
'กรณ์'อัดกมธ.เงินกู้2ล้านล้านปกปิดข้อมูล
'กรณ์' นำทีม 'ปชป.' แถลงอัด กมธ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน ปกปิดข้อมูล ขู่วอล์คเอ้าท์ หากไม่ได้ข้อมูลรายละเอียดโครงการภายใน 3 มิ.ย. จ่อยื่นศาลฯ เหตุขัดรธน.
23 พ.ค. 56 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการฯเสียงข้างน้อยพิจารณา พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ได้ร่วมกันแถลงข่าว
นายกรณ์ กล่าวว่า แม้เราจะสนับสนุนหลักการในการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบขนส่ง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่ารัฐบาลไม่มีความพร้อมในโครงการตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท อีกทั้งโครงการที่มีความพร้อมก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกู้ยืมเงิน 2 ล้านล้านบาท แต่สามารถหาเงินทุนจากแหล่งรายได้อื่น สำหรับในส่วนที่จำเป็นต้องกู้ก็สามารถกู้ผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีตามปกติได้ โดยไม่ต้องออกกฎหมายเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท นอกจากนี้กรรมาธิการเสียงข้างมากมีการกล่าวอ้างว่า ในอนาคตจะยังไม่มีการเบิกจ่ายเงินกู้หากโครงการไม่พร้อม แต่เรายืนยันว่าทำไม่ได้ เพราะเท่ากับมีส่วนในการอนุมัติเห็นชอบกฎหมายกู้เงินสองล้านล้านบาท จึงไม่สามารถปล่อยผ่านไปก่อนได้ตามที่ฝ่ายรัฐบาลต้องการ เนื่องจากเชื่อว่ารัฐบาลจะนำเงินไปใช้ในโครงการอื่นแทน เนื่องจากมีการเปิดช่องเอาไว้แล้วเพราะไม่มีการบรรจุโครงการที่ชัดเจนเป็นบัญชีแนบท้ายในกฎหมาย
นายกรณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้รัฐบาลก็ไม่ยอมให้มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องและตัวแทนองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นที่รัฐบาลเข้ามาเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการ จึงชัดเจนว่า สุดท้ายแล้วรัฐบาลก็ไม่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบหรือแก้ไขตามความเหมาะสม ผ่านมากรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้ยื่นเพื่อขอรายละเอียดต่างๆ ในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมของประเทศ ต่อกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือ
"กรรมาธิการเสียงข้างน้อยจึงได้ยื่นคำขาดไปยังกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า หากหน่วยงานทั้งหมดไม่ให้รายละเอียดที่จำเป็นภายในวันที่ 3 มิ.ย. กรรมาธิการเสียงข้างน้อยจะไม่ร่วมพิจารณาในที่ประชุมกรรมาธิการฯ แต่จะเปิดโปงต่อสาธารณะและยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากเห็นว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ควรกู้เงินมากองไว้และอาจมีการดัดแปลงเอาเงินกู้ไปใช้ในโครงการอื่น"
นายกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องการรวบอำนาจในการใช้เงินกู้ก้อนดังกล่าวเอาไว้กับตัวเอง ซึ่งมีข้าราชการที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ถึงกับกระซิบกับพวกเราว่า หลายโครงการที่เสนอทำไม่ได้แต่ต้องล็อคเงินไว้ในกฎหมาย เพื่อสลับเงินในส่วนนี้ไปใช้ทำอย่างอื่นที่ไม่ได้รายงานต่อสภา ถือเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง อีกทั้งบางโครงการมีการกำหนดราคาโครงการสูงไว้ก่อน เพื่อหวังผลในการแต่งตั้งที่ปรึกษาโครงการซึ่งคำนวณเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าโครงการ ไม่ว่าโครงการดำเนินการหรือไม่ค่าที่ปรึกษาจะถูกจ่ายไปแล้ว โดยรวมสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท ที่เป็นค่าใช้จ่ายส่วนแรกที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน จึงยอมรับไม่ได้ที่จะร่วมสังฆกรรมกับการทำงานในลักษณะนี้
