
'เอ็นจีโอ'จี้หน่วยงานรับผิดชอบไฟฟ้าดับ
แกนนำเอ็นจีโอภาคใต้ จี้หน่วยงานที่รับผิดชอบแก้ปัญหาไฟดับ ค้านสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม แนะรัฐส่งเสริมโรงสกัดปาล์มน้ำมันผลิตไฟฟ้า เอกชนระนองผวาพื้นที่เสี่ยงไฟดับ
23 พ.ค. 56 นายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ เลขานุการมูลนิธิอันดามัน จังหวัดตรัง เปิดเผยว่า เบื้องต้นไม่เชื่อว่าเหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ทั้งในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ เมื่อคืนวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมาจะมีอะไรอยู่เบื้องหลัง และไม่ควรนำเหตุการณ์ในครั้งนี้มาเกี่ยวโยงกับเรื่องอื่น หรือเป็นข้ออ้างสำหรับการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม แต่ถือเป็นกรณีที่ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) และผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะต้องรับผิดชอบ รวมทั้งไปหาสาเหตุและแก้ไขอย่าให้เกิดขึ้นมาอีก พร้อมทั้งไม่ควรนำมาโยงถึงเรื่องการพยายามสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาด 800 เมกะวัตต์ ขึ้นในพื้นที่อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เนื่องจากปัญหาไฟฟ้าดับที่เกิดขึ้น มาจากความผิดพลาดทางเทคนิค ในขณะที่ภาคใต้ยังอยู่ในสภาวะที่มีกำลังไฟฟ้าสำรองเพียงพอ และมิได้อยู่ในช่วงวิกฤติแต่อย่างใด
ทั้งนี้ เนื่องจากการจัดหาไฟฟ้าสำรอง เป็นเรื่องของอนาคตที่จะเกิดขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า และขณะนี้ทุกฝ่ายก็กำลังมีการหารือเพื่อจัดทำแผนรองรับกันแล้วว่า เมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ ควรจะผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานชนิดใดดีที่สุด เพราะเทคโนโลยียุคใหม่มีการก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว จึงไม่ควรที่จะรีบเร่งหาคำตอบและสรุปไปอย่างทันทีทันใดในขณะนี้ว่า โรงไฟฟ้าถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซ เป็นพลังงานที่ดีที่สุด
เนื่องจากยังพอมีเวลาในการศึกษาหาข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบ และเมื่อเวลานั้น พลังงานทดแทน เช่น แสงอาทิตย์ ลม หรือน้ำ ก็อาจจะมีการพัฒนาให้ผลิตไฟฟ้าขึ้นมาได้อย่างมีคุณภาพ และอาจมีต้นทุนที่ต่ำลงเหมือนกับพลังงานอื่นๆ จนสามารถนำมาใช้เป็นทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าในอนาคตได้
"เรื่องการพยายามสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในพื้นที่จังหวัดตรัง หรือจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้ หน่วยงานด้านการไฟฟ้าไม่ควรนำมาพูดถึงในเวลานี้ และกลุ่มคัดค้านไม่ขอรับฟัง เพราะมิใช่เหตุที่ทำให้เกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในภาคใต้ และเป็นแนวทางแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ซึ่งถ้าหากหลายฝ่ายออกมาบอกว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินดีจริง หรือเป็นพลังงานที่ไม่ได้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจริง ทำไมไม่ไปทดลองสร้างโรงไฟฟ้านำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯ หรือริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ แทนที่จะต้องไปสร้างในต่างจังหวัด แล้วส่งไฟฟ้ากลับเข้ามายังกรุงเทพฯ ทั้งนี้ เมื่อการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในกรุงเทพฯ สามารถพิสูจน์ออกมาแล้วดีจริง จึงค่อยขยายมาสร้างในต่างจังหวัดก็ได้ เมื่อนั้นกลุ่มคัดค้านคงไม่ว่าอะไร" นายภาคภูมิ กล่าว
สภาอุตฯกระบี่ แนะรัฐส่งเสริมโรงสกัดปาล์มน้ำมันผลิตไฟฟ้า
ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกระบี่ แนะรัฐควรส่งเสริมโรงสกัดปาล์มน้ำมันในการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นพลังงานทดแทน ซึ่งจังหวัดกระบี่มี 15 โรง ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 120 แมกกะวัตต์ ฝากกฟผ. ต้องคิดใหม่ในการจ่ายกระแสไฟฟ้ามาทางภาคใต้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลุงทุน
นางสาวัน ตัน ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ไฟฟ้าดับเมื่อคืนวันที่ 21 พ.ค. 56 ที่ผ่านมา ไม่ควรเกิดขึ้นถือเป็นความผิดพลาดอย่างมากและเป็นคำถามว่า ระบบสำรองไฟฟ้าในภาคใต้มีปัญหา ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงยังสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานด้านอื่นได้อีกมาก หากรัฐมีความจริงใจที่จะส่งเสริม ซึ่งขณะนี้ทางภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะโรงสกัดปาล์มน้ำมันในกระบี่ ก็มีการผลิตกระแสไฟฟ้าอยู่แล้ว 15 โรง ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 120 แมกกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการใช้ของกระบี่อยู่ที่ 95 แมกกะวัตต์ แต่ที่ส่งขายให้การไฟฟ้าอยู่ที่ 34 แมกกะวัตต์ สาเหตุเพราะรัฐซื้อไฟในอัตราต่ำแค่ 2.90 บาทต่อหน่วย ส่วนค่าแอดเดอร์หรือแรงจูงใจที่บวกให้อีก 30 สตางค์นั้นยังไม่คุ้ม ซึ่งเรื่องนี้รัฐควรที่จะเข้ามาส่งเสริม เพราะเป็นพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง
นอกจากนั้นโรงงานไฟฟ้าที่มีอยู่ในภาคใต้ทั้งหมด 5 โรงงาน ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าขนอม นครศรีธรรมราช มีกำลังการผลิต 410 แมกกะวัตต์จ่ายไฟไปยังพื้นที่ นครศรีธรรมราช สุราษฏร์ธานี ชุมพร พัทลุง ตรัง โรงไฟฟ้าบางลาง จ.ยะลา กำลังการผลิต 40 เมกกะวัตต์ จ่ายในพื้นที่ 3 จว.ใต้ เขื่อนเชี่ยวหลาน สุราษฏร์ธานี 240 แมกกะวัตต์ จ่ายให้ สุราษฏร์ธานี พังงา ภูเก็ต โรงไฟฟ้า จะนะ 700 แมกกะวัตต์ จ.สงขลา จ่ายไฟฟ้าให้ อ.หาดใหญ่ ระโนด จ.สงขลา พัทลุง ส่วนโรงไฟฟ้ากระบี่มีกำลังการผลิต 340 แมกกะวัตต์ จ่ายให้ กระบี่ พังงา ภูเก็ตและ ตรัง ต้องสามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินให้ได้ทั้ง 5 โรงที่มีอยู่ในภาคใต้หากเกิดไฟฟ้าดับ ไม่ใช่มีโรงไฟฟ้าทั้ง 5 แห่งแต่เมือเกิดไฟฟ้าดับ เกิดสถานการณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าหรือเรื่องอื่นๆการไฟฟ้าฝ่ายผลิตไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โรงงานทั้ง 5 โรงต้องสามารถเชื่อมต่อกันได้เพื่อในการส่งกระแสไฟฟ้า หรือโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าต้องสามารถใช้งานได้ทั้ง 5 แห่งและพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ตลอดเวลา
"มันก็เป็นเรื่องที่น่าคิดน่าวิตกถึงการทำงานของการไฟฟ้ารวมทั้งรัฐบาล เพราะทางภาคใต้รัฐบาลเก็บภาษีรองลงมาจากกรุงเทพและปริมณฑล ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจด้านการท่องเที่ยว อุตสาหกรรม หรือแม้กระทั้งอาหารแปรรูป ทางภาคใต้สมบูรณ์แบบ ดังนั้นรัฐบาลและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตต้องมีมาตรการรองรับเพื่อให้นักธุรกิจเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดไฟฟ้าดับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 30 ปี อีกต่อไป" นางสาวัน กล่าว
เอกชนระนองผวาหลังพบสุดเสี่ยงพื้นที่ไฟดับ
นายนิตย์ อุ่ยเต็กเค่ง ที่ปรึกษาคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางภาคเอกชน จ.ระนอง กำลังวิตกต่อข้อมูลที่ จนท.กฟผ.ในพื้นที่ออกมาระบุว่า จ.ระนอง ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดน และอยู่ปลายเฟสของสถานีไฟฟ้าที่ส่งกระแสไฟฟ้าเข้ามายัง จ.ระนอง ทั้งโรงไฟฟ้าราชบุรี และจากเขื่อนเชี่ยวหลาน จ.สุราษฏร์ธานี เป็นพื้นที่สุดเสี่ยงที่จะเกิดกระแสไฟฟ้าดับมากที่สุด จนทำให้พื้นที่ จ.ระนอง ซึ่งเป็นจังหวัดขนาดเล็กต้องใช้กระแสไฟฟ้าจาก 2 โรงงานคือโรงไฟฟ้าราชบุรี และโรงไฟฟ้าจากเขื่อนเชี่ยวหลาน
นายนิตย์ กล่าวว่าในอดีตที่ จ.ระนอง ใช้กระแสไฟฟ้าจากโรงงานเดียวปรากฏว่าเกิดกระแสไฟฟ้าดับและตกตลอดทั้งวันๆ ละหลายๆ ครั้งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน และส่งผลกระทบเสียหายต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก อีกทั้ง จ.ระนองเคยเกิดกระแสไฟฟ้าดับถึง 3 วัน 3 คืนเหตุเกิดเสาสายส่งแรงสูงบนภูเขาโค่นล้มจากฝนตกหนัก จนสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมในพื้นที่หลายพันล้านบาท ต่อมาได้แก่ปัญหาด้วยการเชื่อมสายส่งเพิ่มเข้ามาอีกเฟสเพื่อลดอาการโหลดของกระแสไฟ ก็พบว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระดับหนึ่ง
แต่ปัญหากระแสไฟฟ้าตกและดับบ่อยครั้งก็ยังเกิดขึ้นในพื้นที่ จ.ระนอง ซึ่งทำให้ประชาชน และผู้ประกอบการเกิดความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่เรียกร้องเฉพาะแต่ที่ จ.ระนองแต่น่าจะถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องวางระบบสาธารณูปโภคใหม่ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหา ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในด้านการค้า การลงทุน รวมถึงความไม่มั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน
ส่วนกรณีการเกิดกระแสไฟฟ้าดับทั่วภาคใต้หากเป็นต่างประเทศรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบหรือ ผู้ว่าการ กฟผ.จะต้องลาออกแสดงความรับผิดชอบแล้วเพราะถือเป็นความบกพร่องด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ การที่คนหลายล้านคนเดือดร้อนจะต้องมีผู้รับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้น



