ข่าว

“มาร์ค”ย้ำขอ1ด.เดินหน้ารถเมล์4พันคัน

“มาร์ค”ย้ำขอ1ด.เดินหน้ารถเมล์4พันคัน

06 มิ.ย. 2552

“มาร์ค” ย้ำรถเมล์ 4 พันคันต้องเดินหน้า ไม่ว่าจะเช่าหรือซื้อขอเวลา 1 เดือนให้บอร์ดสภาพัฒน์ฯศึกษา ส่วนใครอยากให้ข้อมูลส่งตรงที่สภาพัฒน์ มั่นใจไม่เกิดปัญหาคาใจ ปชป.-ภท. ถ้าใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์

(6มิ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยระบุว่าโครงการรถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคันนั้นควรจะเช่ามากกว่าซื้อตามที่นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นว่าน่าจะซื้อมากกว่าเช่า ว่า เรื่องนี้ทุกฝ่ายต้องให้ข้อมูล ซึ่งขณะนี้มีคนกลางที่ไม่มีส่วนได้เสีย เป็นผู้ศึกษาและจะให้คำตอบกับรัฐบาลและสังคม อย่างไรก็ตามทุกคนสามารถเสนอความคิดเห็นได้ เหมือนกับที่หลายๆคนได้ส่งข้อมูลมาให้กับตนจำนวนมาก มีทั้งเชียร์ให้ซื้อและเชียร์ให้เช่า ซึ่งต้องให้กรรมการของสภาพัฒน์ฯเป็นผู้ประมวลออกมาให้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแก่สังคม
 
 ในขณะที่หลายฝ่ายมีการจัดสัมมนาเพื่อแสดงความคิดเห็น เช่น สนข. จะทำให้ประเด็นแตกไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงไม่ เพราะทุกคนมีส่วนร่วมได้ คงห้ามใครไม่ให้ความเห็นไม่ได้ แต่สภาพัฒน์ฯทำหน้าที่หน่วยงานที่เป็นกลาง รวบรวมความคิดเห็น ดังนั้นตนจึงต้องการให้หลายฝ่ายที่ต้องการให้ความคิดเห็นนั้นสามารถส่งไปยังสภาพัฒน์ฯได้ เพื่อให้มีข้อมูลรอบด้านที่สุด และเพื่อสังคมมีโอกาสได้ทำความเข้าใจว่าการจะปรับปรุง ขสมก.และจะเดินไปข้างหน้านั้นอะไรดีที่สุด
 
 ผู้สื่อข่าวถามว่าทาง สนข.เป็นหน่วยงานขึ้นตรงกับกระทรวงคมนาคมจะทำให้เป็นความเห็นด้านเดียวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงไม่เป็นไร เพราะมีฝ่ายอื่นที่มีความเห็นและเสนอไป ตนคิดว่าอย่าไปปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น แต่ที่สุดแล้วต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ดีที่สุด เมื่อถามว่าทางกระทรวงคมนาคมเสนอว่าอาจต้องให้มีการทำประชาพิจารณ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ทำได้ เพราะการทำประชาพิจารณ์จะยิ่งดี หากทุกอย่างทำได้ภายใน 1 เดือนก็ยิ่งดี เพราะมีประชาชนจำนวนมากที่อยากแสดงความคิดเห็น แต่ขอให้เป็นการนำข้อมูลมาเทียบเคียงกัน ใช้เหตุผล อย่าใช้อารมณ์
 
 เมื่อถามว่าระดับแกนนำของพรรคภูมิใจไทยโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ว่านำโครงการนี้มาหาเสียงกับคนใน กทม.เพื่อเอาความดีเข้าตัว นายอภิสิทธิ์ หัวเราะและกล่าวว่า งานของรัฐบาลเป็นงานของทุกพรรครับผิดชอบร่วมกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะรับผิดหรือรับชอบก็ต้องรับด้วยกัน “ผมอยากย้ำว่าผมมีความรู้สึกว่าหลายครั้งพอมีประเด็นถกเถียงกันก็มักจะไม่เอาข้อเท็จจริงหรือเหตุผลมาพูดกัน แต่บางทีเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกกันมากกว่า เพราะเวลาเป็นอย่างนั้นเราจะไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุด ขอให้ทุกฝ่ายนำข้อเท็จจริงมาพูดกัน แต่ผมก็ยืนยันว่ารัฐบาลจะทำโดยยึดประโยชน์ของส่วนรวม ของประชาชนเป็นที่ตั้ง กรณีนี้คือต้องการมีรถเมล์ที่ดีให้บริการประชาชน เป็นรถเมล์ที่ใช้พลังงานสะอาด อยู่ในสภาพที่ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกมั่นใจและอยากใช้ในราคาสมเหตุสมผล และรัฐต้องไม่สูญเสียเงินมากกว่าที่ควรจะสูญเสียในการจัดหารถ เป้าหมายอยู่ตรงนี้ ไม่ได้คิดเรื่องอื่น"
 