นายกรณ์ กล่าวว่า สำหรับโครงการที่ไม่มีความพร้อมนั้น รวมกันแล้วมูลค่าราว 1.5 ล้านล้านบาท เช่น รถไฟความเร็วสูงทุกเส้นทาง มูลค่าเกือบ 8 แสนล้านบาท รถไฟทางคู่ 11 เส้นทาง มีพร้อมแค่ 5 เส้นทาง แม้แต่รถไฟในระบบขนส่งมวลชน กทม.บางเส้นทางก็ขาดความพร้อม ท่าเรือ 3 แห่ง ยังขาดการศึกษา ศูนย์กระจายสินค้า 15 ศูนย์ ไม่มีความพร้อมแม้กระทั่งสถานที่ในการก่อสร้าง โดยข้อมูลที่กรรมาธิการฯเสียงข้างน้อยได้สอดคล้องกับผลการศึกษาของทีดีอาร์ไอที่ระบุว่า มูลค่าโครงการที่มีความพร้อมมีอยู่เพียงแค่ว่า 4แสนล้านบาท ซึ่งสามารถใช้เงินงบประมาณปกติได้ ทั้งนี้หากกรรมาธิการเสียงข้างน้อยไม่ร่วมพิจารณาแต่กรรมาธิการของรัฐบาลยังเดินหน้าพิจารณาต่อไป ก็จะใช้วิธีการให้ข้อมูลกับประชาชน และเตรียมข้อมูลสำหรับการอภิปรายในวาระสองและสามในสภา จากนั้นจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่ากฎหมายดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่เมื่อผ่านวาระสามแล้วตามขั้นตอนของกฎหมาย
ด้านนายสามารถ กล่าวว่า ปัญหาอุปสรรคสำคัญของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยคือ ขาดข้อมูล เอกสาร รายงาน ไม่มีที่ปรึกษาเพราะรัฐบาลไม่ยอม ซึ่งทุกครั้งที่มีการประชุมจะมีการทวงถามถึงข้อมูลที่ขอไปแต่ได้รับคำตอบว่าให้รอ ทั้งที่ข้อมูลที่ขอไปมีการจัดทำรายงานแล้ว ดังนั้นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจึงส่อว่ารัฐบาลจงใจปกปิดข้อมูล ทั้งนี้ยังพบความผิดปกติเกี่ยวกับการศึกษา การออกแบบ ยังไม่แล้วเสร็จ แต่รัฐบาลเอาข้อมูลมาจากไหนในการคำนวณเป็นยอดงบประมาณและโครงการรถไฟความเร็วสูงแพงกว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์กว่า 70 % นอกจากนี้ตนยังตั้งข้อสังเกตว่าทำไมโครงการรถไฟรางคู่จึงไม่ยกระดับแต่ยกระดับเฉพาะรถไฟความเร็วสูง รวมทั้งผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจของโครงการรถไฟความเร็วสูงทุกการศึกษายืนยันว่า เส้นทาง กทม.-หนองคาย ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่ดีที่สุด รัฐบาลจึงควรก่อสร้างเส้นทางนี้ก่อน แต่ปรากฏว่า สนข.นำตัวเลขใหม่มาแสดงว่า ผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ กทม.- เชียงใหม่ ดีกว่า กทม.-หนองคาย มีปาฏิหารย์ทางวิชาการเสกให้เส้นทางนี้มีผลตอบแทนเศรษฐกิจดีกว่าเส้นทางหนองคาย
ด้านนายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ในวันที่ 3 มิถุนายน ถ้ารัฐบาลยังให้ข้อมูลไม่ครบ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยของพรรคประชาธิปัตย์ออกแน่และยื่นศาลรัฐธรรมนูญด้วย เพราะมีการปกปิดผลตอบแทนด้านการเงินของแต่ละโครงการด้วย ทั้งที่โครงการเงินกู้นี้ต้องผ่อนชำระถึง 50 ปี และต้องจ่ายถึง 5 ล้านล้านบาทในอนาคต แต่ยังมีการปกปิดตัวเลขผลตอบแทนด้านการเงินของแต่ละโครงการที่ติดลบมหาศาล ถึงขนาด รฟม.ใช้คำว่า ติดลบแบบอินฟินิตี้หรือไม่มีข้อจำกัด เท่ากับต้องใช้งบประมาณอุดหนุนการบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้น เมื่อเงินกู้นี้ผ่านจะต้องมีการตั้งเงินงบประมาณในส่วนนี้เพิ่มอีกมาก โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูง ทำให้ไม่สามารถคำนวณได้ว่าโครงการเหล่านี้จะสร้างภาระต่องบประมาณเพิ่มขึ้นในแต่ละปีเท่าไหร่ เพราะนอกจากต้องตั้งงบประมาณเพื่อใช้หนี้แล้ว ยังต้องตั้งงบอุดหนุนการขาดทุนของโครงการ ทั้งนี้รัฐบาลพยายามโชว์ตัวเลขผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจว่ามีการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่ใช่กระเป๋าที่รัฐจะได้เพราะเงินรายได้ดังกล่าวจะตกอยู่กับนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่รัฐบาลมีภาระด้านการเงินจากการขาดทุนในโครงการเหล่านี้



