๆ ลงไปคือ ความไม่เป็นธรรมและการเลือกปฏิบัติทางการเมืองมีค่าความเสี่ยงอยู่ที่ 5.24 ภัยรุกรานทางเศรษฐกิจจากต่างประเทศ มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 5.18 ความไม่มั่นคงของประเทศโดยรวม มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 5.13 ปัญหาสังคมโดยรวม มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 5.11 การก่อการร้าย มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 4.67 ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 4.21 ภัยพิบัติ มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 4.20 การสื่อสารทางการเมือง มีความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 4.18 ในขณะที่ความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และการปกครองแบบประชาธิปไตย มีค่าความเสี่ยงทางการเมืองอยู่ที่ 3.29 และ 2.57 ตามลำดับ
ดร.นพดล กล่าวว่า ที่น่าพิจารณาคือ ประชาชนจำนวนมากหรือร้อยละ 43.8 ระบุความเสี่ยงทางการเมืองของรัฐบาลภายใต้การนำของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ ร้อยละ 39.4 ระบุเสี่ยงเท่าเดิม และร้อยละ 16.8 ระบุเสี่ยงลดลง อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงการสนับสนุน นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พบว่า เกินครึ่งหรือร้อยละ 52.8 ระบุยังคงสนับสนุนถึงสนับสนุนมากที่สุด ในขณะที่ ร้อยละ 26.8 ระบุเฉยๆ และร้อยละ 20.4 ไม่ค่อยสนับสนุนถึงไม่สนับสนุนเลย และเมื่อสอบถามถึงความอดทนของสาธารณชนต่อความน่าเบื่อต่อคุณภาพของนักการเมือง พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.5 ระบุยอมทนได้จนถึงวันเลือกตั้งใหม่
"ที่น่าเป็นห่วงคือ เกินครึ่งหรือร้อยละ 54.7 ระบุนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นไปเพื่อประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นนำ มากกว่าเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ ในขณะที่ร้อยละ 45.3 ระบุเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศมากกว่า"
ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า โครงการวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการเมืองของรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรประจำเดือนพฤษภาคมนี้ชี้ให้เห็นว่า การสื่อสารทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเมืองและคณะบุคคลทำให้สาธารณชนเกิดความมั่นใจว่ารัฐบาลและหน่วยงานของรัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและด้วยวิธีที่เป็นที่ยอมรับด้วยการเปิดโอกาสให้สาธารณชนกลายมาเป็น “หุ้นส่วนทางการเมือง” ในการควบคุมความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้น นอกจากนี้สถานการณ์ทางการเมืองของรัฐบาลหลายตัวชี้วัดกำลังมีความเสี่ยงทางการเมืองที่สูงขึ้นกระทบต่อความเดือดร้อนของชาวบ้านจนถึงระดับที่ฝ่ายการเมืองต้องหันมาพิจารณาความเสี่ยงทางการเมืองอย่างจริงจังเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายวิกฤตการณ์ค่าเงินบาทและปัญหาปากท้องของประชาชนได้
ดร.นพดล กล่าวว่า ที่น่าสนใจคือ ความเสี่ยงทางการเมืองของรัฐบาลภายใต้การนำของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยสูงในระดับที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือช่วงเกิดภัยพิบัติมหาอุทกภัยเพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับมวลหมู่ประชาชนทุกชนชั้นอย่างทั่วถึงจนสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล แต่ความเสี่ยงทางการเมืองในขณะนั้นลดลงอย่างมากเมื่อรัฐบาลกับกองทัพได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของสาธารณชนจนผ่านวิกฤตการณ์นั้นไปได้ จนผู้ถูกศึกษาส่วนใหญ่มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า สำหรับประเทศไทยถ้ารัฐบาลกับกองทัพและภาคประชาสังคมตกผลึกเป็นเนื้อเดียวกันบนหลักความกตัญญูรู้คุณทางการเมือง ผลที่ตามมาคือ ความเสี่ยงทางการเมืองของรัฐบาลจะอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ในทุกสถานการณ์
'สวนดุสิตโพล' มองทางออกปท. ผ่าน 12 ผู้นำชุมชุน
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้จัดทำโพลล์ : “ปัญหาเมืองไทย” ในสายตาผู้แทนชุมชน โดยระบุว่า จากการจัดประชุมวิทยากรชุมชนที่เป็นผู้แทนทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อหาทางออกของประเทศไทย จำนวน 200 คน ระหว่างวันที่ 25-26 พฤษภาคม 2556 ได้มีการเจาะลึกหาข้อมูลจากผู้แทนชุมชนต่างๆทั่วประเทศ ซึ่งสวนดุสิตโพล ระบุ มองทางออกปท.ผ่าน 12 ผู้นำชุมชุน ซึ่งสะท้อนปัญหา แนวทางการแก้ไข และทางออกของประเทศไทย สรุปได้ดังนี้
1. ปัญหาของประเทศไทยที่สะท้อนมาจากชุมชนในจังหวัดต่างๆ อันดับ 1 ปัญหาเรื่องความขัดแย้งของนักการเมือง 34.92% วิธีการแก้ไข คือปลูกจิตสำนึกให้กับนักการเมือง พัฒนาคุณธรรม จริยธรรมฯลฯ
