
ผวาศก.ไตรมาสแรกแรงขับแผ่วส่อฉุดทั้งปี
ผวาสัญญาณศก.ไตรมาสแรก แรงขับแผ่วส่อฉุดทั้งปี-หวังเบิกจ่ายช่วยพยุง : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน
เอกนิติ
"เศรษฐกิจไตรมาสแรกเหมือนจะขยายตัว แต่หากเทียบกับปลายปีก่อนถือว่าหดตัวลงเร็วกว่าที่คิด เราคงต้องระมัดระวังและเตรียมพร้อม ซึ่งเมื่อดูในภาพรวมขณะนี้เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจล้วนชะลอตัวลง ดังนั้นในช่วงครึ่งปีหลังจึงค่อนข้างน่าเป็นห่วง"
กอบศักดิ์
"หากตัวเลขทั้งปีลดลงต่อเนื่อง ก็หมายความว่าเศรษฐกิจไทยในอนาคตจะมีปัญหา ดังนั้น คำถามจึงอยู่ที่ว่า ตัวเลขในไตรมาสแรกสะท้อนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในไตรมาสต่อไปหรือไม่ หรือเป็นเพียงเฉพาะของไตรมาสแรกเท่านั้น"
หลังจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาแถลงถึงภาวะเศรษฐกิจไตรมาสแรกของปีนี้ ที่ขยายตัว 5.3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีฐานค่อนข้างต่ำ และหากเทียบกับไตรมาส 4 ของปีก่อนก็ถือว่าเศรษฐกิจหดตัวลงถึง 2.2% โดย สศช.ระบุว่า เป็นผลมาจากการชะลอตัวลงแรงของการส่งออก และส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังเริ่มแผ่วลง อีกทั้งยังเป็นผลมาจากความล่าช้าในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้นเร็วและแรงเกินไป
ส่งผลให้ สศช.ต้องปรับเป้าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้ลง จาก 4.5-5.5% เหลือ 4.2-5.2% เนื่องจากครึ่งปีหลังล้วนมีปัจจัยที่เป็นความเสี่ยงสูง ซึ่งจากตัวเลขที่ออกมานั้น ทำให้หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเริ่มเป็นกังวล โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ถึงกับออกปากว่า การที่เศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ถึงระดับ 5% นั้น ค่อนข้างเหนื่อยและทุกหน่วยงานต้องประสานความร่วมมือกัน รวมทั้งทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งยอมรับว่า ปีนี้รัฐบาลไม่มีตัวช่วย หรือมาตรการทางการคลังออกมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม นอกจากกระสุนที่เป็นเม็ดเงินงบประมาณและเงินกู้จากการลงทุนน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และการกู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท
คลังจ่อหั่นเป้าจีดีพี-เร่งเบิกจ่ายอุ้มศก.