 ผู้สื่อข่าวถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะไม่เป็นปัญหาคาใจกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่มีอะไรคาใจ เมื่อถามว่าเพราะพรรคภูมิใจไทยกำลังมองว่าพรรคประชาธิปัตย์เล่นบทพระเอกอยู่คนเดียว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีใครเป็นพระเอก ทุกคนทำงานอยู่ด้วยกัน รับผิดรับชอบด้วยกันอยู่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้เพียงแต่ต้องการให้สังคมมีความมั่นใจว่าเมื่อตัดสินใจแล้ว มีข้อมูลรองรับ ผ่านการกลั่นกรองโดยคนที่เป็นกลาง ซึ่งเมื่อได้คำตอบออกมาคงไม่มีใครคาใจ โครงการนี้ต้องเกิด เพราะเราคงไม่ปล่อยให้ ขสมก.อยู่ในสภาพเช่นนี้ไปเรื่อยๆทั้งขาดทุน การให้บริการประชาชนที่ควรจะดีกว่านี้ มีรถใหม่ สะอาด ใช้พลังงานประหยัด สามารถป้อนระบบขนส่งมวลชนได้ เหล่านี้เป็นสิทธิ์ที่คน กทม.ควรจะได้ ดังนั้นรัฐบาลต้องทำ โครงการต้องเดินหน้าภายใน 1 เดือนนี้ ส่วนกรอบเวลาจะต้องขึ้นอยู่กับขั้นตอนอื่นๆเพราะไม่ว่าจะเช่าหรือซื้อก็ตามยังต้องมีกระบวนการเปิดประมูล การแข่งขั้น หรือถ้าซื้อก็ต้องมีงบลงทุน โดยต้องผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย
 
 ต่อข้อถามถึงกรณีที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคภูมิใจไทย วิจารณ์การทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ที่ทำให้ดูเหมือนภาพลักษณ์ที่ดีตกไปอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียวและงานของพรรคร่วมไม่รับการพิจารณา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเรื่องนี้
 
 ผู้สื่อข่าวถามว่า การทำงานของพรรคร่วมได้มีการพูดคุยกันบ้างหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เวลาที่เปิดสมัยประชุมสภา วิปจะทำหน้าที่ประสานงานและมีการประชุมครม.ทุกสัปดาห์เพื่อหารือการทำงานกันอยู่แล้ว ซึ่งตนเป็นคนที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความเห็นอย่างเต็มที่อยู่แล้ว มีอะไรพูดจากันได้อยู่แล้ว
 
 เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่คนวิจารณ์ไม่ได้อยู่ในรัฐบาลแต่มีบทบาทในการจัดตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อาจจะเป็นเพราะว่า คนที่วิจารณ์อาจจะไม่ได้มาสัมผัสจากการทำงานโดยตรง ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าจำเป็นต้องมีการทำความเข้าใจนอกรอบกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การพบปะกับแกนนำพรรคร่วมมีเป็นระยะแต่ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ
 
 เมื่อถามว่า ตอนที่จัดตั้งรัฐบาลนายกฯมีการพูดคุยและรับประทานอาหารกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทุกเดือนยังจำเป็นต้องทำต่อไปหรือไม่เพราะดูเหมือนว่าพรรคร่วมยังคาใจพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก่อนเปิดสมัยประชุมสภาวิสามัญเข้าใจว่าแต่ละพรรคร่วมคงจะมีการพูดคุยกันอยู่แล้ว ตนไม่ได้คาดคิดว่าจะมีปัญหาอะไร เพราะงานทุกเรื่องต้องผ่านการประชุมครม.ซึ่งทุกพรรคร่วมรัฐบาลก็มีรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมอยู่แล้ว และเปิดโอกาสให้พูดคุยแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่และหลากหลาย
 
 เมื่อถามอีกว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่การออกมาวิจารณ์ช่วงก่อนเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพราะต้องการกดดันเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนโครงการต่างๆ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ผมไม่ทราบแต่ยืนยันได้ว่าไม่มีอะไรมากดดันผมได้ ผมมีเรื่องกดดันเพียงอย่างเดียวคือปัญหาของประเทศ เพราะเป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน สิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวที่ผมต้องเร่งทำงานแก้ไขปัญหา ผมไม่สนใจแรงกดดันอย่างอื่นเลย”
 
 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่างานของรัฐบาลเดินหน้า ในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมางานใหม่ของรัฐบาลเดินหน้าอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวัสดิการเด็กนักเรียน ผู้ปกครอง ผู้สูงอายุ งานเศรษฐกิจที่สามารถผ่านงบประมาณกลางปีได้แล้ว คิดว่าในช่วง 5-6 เดือนงานออกมามาก แต่ปัญหามากกว่าโดยเฉพาะปัญหายาเสพติด และปัญหาภาคใต้ยังเป็นปัญหาที่ตนอยากเห็นการแก้ไขปัญหาที่ดีกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้คือตัวกดดัน เรืองการเมืองไม่ได้ไปให้ความสำคัญและไม่มีใครสร้างปัญหามีแต่ร่วมกันแก้ไขปัญหาความเห็นแตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ได้คาดคิดว่า ทุกคนจะต้องเห็นตรงกันเราซักซ้อมกันตั้งแต่ตั้งรัฐบาลแล้วว่าการมาทำงานครั้งนี้เพื่อมาแก้ไขปัญหาวิกฤตถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด