ข่าว

ชี้สะท้อน'ประชานิยม'หมดแรงส่ง

ชี้สะท้อน'ประชานิยม'หมดแรงส่ง

22 พ.ค. 2556

ชี้ตัวเลขไตรมาสแรกสะท้อนประชานิยมหมดแรงเร็ว จี้ทบทวนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ มองตัวเลขสภาพัฒน์-ธปท.แตกต่างกันได้ ห่วงกลายเป็นวิวาทะการเมือง แนะเร่งตรวจสอบไส้ใน


              22พ.ค.2556 นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ ให้ความเห็นถึงตัวเลขเศรษฐกิจของสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ว่าตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ออกมาถือว่าต่ำกว่าความคาดหมาย จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้อยู่ที่ระดับ 4% จากเดิมที่มองว่าจะโต 5% ซึ่งการอุปโภคบริโภคที่ชะลอตัวลงเร็วนี้ สภาพัฒน์อาจต้องทบทวนการดำเนินนโยบายอีกครั้ง ว่ายังควรใช้นโยบายประชานิยมต่อไปหรือไม่ เพราะเป็นมาตรการที่ให้ผลระยะสั้น ดังนั้น ควรจะเปลี่ยนไปใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวจะเหมาะสมกว่า

              ส่วนการใช้อัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการขยายตัวเศรษฐกิจนั้น เป็นการกระตุ้นระยะสั้น ขณะเดียวกันการลดดอกเบี้ยยังมีความหมายอื่นตามมาอีกด้วย เช่น การออมและการลงทุน เพราะเมื่อดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อนานเกินไปก็จะนำไปสู่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ กลายเป็นอีกปัญหาอนาคตจึงต้องใช้ความรอบคอบ

              นายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ สศช.ประกาศออกมานั้น เชื่อว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องไม่น่าจะถูกบิดเบือนแต่อย่างใด เพียงแต่ข้อมูลที่ สศช. นำมาใช้บางตัวยังเป็นข้อมูลเบื้องต้นมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงได้ โดยสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรต้องตรวจสอบ คือเหตุใดตัวเลขเศรษฐกิจหลายๆ ตัว โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจึงออกมาต่ำกว่าที่สำนักวิจัยฯ หลายแห่งคาดการณ์ไว้ ทั้งที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมามากมาย สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการที่ภาครัฐดำเนินการอยู่นั้น ไม่ได้กระตุ้นอย่างตรงจุด

              ด้านนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการ สถาบันอนาคตศึกษาไทย มองว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ออกมาแตกต่างกันระหว่าง ธปท. และสภาพัฒน์สามารถแตกต่างกันได้ ซึ่งเป็นความโชคร้ายของสภาพัฒน์ที่ตัวเลขดันมาออกต่างกันในช่วงนี้ และน่าห่วงว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจกำลังจะเป็นปัญหาทางการเมือง ในขณะที่รัฐบาลพยายามบีบให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ย ส่วน ธปท.ก็กำลังคิดถึงแต่ปัญหาความเป็นอิสระของตนเอง

              "ตัวเลขของสภาพัฒน์ กับแบงก์ชาติแตกต่างกันได้ แม้แต่ตัวเลขภายในของสภาพัฒน์เองก็ยังแตกต่าง ซึ่งตัวเลขที่ชะลอตัวลงน่าจะทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ลดดอกเบี้ยลงได้ แต่การลดดอกเบี้ยคงจะลดได้เพียงแค่ 0.25% ซึ่งจะไม่มีผลมากนักต่อเศรษฐกิจหรือผลที่จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง" นายเศรษฐพุฒิกล่าว

              ขณะที่นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและตลาดทุน ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ มองว่า การประมาณการตัวเลขแต่ละหน่วยงานแตกต่างกันได้เสมอ แต่เผอิญตัวเลขออกมาจังหวะไม่ดี แต่ประเด็นที่สำคัญกว่านั้นคือตัวเลขบอกออกมาว่าเศรษฐกิจไทยกำลังหดตัว และคำถามอยู่ที่ตัวเลขที่ออกมาไตรมาส 1 สะท้อนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในไตรมาส 2 ไตรมาส 3 และ 4 หรือไม่ หรือเป็นเพียง 1 ไตรมาสเท่านั้น

              "เท่าที่ผมไปดูตัวเลขสภาพัฒน์ปรากฏว่า เขาบอกตัวเลขติดลบ 2.2% แต่เขาประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ไว้ 4.2-5.2% เทียบกับที่ให้ก่อนหน้านี้ 4.5-5.5% ลดลงมาแค่ 0.3% ถ้าคิดเป็นเทรนด์ต่อเนื่องถึงปลายปีเศรษฐกิจไทยแย่แน่ ประมาณการเศรษฐกิจต้องต่ำกว่านี้มาก แต่เขากลับมองเศรษฐกิจทั้งปีโตได้ 4.8% หมายความว่าทุกไตรมาสที่เหลือทั้งหมดจะดีก็ไม่ต้องกังวล" นายกอบศักดิ์กล่าว