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ให้ความเห็นว่า จากตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกที่ออกมานั้น ค่อนข้างน่าเป็นห่วงว่า เศรษฐกิจไตรมาสต่อไปจะขยายตัวลดลงเรื่อยๆ หรือไม่ อาจทำให้จีดีพีที่กระทรวงการคลังประเมินไว้เดิมเติบโตระดับ 5.3% เป็นไปได้ยาก โดยตัวเลขที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกยังผันผวน และเศรษฐกิจไทยก็ชะลอตัวจากไตรมาส 4 ของปีก่อนค่อนข้างแรง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการนำตัวเลขจริงในไตรมาสแรกและตัวเลขเศรษฐกิจช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมบางส่วนมาประกอบการพิจารณา และอาจนำไปสู่การปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวในปีนี้
“เศรษฐกิจไตรมาสแรกเหมือนจะขยายตัว แต่หากเทียบกับปลายปีก่อนถือว่าหดตัวลงเร็วกว่าที่คิด เราคงต้องระมัดระวังและเตรียมพร้อม โดยเฉพาะการส่งออกที่ถูกกระทบหนัก ดูจากการขยายตัวไตรมาสแรกที่ระดับ 4.5% ซึ่งได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจีน เกาหลีใต้ และยังได้รับผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย”
นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจในประเทศแรงกระตุ้นก็แผ่วลงค่อนข้างเร็ว ทั้งจากการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนเห็นได้ชัดเจนจากการนำเข้าเครื่องจักรสินค้าทุนต่างๆ ที่ชะลอตัวมาก ส่วนหนึ่งผู้ประกอบการอาจรอดูทิศทางค่าเงินบาท ส่วนการบริโภคในประเทศพบว่า ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น สินค้าทั่วไปถึงขั้นติดลบจะมีเพียงสินค้าประเภทรถยนต์ที่ยังขยายตัว 43% โดยได้รับอานิสงส์จากยอดจองปีก่อนที่มาส่งมอบรถยนต์ในปีนี้
ทั้งนี้ เมื่อดูในภาพรวมขณะนี้เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจล้วนชะลอตัวลง ทั้งจากการส่งออกที่มีสัดส่วนมากสุด และรองลงมาคือ การบริโภคภาคเอกชน หรือแม้แต่การลงทุนก็ชะลอตัวลงเช่นกัน ดังนั้นในช่วงครึ่งปีหลังจึงค่อนข้างน่าเป็นห่วง และจากที่ รมว.คลังระบุว่าจะไม่มีมาตรการการคลังเพิ่มเติม กระทรวงการคลังจึงทำได้เพียงประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ และมองว่าตัวที่จะมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้แทนน่าจะเป็นการเร่งรัดเบิกจ่ายเงินกู้จากการลงทุนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้าน
“ตอนนี้มองว่าการใช้จ่ายเงินภาครัฐมีความสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและน่าจะมีบทบาทนำการลงทุนภาคเอกชนที่ขณะนี้เริ่มไม่แน่ใจในภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยรวมถึงความผันผวนของค่าเงินที่คงหวังพึ่งพาการส่งออกไม่ได้” นายเอกนิติกล่าวและว่า นอกจากด้านการคลังที่พอทำได้แล้ว ด้านนโยบายการเงินก็ควรเข้ามามีส่วนช่วยด้วย แม้ค่าเงินขณะนี้จะเริ่มทรงตัวและไม่ได้แข็งค่าขึ้นมาก แต่แรงกดดันด้านเศรษฐกิจที่ร้อนแรงกับเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ทำให้ ธปท.และกนง.น่าจะผ่อนคลายดอกเบี้ยนโยบายลงมาได้
ธปท.เร่งผ่าไส้ในพร้อมลดดบ.หนุน
สอดคล้องกับความเห็นของนายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ยอมรับว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ขยายตัว 5.3% ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าน่าเติบโตได้ประมาณ 7% โดยจะต้องพิจารณารายละเอียดอีกครั้งว่าตัวเลขเศรษฐกิจ ซึ่งต่ำกว่าที่คาดเอาไว้นั้นมาจากปัจจัยใด ขณะที่ทั้งปีธปท.ประมาณการว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโต 5.1%
