ข่าว

'โอเวอร์ ออม' เหรียญด้านที่สอง

'โอเวอร์ ออม' เหรียญด้านที่สอง

26 พ.ค. 2556

'โอเวอร์ ออม' เหรียญด้านที่สอง : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

               “ความเชื่อถือ” กลายเป็นของหายาก จนบางครั้งอาจจะหาได้ยากกว่า “เงินทอง” เสียอีก

                ที่ขึ้นต้นแบบนี้ ก็เพราะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์เกิดขึ้น และล้วนเป็นเรื่องที่ท้าทายความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะความน่าเชื่อถือของ “ข้อมูล”

                หนึ่ง คือ การแถลงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกของสภาพัฒน์ ซึ่งอยู่ที่ 5.3% ต่ำกว่าที่ทุกฝ่ายประมาณการไว้ จนนำมาซึ่งความสงสัยว่า ข้อมูลนี้ “เชื่อถือ” ได้หรือไม่ หรือมีวาระซ่อนเร้นที่เกี่ยวโยงกับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะประชุมกันในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้

                สอง คือ เหตุการณ์ไฟฟ้าดับพร้อมกันใน 14 จังหวัดภาคใต้ ที่แม้มีคำชี้แจงจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ว่าสาเหตุหลักมาจากระบบสายส่ง ตามมาด้วยคำอธิบายเรื่องกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอกับปริมาณการใช้ไฟ แต่สุดท้ายก็มี “ข้อมูล” ชุดอื่นๆ ออกมาคัดง้างว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในเขตจังหวัดภาคใต้นั้นมีน้อยกว่ากำลังการผลิตเสียอีก

                กลายเป็นต่างคนต่างมีข้อมูล ที่ล้วนเป็น “ข้อเท็จจริง” แต่นอกจากจะเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกันแล้ว ยังเป็นข้อเท็จจริงที่สอดรับกับความต้องการของแต่ละฝ่ายอีกต่างหาก

                จริงๆ ทั้งสองเรื่องเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสั่งสมความเห็นที่ไม่ตรงกัน และความไม่พร้อมจะเชื่อในกันและกัน ซึ่งเกิดขึ้นมายาวนาน หากไม่นับรวมความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเรา อาจบอกได้ว่า ในเชิงเศรษฐกิจเอง ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน รวมถึงการพร่องไปของความเชื่อถือนับเป็นผลพวงของวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

                เมื่อลูกหนี้เบี้ยวหนี้ ความเชื่อใจของเจ้าหนี้ก็ลดลง เมื่อลูกค้าเบี้ยวจ่ายเงิน ความไว้ใจของคู่ค้าก็หมดไป แม้สิ่งที่เรียกว่า “เครดิต” จะยังคงมีอยู่ แต่ก็ถูกตีกรอบอย่างเข้มงวดมากขึ้น

                เพราะแบบนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ทำให้สินเชื่อไป “โป่ง” ที่สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อเงินสด ซึ่งหลายสำนักเริ่มแสดงความเป็นห่วงมากขึ้นและมากขึ้น ล่าสุด ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย สรุปข้อมูลสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลไตรมาสแรก พบว่าเติบโตขึ้นในราว 20% ซึ่งไม่ได้อยู่ในภาวะร้อนแรงผิดปกติ แม้มีสัญญาณบ่งชี้ว่า มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

                แต่เมื่อแยกพิจารณาเป็นส่วนๆ จะพบว่า ในจำนวนสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลนั้น  สามารถแยกเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีสัดส่วน 45% สินเชื่อเช่าซื้อรถสัดส่วน 29% และสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ (อาทิ บัตรเครดิต สินเชื่อเงินสด) สัดส่วน 24% ซึ่งศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย พบว่า อัตราการเติบโตของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยไม่ได้มีความผิดปกติ โดยยังอยู่ราวๆ ค่าเฉลี่ยประมาณ 13-14% เช่นเดียวกับสินเชื่อเช่าซื้อรถก็ไม่ได้เติบโตสูงเกินไปกว่าข้อมูลในอดีตที่เคยเติบโตในระดับ 30% มาแล้ว

                แต่จุดน่าสนใจอยู่ที่ “สินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ”  ที่อัตราการเติบโตเริ่มทะยานมาตั้งแต่ปี 2554 และหากลงไปลึกถึงส่วนประกอบของสินเชื่อนี้ พบว่า สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ หรือที่เรียกกันติดปากว่า "สินเชื่อเงินสด" นั้น กลับเติบโตในอัตราเร่งขึ้นไปอีก คือ 25% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2555 โดยเป็นอัตราที่มากกว่าการเติบโตเมื่อปี 2554 และ 2555 ที่ 16% และ 19% ตามลำดับ

                “สินเชื่อดังกล่าวเป็นสินเชื่อที่เอาไปกิน ไปใช้ล้วนๆ และเป็นสัญญาณเสี่ยงของหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

                ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ยังแสดงความเป็นห่วงว่า หาก กนง.ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ย ก็จะยิ่งส่งผลให้ผลตอบแทนจากการออมลดลง และสนับสนุนให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น

                หลายคนอาจไม่รู้ว่า ในขณะที่ผู้คนในโลกด้านหนึ่งมีปัญหากับเงินออม ที่เริ่มต้นไม่ได้เสียที ก็มีผู้คนในโลกอีกด้านหนึ่งที่มีปัญหา “ออมมากเกินไป” กลายเป็น “โอเวอร์ ออม” หรือ “ออมจนโอเวอร์” โดยเฉพาะคนที่มีวินัยกับตัวเองอย่างเข้มงวด วางกฎกติกาอย่างรัดกุม ส่วนใหญ่เป็นพวก “ออมก่อน” แล้วเหลือเท่าไหร่ค่อยใช้เท่านั้น เพียงแต่สัดส่วนที่เหมาะสมของการออมตามทฤษฎี ว่ากันว่าจะอยู่ที่ 10-20% ของรายได้

                แต่คนกลุ่มนี้ (ซึ่งนับวันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จากการศึกษา ขวนขวายและแสวงหาข้อมูล รวมถึงการวางแนวทางเพื่อรองรับชีวิตหลังเกษียณ) จะกำหนดสัดส่วนการออมของตัวเองสูงถึง 30-40% ของรายได้ บางคนสูงถึง 50% ของรายได้ และใช้จ่ายเงินที่เหลืออย่างจำกัดจำเขี่ย จนหลายครั้งกลายเป็น “เบียดเบียน” การใช้ชีวิตของตัวเอง และกลายเป็นขาดความสุข เมื่อ “ออม” มากเกินไป

                และมนุษย์เผ่าพันธุ์กำลังมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนดูเหมือนเราหา “ตรงกลาง” ยากเต็มที ถ้าไม่ (ออม) น้อยเกินไป ก็กลายเป็น (ออม) มากเกินไป

                ในหนังสือ “แผนการเงิน แผนชีวิต” ที่เขียนโดยคุณวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ เขียนถึงศัตรูของการออมว่า ศัตรูตัวแรก คือ การใช้จ่ายหรือการบริโภค (Consumption) คนที่ใช้จ่ายเงินเก่งมักไม่ค่อยมีเงินเหลือให้ออม วิธีแก้ คือ การกันเงินออมไว้ก่อนแล้วจึงนำส่วนที่เหลือมาใช้จ่าย

                ศัตรูตัวที่สองคือ ไม่เห็นความจำเป็นในการออม หลายคนจะออมเพื่อการเกษียณอายุเท่าที่สามารถใช้หักลดหย่อนภาษีได้ เช่น ออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ออมในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือกองทุนหุ้นระยะยาว แต่ไม่เคยมีความคิดเรื่องการออมเกินกว่าที่สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะควรจะออมเพื่อความมั่นคงของอนาคต ไม่ว่าจะมีแรงจูงใจด้านภาษีหรือไม่ก็ตาม

                และศัตรูตัวที่สาม คือ ความใจอ่อน เรียกว่า ไม่สามารถหักห้ามใจได้ จึงต้องถอนเงินหรือถอนการลงทุนออกมา ไม่ว่าจะนำออกมาใช้จ่ายหรือนำออกไปทำอย่างอื่น เช่น ใจอ่อนยอมให้เขายืมไป ซึ่งจะทำให้การออมไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการออมเพื่อการบริโภค การออมเพื่อการลงทุน หรือออมเพื่อสงวนไว้ใช้ในยามเกษียณอายุงานก็ตาม  

                วัคซีนของการมีวินัยในการออมต้องค่อยๆ ฉีด คือ การฝึกออมทีละน้อยและทำให้ท้าทายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ส่วนคาถาของการออม คือ “ออมอย่างสม่ำเสมอและออมเพิ่มขึ้นตามกำลัง”

                ไม่เคยมีใครพูดถึงแนวทางแก้ไขสำหรับคน “โอเวอร์ ออม” เพราะอาจจะเห็นว่า ไม่ใช่เรื่องที่ต้องแก้ไข แต่ถ้าการออมมากเกินไป บั่นทอนชีวิตและกัดกร่อนความสุขจาก “วินัย” ที่สูงเกินไป ลองศึกษาศัตรูทั้งสามตัวตามที่คุณวิวรรณบอกไว้ แล้วจงทำกลับข้างซะ !

 

.............................................

('โอเวอร์ ออม' เหรียญด้านที่สอง : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])