
จากบึ้มบอสตันถึงสังหารกลางลอนดอน
จากบึ้มบอสตันถึงสังหารกลางลอนดอน : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา
หลังจากสหรัฐรู้ตัวและจับสองพี่น้องซาร์กาเยฟ ผู้อยู่เบื้องหลังการวางระเบิดงานแข่งวิ่งมาราธอน บอสตัน เมื่อเดือนที่แล้วได้สำเร็จ ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้ออกมาแถลงในคืนวันเดียวกันนั้นว่า ยังมีหลายคำถามที่ไม่มีคำตอบว่า เหตุใดชายหนุ่มที่เติบโตและเรียนหนังสือที่นี่ เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและประเทศนี้ จึงลงมือก่อความรุนแรง พวกเขาวางแผนและลงมืออย่างไร มีใครช่วยหรือไม่
ในวันนี้ อังกฤษก็กำลังหาคำตอบเช่นกัน ว่าเหตุใดชายหนุ่มที่ลืมตาดูโลกบนแผ่นดินอังกฤษจึงก่อเหตุช็อกโลก ใช้มีดหั่นเนื้อจ้วงแทงนายทหารอังกฤษกลางวันแสกๆ หน้าค่ายทหารในย่านวูลลิช มหานครลอนดอน ในเหตุสังหารโหดสยดสยองและประหลาด เมื่อทั้งสองไม่คิดหนีหลังลงมือ ทำท่าจะบั่นคอเหยื่อ และ
การสังหารกลางกรุงต่อหน้าสายตาผู้คน เป็นปริศนาที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่จะต้องปะติดปะต่อต่อไป แต่การที่เหตุการณ์ระทึกขวัญได้รับการบันทึกไว้ได้ทั้งภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหวและถ่ายทอดออกไปทั่วโลก การที่ทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่ในความควบคุมของตำรวจ แถมก่อนหน้านั้น หนึ่งในฆาตกรปรากฏตัวหน้ากล้องให้สัมภาษณ์ขณะมือกำมีดเปื้อนเลือด ความคลาดเคลื่อนของข่าวที่ออกมาตั้งแต่วันแรกๆ ย่อมต่ำกว่ากรณีของระเบิดบอสตัน ที่มือระเบิดคนพี่เสียชีวิตขณะยิงต่อสู้ตำรวจ ส่วนคนน้องบาดเจ็บจนพูดไม่ค่อยได้ และข้อมูลเบื้องต้นจนถึงปัจจุบันกำลังบ่งชี้ว่า นี่เป็นอีกครั้งของการก่อเหตุร้ายโดยฝีมือคนกันเอง
ผู้ก่อเหตุมี 2 คน คนหนึ่งคือ ไมเคิล อเดโบลาโจ วัย 28 ปี ส่วนอีกคนชื่อ ไมเคิล อาเดโบวาเล อายุ 22 ปี ทั้งสองอยู่ระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาลหลังจากถูกตำรวจยิง
ชายสองคู่ที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญในบอสตันและลอนดอน มีลักษณะร่วมคือเป็นรุ่นที่สองของผู้อพยพ เคยเป็นเด็กธรรมดาๆ สุภาพ และค่อยๆ ซึมซับแนวคิดสุดโต่งจนลงมือโจมตีในที่สุด
น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ แรงจูงใจจากทั้งสองกรณี เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในประเทศบรรพบุรุษน้อยมาก
เชชเนียและไนจีเรีย เป็นแหล่งของกลุ่มสุดโต่งที่อ้างศาสนาอิสลามหลายกลุ่ม เดิม มีการคาดการณ์กันไปต่างๆ นานาว่าสองพี่น้องซาร์กาเยฟ อาจได้แรงกระตุ้นมาจากความขัดแย้งในเชชเนีย ที่รัสเซียเคยส่งกองกำลังกวาดล้างกลุ่มแบ่งแยกดินแดนมุสลิมอย่างไม่ปรานี แต่เวลาต่อมา ปรากฏว่า ความโกรธแค้นของพวกเขาพุ่งตรงไปที่สหรัฐอเมริกา ฐานเข้าไปแทรกแซงและก่อสงครามในดินแดนมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอิรักและอัฟกานิสถาน
เช่นเดียวกับ ฆาตกรในลอนดอน ที่ดูเหมือนเป็นการระบายแค้นที่อังกฤษเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามในทั้งสองประเทศเช่นกัน จากคำพูดของอเดโบลาโจ ที่ว่า "ชาวอังกฤษจะไม่มีวันปลอดภัย หากไม่โค่นรัฐบาลอังกฤษเสีย เพราะรัฐบาลไม่เคยแคร์ประชาชนเลย การตัดสินใจฆ่าทหารอังกฤษผู้นี้ก็เพราะว่า ทหารอังกฤษเข่นฆ่าชาวมุสลิม ทั้งในอิรักและอัฟกานิสถาน"
ไนจีเรียมีกลุ่มสุดโต่งชื่อ โบโก ฮาราม ที่มีเป้าหมายตั้งรัฐอิสลามในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม แต่ความขัดแย้งที่นั่นเป็นเรื่องภายในและไม่เกี่ยวพันกับนานาชาตินัก และทั้งสองน่าจะทราบดีว่า กองทัพอังกฤษไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกดขี่ภายในไนจีเรีย เป็นการกระทำของกองทัพไนจีเรียฝ่ายเดียว
"ดินแดนของเรา" ที่มือมีดพูดถึงว่าต้องการปกป้อง จะหมายถึงดินแดนอื่นใดไปไม่ได้นอกจากดินแดนของชาวมุสลิมทั้งผอง
ศาสตราจารย์พอล โรเจอร์ส จากสถาบันสันติภาพศึกษา มหาวิทยาลัยแบรดฟอร์ด กล่าวว่า ข้อมูลถึงขณะนี้ ดูเหมือนว่าพวกเขาลงมือเอง หลังผ่านการหล่อหลอมความคิดจนถึงขั้นสุดขั้ว และนี่เป็นรูปแบบที่ทางการอังกฤษวิตกมากที่สุด
ในรอบ 10 ปี กำลังเจ้าหน้าที่ด้านต่อต้านก่อการร้ายเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็นกว่าแสนคน ทั้งในส่วนของหน่วยสืบราชการลับในประเทศ และนอกประเทศหรือ เอ็มไอ 5 เอ็มไอ 6 และตำรวจ มีการจัดสรรงบประมาณรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศในปีงบประมาณปัจจุบันถึง 3 หมื่นล้านปอนด์ แต่ปัญหาคือจะหยุดการโจมตีสยดสยองแบบที่วูลลิชนี้ได้อย่างไร ขนาดว่า ทั้งคู่มีชื่อในบัญชีของฝ่ายข่าวกรองอยู่แล้วด้วยซ้ำ เพราะเคยไปร่วมเดินขบวนกับกลุ่มสุดโต่งต้องห้ามมาก่อน
เครือข่ายก่อการร้ายอันสลับซับซ้อนไม่ว่าในสหรัฐหรือในอังกฤษจะขยับเคลื่อนไหวไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป โดยเฉพาะหากพวกเขาได้รับคำสั่งจากภายนอกผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่หากเป็นสองคู่หูที่เกิดแรงบันดาลใจจากสำนวนโวหารโดนใจที่ได้ยินได้ฟัง อ่านหรือดูคลิปบนยูทูบซ้ำๆ ไม่ว่าหน่วยงานใดก็ตามของรัฐจะไม่มีทางล่วงรู้ได้เลย ตราบใดที่พวกเขาเก็บงำความคิดหรือจำกัดจำนวนผู้ล่วงรู้ไว้ให้น้อยที่สุด
จากคำบอกเล่าของเพื่อนสมัยเรียนและคนที่รู้จัก บางคนกล่าวว่า ช็อกแทบตกเก้าอี้เมื่อเห็นหน้าตาชัดๆ ของชายที่ถือมีดในรูป หลายคนกล่าวว่า อเดโบลาโจ ที่รู้จัก เป็นคนน่ารัก ไม่มีปัญหาในการเข้ากับเพื่อนฝูงที่ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว ครอบครัวของเขาก็เป็นครอบครัวนักวิชาการจากไนจีเรีย เมื่ออพยพมาอยู่อังกฤษในต้นทศวรรษหลังปี 2523 ทำงานขยันขันแข็ง และเชื่อในการปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตในอังกฤษ
ส่วนตัวของเขาเองก็นับว่าเป็นเด็กเรียนดี จบโรงเรียนมัธยมด้วยเกรดเอ ได้เข้ามหาวิทยาลัยกรีนนิช ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน และพักหอพักนักศึกษาในย่านที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม
โลกของหนุ่มอังกฤษเลือดไนจีเรียน่าจะเริ่มเปลี่ยนในช่วงวัยรุ่น ในช่วงเวลาเดียวกับที่นายโทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ส่งทหารอังกฤษเข้าร่วมสงครามอัฟกานิสถานและอิรัก อาเดบาลาโจเริ่มเข้าไปฟังการบรรยายของครูสอนศาสนาสุดโต่งจนซึมซับกับการทำญีฮัด และเปลี่ยนไปนับถืออิสลามเมื่ออายุ 15-6 ปี เริ่มเรียกตนเองว่า มูจาฮิด ซึ่งหมายถึงผู้ที่ทำญีฮัด ในปี 2546 แต่ถึงจะมีความเชื่อในศาสนาใหม่ น่าแปลกที่เจ้าตัวกลับเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอาชญากรรม รวมถึงขโมยโทรศัพท์มือถือ และเคยเข้าคุกช่วงสั้นๆ ฐานมีพฤติกรรมรุนแรง
ต่อมา อเดโบลาโจได้เข้าร่วมกับกลุ่มที่ถูกอังกฤษประกาศเป็นกลุ่มนอกกฎหมายเพราะสุดโต่งเกินไป อย่าง อัลมูฮาจิรอน ที่มีนายอันเจม เชาดารี เป็นผู้นำและพร่ำสอนความเกลียดชัง และครั้งหนึ่งเคยร่วมเดินขบวนกับสาวกกลุ่มนี้ ที่มีป้ายว่า "ตัดหัวผู้ดูหมิ่นอิสลาม" กลางกรุงลอนดอนเมื่อปี 2549
แต่ยังไม่ทราบว่าเหตุผลอะไรที่ผลักดันให้หนุ่มรายนี้คิดว่า เพียงคำพูดอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องลงมือด้วย
อัล มูฮาจิรอน ถูกพาดพิงว่าอยู่เบื้องหลังเหตุร้ายหลายครั้ง จากฝีมือของอดีตสมาชิกหรือผู้เลื่อมใสในตัวนายเชาดารี หรือนายโอมาร บาครี โมฮัมเหม็ด อดีตผู้นำที่ขณะนี้อยู่ในเลบานอน แต่จนถึงปัจจุบัน นายเชาดารี ที่รู้จักในฐานะนักเทศน์ให้เกลียดทหารอังกฤษ ไม่เคยถูกดำเนินคดีใดๆ แต่กำลังถูกสังคมประณามว่ามือเปื้อนเลือด และมีเสียงเรียกร้องว่าจะต้องใช้ไม้แข็งกับพวกสุดโต่งให้มากกว่านี้
หรือต่อไป วูลลิช สไตล์ จะเป็นรูปแบบประท้วง
แอนนี มาชอน อดีตเจ้าหน้าที่เอ็มไอไฟว์ แสดงความเห็นว่า ความเหมือนของเหตุระเบิดบอสตันกับลอนดอนคือ เป็นการกระทำลักษณะแบบลงมือเดี่ยวๆ เป็นการโจมตีของปัจเจกชน ที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยแผนอันแยบยลซับซ้อน ไม่ต้องการอาวุธล้ำสมัย ยากจะหาทางป้องกันหรือสกัด
มาชอน มองว่าการสังหารที่ลอนดอน คือเสียงร้องตะโกนอย่างโกรธแค้นจากแอฟริกาเหนือ ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง จากทุกคนๆ ที่ไม่พอใจนโยบายแทรกแซงของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ นาโต ฝรั่งเศส และไม่ใช่แค่จากอิรักและอัฟนิสถานเท่านั้น หากแต่ยังมีลิเบีย มาลี โซมาเลียและเยเมน จากประเทศที่อยู่ในบัญชีสังหารของโดรนหรืออากาศยานบังคับระยะไกลของซีไอเอ ที่ได้รับการอนุมัติเห็นชอบจากประธานาธิบดีสหรัฐในทุกสัปดาห์ ที่บางครั้งการโจมตีด้วยโดรน ไม่ได้มุ่งเป้าเจาะจง แต่ทำลายหลายชีวิตในหมู่บ้าน และชุมชน
การประกาศตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันแบบที่วูลลิช อาจไม่ใช่ครั้งสุดท้ายก็เป็นได้
..................................................
(จากบึ้มบอสตันถึงสังหารกลางลอนดอน : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา)