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.ระบุว่า ตัวเลขการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนไตรมาสแรกของ สศช.ขยายตัวเพียง 4.2% ต่ำกว่าที่ ธปท.ประเมินไว้ว่าน่าจะขยายตัว 5.8% และตัวเลขของ สศช.ยังสวนทางกับการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งการปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาท และการขยายตัวของสินเชื่อที่อยู่ในระดับสูง ขณะนี้การลงทุนภาคเอกชนก็ขยายตัวต่ำอยู่ที่ 3.1% ต่างจากที่ ธปท.ประเมินว่าจะขยายตัว 7.3% จึงได้สั่งให้ทีมเจ้าหน้าที่ไปศึกษารายละเอียดวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้การอุปโภคบริโภคและการลงทุนต่ำกว่าที่ประเมินไว้ เพื่อรายงานให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นำไปประกอบการตัดสินใจพิจารณาทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้
"หากพบว่าข้อมูลมีสัญญาณชัดเจนว่าการบริโภคภายในประเทศชะลอตัวลงจริง และส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม กนง.ก็พร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินลง แต่ยืนยันว่า การที่เศรษฐกิจไตรมาสแรกชะลอตัวไม่ได้เป็นผลมาจากการส่งออกและการแข็งค่าของเงินบาท" นายประสารกล่าว
ขณะที่ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช.ระบุว่า แม้การส่งออกจะยังขยายตัวในไตรมาสแรก แต่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ ถ้ายังเป็นไปในลักษณะนี้ความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจทั้งปีจะขยายตัวตามที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้คงเป็นไปได้ยาก โดยปัจจัยหนุนที่ยังเติบโตดีของเศรษฐกิจในไตรมาสแรกคือ การท่องเที่ยว ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 6.8 ล้านคน ส่งผลให้สาขาโรงแรมและภัตตาคารขยายตัวดีมาก
นักเศรษฐศาสตร์ห่วงลากยาวฉุดทั้งปี
ด้าน นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย แสดงความเป็นห่วงว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกขยายตัวต่ำกว่าที่ทหารไทยประเมินไว้พอสมควร โดยทางศูนย์มองว่า ไตรมาสแรกเศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตประมาณ 6.7% เพราะมีแรงส่งมาจากไตรมาส 4 ของปีก่อน ส่วนตัวเลขส่งออกนั้น ไม่ได้คาดหวังมากนัก เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่ดีนัก แต่ที่ดูแล้วแผ่วกว่าที่คาดคือ ตัวเลขการบริโภค เพราะไตรมาสแรกโตแค่ 3.9% ต่ำกว่าจีดีพีด้วยซ้ำ ขณะที่การลงทุนก็เติบโตเพียง 5% สะท้อนว่า เครื่องชี้วัดทั้งหมดบ่งชี้สัญญาณของการชะลอตัวลงทางเศรษฐกิจมากกว่าที่คาดเอาไว้
ขณะที่ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและตลาดทุน ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ มองว่า หลายคนกังวลใจกับตัวเลขที่กำลังบอกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังหดตัวลงมา 2.2% เทียบไตรมาสกับไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหากตัวเลขทั้งปีลดลงต่อเนื่องก็หมายความว่า เศรษฐกิจไทยในอนาคตจะมีปัญหา ดังนั้นคำถามจึงอยู่ที่ว่า ตัวเลขในไตรมาสแรกสะท้อนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในไตรมาสต่อไปหรือไม่ หรือเป็นเพียงเฉพาะของไตรมาสแรกเท่านั้น
"เท่าที่ผมไปดูตัวเลขสภาพัฒน์ปรากฏว่าเขาบอกตัวเลขติดลบ 2.2% แต่เขาประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ไว้ 4.2-5.2% เทียบกับที่ให้ก่อนหน้านี้ 4.5-5.5% ลดลงมาแค่ 0.3% ถ้าคิดเป็นแนวโน้มต่อเนื่องถึงปลายปีเศรษฐกิจไทยแย่แน่ ประมาณการเศรษฐกิจต้องต่ำกว่านี้มาก แต่เขากลับมองเศรษฐกิจทั้งปีโตได้ 4.8% หมายความว่า ในไตรมาสที่เหลือทั้งหมดจะดีก็ไม่ต้องกังวล เศรษฐกิจไทยจะไม่ลงเหวอย่างตัวเลขที่ไตรมาส 1 บอก เจ้าของตัวเลขยังบอกไม่ต้องกังวลใจในอนาคตยังไปได้โตได้ 4.8% คิดว่านี้เป็นหัวใจสำคัญต่อการตีความในข้อมูลชุดนี้มากกว่า ในอนาคตเรายังไปได้อยู่หรือเปล่า" นายกอบศักดิ์กล่าว
-------------------
(ผวาสัญญาณศก.ไตรมาสแรก แรงขับแผ่วส่อฉุดทั้งปี-หวังเบิกจ่ายช่วยพยุง : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน)



