ข่าว

บทพิสูจน์'6โรงไฟฟ้าใต้'คืนอันมืดมิด

บทพิสูจน์'6โรงไฟฟ้าใต้'คืนอันมืดมิด

23 พ.ค. 2556

บทพิสูจน์'6โรงไฟฟ้าใต้' ในคืนค่ำอันมืดมิด!!? : สมชาย สามารถ /พันธรัตน์ รัตนพันธ์รายงาน


              เหตุการณ์ไฟฟ้าดับในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้นานกว่า 2 ชั่วโมงเมื่อย่ำค่ำวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ยังคงเป็นข้อวิพากษ์ที่สร้างความกังขาให้แก่สังคมไม่น้อย

              แม้รัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบจะชี้แจงถึงปมเหตุอันเกิดจากสายส่งขนาด 500 กิโลวัตต์ ที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขัดข้อง ท่ามกลางคำถามที่ว่า มีการปล่อยให้เกิดปัญหาบั่นทอนความเชื่อมั่นขนาดนี้ได้อย่างไร

              "คม ชัด ลึก" สำรวจสภาพโดยรวมของโรงไฟฟ้าในภาคใต้ พบว่า ระบบพลังงานไฟฟ้ายังมีปัญหาไม่น้อย รวมทั้งไม่เพียงพอต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เติบโตเป็นเงาตามตัว

              ปัจจุบันโรงไฟฟ้าในภาคใต้มีทั้งหมดจำนวน 6 แห่ง ได้แก่ โรงไฟฟ้าเขื่อนรัชชประภา (เชี่ยวหลาน) จ.สุราษฎร์ธานี กำลังการผลิตจำนวน  240 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าขนอม จ.นครศรีธรรมราช กำลังการผลิตจำนวน 410 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้ากระบี่ จ.กระบี่ กำลังการผลิตจำนวน 300 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา กำลังการผลิตจำนวน 700 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าเขื่อนบางลาง / ควนสันติ จ.ยะลา กำลังการผลิตจำนวน  73 เมกะวัตต์ และ โรงไฟฟ้ากัลฟ์ยะลากรีน จ.ยะลา กำลังการผลิตจำนวน 20 เมกะวัตต์

              จากข้อมูลการใช้กระแสไฟฟ้าในภาคใต้ พบว่า ยังไม่สมดุลกันนัก เพราะกำลังการผลิตไฟฟ้าในภาคใต้มีประมาณ 1,620 เมกะวัตต์ แต่ปริมาณการใช้สูงสุดประมาณ 2,400 เมกะวัตต์

              ที่สำคัญพื้นที่การใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ จ.สงขลา ในช่วงเวลา 19.00 น. เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

              ขณะเดียวกัน ในส่วนของระบบไฟฟ้าสำรองของภาคใต้ทั้งหมด เป็นดังนี้ 1.ซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซีย จำนวน 230 เมกะวัตต์ 2.โรงไฟฟ้าน้ำมันดีเซล (เขาหัวควาย) จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 240 เมกะวัตต์ และ 3.จากส่วนกลางจำนวน 500 เมกะวัตต์

              เมื่อตรวจสอบข้อมูลจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สาขาภาคใต้ พบว่า เมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา กฟผ.ได้หยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้ากระบี่ ขนาด 300 เมกะวัตต์ เพื่อปรับปรุง คาดว่าจะเปิดเดินเครื่องได้อีกครั้งประมาณปลายเดือนมิถุนายนนี้

              จุดนี้จึงทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าภาคใต้หายไปอีก 340 เมกะวัตต์

              โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดเหตุไฟฟ้าดับทั่วพื้นที่แดนสะตอ

              ทั้งนี้ ในช่วงที่เกิดไฟดับยังพบว่า ทาง กฟผ.ได้ซื้อไฟฟ้าจะมาเลเซียเข้ามาเสริมจำนวน 230 เมกะวัตต์ และเดินเครื่องโรงไฟฟ้าดีเซลที่เขาหัวควาย จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 2 เครื่อง เครื่องละ 120 เมกะวัตต์ ก่อนจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าระบบ เพื่อช่วยแก้ปัญหาฉุกเฉิน

              อีกมุมก็มีการตั้งข้อสังเกตจากอดีตผู้บริหาร กฟผ.รายหนึ่งว่า ปัจจุบันกำลังการผลิตไฟฟ้าในภาคใต้มีมากกว่าความต้องการ และมีการส่งกระแสไฟฟ้าจากภาคใต้ไปให้ภาคกลาง แสดงให้เห็นว่า เหตุการณ์ไฟฟ้าดับต้องมีอะไรผิดปกติ คำถามต่อมาก็คือ โรงไฟฟ้าจะนะ โรงไฟฟ้าขนอม และโรงไฟ้าอื่นๆ มีการเดินเครื่องเป็นปกติหรือไม่

              ทั้งนี้ ปกติของระบบถ้ากรณีสายส่งเชื่อมโยงหลุดไป โรงไฟฟ้ามีการหยุดซ่อมเครื่องแล้วมีกำลังการผลิตไม่พอ มันจะมีการตัดโหลดออกไปบางส่วน เพื่อให้ระบบใหญ่อยู่ได้ คำถามก็คือ เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกับระบบนี้ ดังนั้นการนำระบบกลับเข้ามาใช้เวลา 1-3 ชั่วโมง คือเร็วสุด 1 ชั่วโมง ช้าสุด 3 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าช้าเกินไปสำหรับมาตรฐานการไฟฟ้า

              "สมมุติว่า เมื่อคืนโรงไฟฟ้าจะนะหยุดเดินเครื่อง หรือโรงไฟฟ้าขนอมหยุดเดินเครื่อง ถ้าจะต้องกู้คืนได้ภายใน 10 นาทีเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขื่อนบางลางต้องเดินเครื่องแล้วรับโหลดแถวยะลา และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีปัญหาความมั่นคง ฉะนั้นโรงไฟฟ้าเขื่อนบางลางควรต้องจ่ายโหลดแถวๆ นั้นก่อน เช่นในเมือง หรือในพื้นที่สุ่มเสี่ยง"

              นอกจากนี้ยังมีคำถามที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ กฟผ. เช่น อินเทอร์เน็ตล่มด้วย มือถือบางระบบล่มไปถึง 10 นาที มีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ ฉะนั้นคนนอก กฟผ.จะไม่มีใครรู้เรื่องนี้ แต่บังเอิญเคยอยู่ กฟผ.และอยู่ในระบบการจ่ายไฟ จึงรู้ว่าคืออะไร ฉะนั้นไม่ใช่เหตุการณ์ปกติแน่นอน

              ขณะที่ "วรพจน์ อินทร์ทอง" ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการภาคใต้ กฟผ. บอกว่า ในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้จะสูงถึง 3,000 เมกะวัตต์ โดยประเมินจากอัตราการใช้ที่เติบโตปีละประมาณ 6-8% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น

              พร้อมยืนยันว่า ไฟดับไม่เกี่ยวกับวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้น เพราะแหล่งผลิตในภาคใต้ประมาณ 2,100 เมกะวัตต์ แต่โหลดที่เราใช้อยู่ประมาณ 2,400 เมกะวัตต์ โดยเฉพาะช่วงพีคโหลด ประมาณ 19.00 น. แต่ในตัวกำลังการผลิต 2,100 เมกะวัตต์ ถ้าโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งแห่งใดหยุดซ่อมก็ต้องซื้อไฟจากมาเลเซียและดึงภาคกลางมาเพิ่ม กำลังการผลิตในภาคใต้กับปริมาณการใช้ใกล้เคียงกัน แต่ถ้าโรงใดโรงหนึ่งหยุดซ่อมก็จะมีผลกระทบเกิดขึ้น แต่เหตุการณ์เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ไม่ใช่สาเหตุของการทำให้เกิดไฟดับ

              ทางออกเรื่องนี้ วรพจน์ ชี้ว่า ถ้าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับเหมือนวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จำเป็นต้องหาที่ตั้งโรงไฟฟ้าในภาคใต้เพิ่มอย่างน้อย 800 เมกะวัตต์ เพื่อจะมาช่วยแก้ปัญหา และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาคใต้ที่มีอัตราการเติบโตสูงมาก