อันดับ 2 ปัญหาเรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ของประชาชน 20.63% วิธีการแก้ไข คือ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ กระจายความเจริญให้ทั่วถึง ฯลฯ อันดับ 3 ปัญหาเรื่องยาเสพติด แหล่งอบายมุข 16.68% วิธีการแก้ไข คือทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเคร่งครัด ลงโทษจริงจัง ฯลฯ อันดับ 4 ปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา 14.28% วิธีการแก้ไข คือขยายโอกาสทางการศึกษาให้ทั่วถึง สนับสนุนทางการศึกษาฯลฯ อันดับ 5 ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคม 13.49% วิธีการแก้ไข คือปรับโครงสร้างทางสังคมเพื่อลดช่องว่างทางสังคมฯลฯ
2. แนวทาง/วิธีการที่จะช่วยหาทางออกให้ประเทศไทย อันดับ 1 สร้างความรู้ความเข้าใจทางการเมืองให้แก่ประชาชน 33.72% อันดับ 2 การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมโดยเฉพาะภาคประชาชน 23.43% อันดับ 3 ควรจะมีการจัดเวทีแสดงความคิดเห็นกระจายไปทั่วประเทศ 17.66% อันดับ 4 เชิดชูคนดี เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับสังคม 13.14% อันดับ 5 ปฏิบัติตนในทางที่ถูกต้อง เป็นกลาง ไม่สร้างปัญหาให้กับสังคม 12.05%
3. สิ่งที่อยากฝากบอกแต่ละฝ่าย /แต่ละกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
1) ฝ่ายรัฐบาล ทำงานโดยยึดประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ 54.92 % หยุดคอร์รัปชั่น ต้องซื่อสัตย์สุจริต ยึดหลักธรรมาภิบาล 24.59% แก้ปัญหาอย่างจริงจังโดยเฉพาะการสร้างความปรองดอง 20.49%
2) ฝ่ายค้าน ต้องค้านอย่างสร้างสรรค์ มีเหตุและผล ไม่ใช้อคติส่วนตัว 42.58% การตรวจสอบ หรือคานอำนาจต้องทำอย่างถูกต้องเหมาะสม 33.66% ช่วยกันพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง 23.76%
3) ฝ่ายนักการเมือง ต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดหลักคุณธรรมจริยธรรม 57.26% ทำงานให้เต็มที่สมกับที่ประชาชนไว้วางใจหรือเลือกเข้ามา 31.62% มีความสามัคคี ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก หยุดทะเลาะเบาะแว้ง 11.12%
4) ทหาร ต้องซื่อสัตย์ คำนึงถึงประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ 41.75% วางตัวเป็นกลาง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง 37.86% จะต้องอดทน ไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา 20.39%
5) ตำรวจ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ดูแลสังคมให้สงบสุข 44.66% ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่เห็นแก่อำนาจและผลประโยชน์ 42.72% วางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง 12.62%
6) ข้าราชการพลเรือนทั่วไป ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ เป็นขรก.ที่ดีของบ้านเมือง 81.55%
มุ่งมั่นตั้งใจ ทำงานให้เต็มที่ พัฒนาบ้านเมืองให้ก้าวหน้า 13.59% จะต้องเป็นกลาง ไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง 4.86%
7) นักวิชาการ ถ่ายทอดความรู้ เผยแพร่สิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับสังคม 52.94% เป็นมันสมอง เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ 33.09% ไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน 13.97%
8) คนเสื้อแดง มีสติ มีเหตุผล ยอมรับฟังความคิดเห็น ไม่ใช้ความรุนแรง 47.83% ต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย อยู่ในระบอบประชาธิปไตย 31.52% การแสดงออกที่เหมาะสม คำนึงถึงส่วนรวมเป็นสำคัญ 20.65%
9) คนเสื้อเหลือง รับฟังความคิดเห็นอย่างมีสติ มีเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ตัดสิน 50.52% ยึดปฏิบัติตามกฎหมาย แสดงออกตามความเหมาะสม 28.87% ขอให้นึกถึงประเทศชาติและส่วนรวมเป็นสำคัญ 20.61%
10) คนที่ไม่มีสีใดๆ รับฟังข้อมูลข้อคิดเห็นต่างๆด้วยสติ ยึดเหตุผลเป็นสำคัญ 38.14% เคารพกฎหมาย อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย 37.11% รู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง เป็นกลาง วางตัวให้เหมาะสม 24.75%
11) ผู้นำชุมชน เป็นผู้นำที่ดี ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ ไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง 39.47% นำเสนอความคิดเห็นหรือสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ชุมชน 36.84% สร้างความสามัคคีในชุมชน มีความเสียสละทุ่มเท 23.69%
12) ผู้นำศาสนา ปลูกฝังให้ประชาชนมีจิตสำนึกที่ดีโดยใช้หลักธรรมคำสอนของศาสนา 56.79%
เป็นแบบอย่างที่ดี เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นที่ยึดเหนี่ยวของประชาชน 24.69% ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง อำนาจและผลประโยชน์ต่างๆ 18.52%