              "ไม่อยากให้เราไปหวังพึ่งจากส่วนกลางจำนวน 500 เมกะวัตต์ ที่ส่งมาเสริมในภาคใต้ ผมไม่มั่นใจว่า ในอนาคตจะมีเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกหรือไม่ แต่ถ้ามีแหล่งผลิตในภาคใต้เองจะดีกว่า โดยเฉพาะกรณีที่เราต้องหยุดเดินเครื่อง เพื่อปรับปรุงโรงไฟฟ้าในบางช่วงจะได้ไม่มีปัญหา" ผู้บริหาร กฟผ.ระบุ


จับตาโรงไฟฟ้าใหม่4แห่งรัฐถอยเพื่อรุก !!

              แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ จากการตรวจสอบพบว่า รัฐมีเป้าหมายดำเนินการในภาคใต้หลายจังหวัด เพื่อรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ในอนาคต

              ทั้งหมดล้วนเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน โดยเป้าเล็งมายังพื้นที่ จ.กระบี่ และ จ.นครศรีธรรมราช จ.ตรัง เป็นต้น

              จ.กระบี่ มีการรุกคืบเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 4,400 เมกะวัตต์ หลังเคยเป็นพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ขนาดกำลังผลิตรวม 60 เมกะวัตต์ และถูกปลดออกจากระบบเมื่อเดือนกันยายน 2538 เนื่องจากมีการใช้งานมา 31 ปี ก่อนเปลี่ยนเป็นโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเตาขนาด 340 เมกะวัตต์

              เบื้องต้นหากโครงการนี้เป็นมรรคผล คาดว่าจะทำให้ประชาชนอย่างน้อย 26,000 คน จากประมาณ 7,500 ครัวเรือนใน 4 ตำบลได้รับผลกระทบหลากด้านอย่างเลี่ยงไม่ได้

              จ.นครศรีธรรมราช ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าที่ อ.ขนอม เพียงแห่งเดียว จึงมีเป้าหมายก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 แห่ง คือ ในพื้นที่ อ.หัวไทร และ อ.ท่าศาลา ซึ่งเป็นพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลทั้งหมด

              พื้นที่นี้เบื้องต้นต้องใช้พื้นที่ราบชายฝั่งทะเลในการก่อสร้างราว 700-1,400 ไร่ รวมทั้งต้องมีพื้นที่เป็นสะพานลำเลียงถ่านหินประมาณ 100 เมตร เปิดสู่ทะเล

              จ.ตรัง ถือเป็นพื้นที่เป้าหมายอีกแห่งนี้ ที่ กฟผ.มีแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน วางเป้ากำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ โดยจะใช้ถ่านหินซับบิทูมินัสนำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า

              ล่าสุดกำหนดพื้นที่เป้าหมายใน อ.กันตัง ซึ่งจะกินพื้นที่บ้านทุ่งไพร บ้านนาเกลือ และ บ้านบางสัก

              สภาพโดยรวมในขณะนี้ถือว่ากำลังอยู่ในขั้นเตรียมการ การรวบรวมข้อมูล ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติ

              ในทางกลับกัน องค์กรเอกชน รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ก็ล้วนไม่ขานรับโครงการเหล่านี้ในทุกจังหวัด เพราะบทเรียนโรงไฟฟ้าในบางพื้นที่ยังคงเป็นเงาทะมึนตามหลอนหลอก

              การประสานเสียงคัดค้านในพื้นที่ จึงอึงมี่จนรัฐบาลต้องเสียรูปมวยไปพอควร

              กระทั่ง "คืนแห่งความสะพึงกลัว" บังเกิดขึ้นอย่างไม่คาดนึก

              มิติเหล่านี้ อาจสบช่องให้รัฐมีความชอบธรรมในการเดินหน้าลุยได้เต็มสูบมากขึ้น !!

...............................

(หมายเหต : บทพิสูจน์6โรงไฟฟ้าใต้  ในคืนค่ำอันมืดมิด!!? : สมชาย สามารถ /พันธรัตน์ รัตนพันธ์รายงาน)