
'ถาวร'หวั่นโจรใต้สบช่องโจมตีจุดอ่อน
'ถาวร' อัดรัฐล้มเหลวด้านความมั่นคงทางพลังงาน หลังไฟฟ้าดับ 14 จว.ภาคใต้ ซัด 'พงษ์ศักดิ์' กล่าวหาคนใต้ต่อต้านสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน หวั่นโจรใต้สบช่องโจมตีจุดอ่อน
22 พ.ค.56 นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงเหตุไฟฟ้าดับใน 14 จังหวัดภาคใต้ว่า สะท้อนถึงการทำงานของรัฐบาลที่ไม่วางแผนเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ส่งผลให้เกิดความเสียหายมากมาย ทั้งโรงพยาบาล การท่องเที่ยว โรงงานอุตสาหกรรมและความมั่นคง ความปลอดภัย แม้จะไม่เกิดอะไรขึ้น แต่ก็กระทบถึงจิตใจของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดความหวาดกลัวว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัย
ทั้งนี้ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เคยพูดก่อนเกิดเหตุว่า มีการต่อต้านการสร้างโรงไฟห้าถ่านหิน หากเกิดปัญหาไฟฟ้าดับในพื้นที่ภาคใต้ต้องรับผิดชอบกันเอาเอง ถือเป็นคำพูดที่ปราศจากความรับผิดชอบต่อประชาชนทั้งประเทศ สะท้อนวุฒิภาวะของคนเป็นรัฐมนตรีว่าแย่มาก กล่าวหาคนใต้ต่อต้าน
“ผมอายุ 60 กว่าปี ไม่เคยเห็นรัฐมนตรีคนไหนพูดอย่างนี้ ไม่เคยเห็นไฟฟ้าดับ 14 จังหวัด เป็นความล้มเหลวของรมว.พลังงาน ขอให้นายกรัฐมนตรี รมว.พลังงาน ไปทบทวนเรื่องการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานใหม่ ทั้งนี้ผมขอฝากว่า การทำความเข้าใจกับประชาชนในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นจะต้องให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าจะควบคุมได้ไม่ให้มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเพื่อเป็นหลักประกันอย่างแท้จริง“ นายถาวร กล่าว
นายถาวร กล่าวว่า ถ้าวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าอีกก็ไม่ควรมาด่าประชาชนว่าไม่ให้ความร่วมมือ และในระหว่างที่ยังไม่มีการพัฒนาเพิ่ม ในเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ รัฐบาลต้องมีแผนความมั่นคงด้านพลังงานล่วงหน้า โดยจะต้องมีหลักประกันและหลักคิดที่ดี เช่น ทางเดินไฟฟ้ามีอยู่จุดเดียว เมื่อเกิดปัญหาไม่มีเส้นทางอื่นเลยจะแก้ไข ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำสองอย่างไร จะหาวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร ที่สำคัญคือการให้ข่าวของผู้ที่รับผิดชอบทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและฝ่ายการเมืองไม่เหมือนกัน ทำให้ประชาชนตั้งคำถามว่าเป็นการก่อวินาศกรรมหรือไม่
ดังนั้นเมื่อจุดอ่อนของการดูแลความมั่นคงด้านพลังงานปรากฏให้ผู้ก่อการร้ายทราบแล้ว จึงขอให้รัฐบาลหาทางป้องกันเพราะยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่ฝ่ายตรงข้ามรู้จุดอ่อน อย่าคิดว่าผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้จะไม่มีศักยภาพในการก่อเหตุจากจุดอ่อนด้านความมั่นคงทางพลังงานที่ปรากฏให้เห็นในครั้งนี้
'สาธิต' จี้ 'นายกฯ' แสดงความชัดเจนนโยบายปรองดอง-นิรโทษฯ
นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ เข้ายื่นหนังสือถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรับหนังสือ
นายสาธิต กล่าวว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้เพื่อให้นายกรัฐมนตรีแสดงออกถึงท่าทีและความชัดเจนในนโยบายของร่างพ.ร.บ.ปรองดองและพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่มีผลทำให้รัฐบาลโดยการนำของนายกรัฐมนตรี ล้างผิด คืนเงิน คืนสิทธิ ให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะเนื้อหาในร่างพ.ร.บ.ปรองดองของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในมาตรา 4 และมาตรา 5 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงินที่นายกรัฐมนตรีจะต้องเซ็นรับรองก่อนเข้าสู่สภา ซึ่งนายกฯจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ และแม้ว่าร.ต.อ.เฉลิมจะยกเลิกมาตรา 5 ออกไป แต่ก็ยังเหลือมาตรา 4 ที่ระบุชัดว่าให้คดีที่เกิดจากคตช.สิ้นสุด รวมถึงคดีอาญาที่มีคำพิพากษาที่ดำเนินการในชั้นศาลและกำลังดำเนินการสั่งฟ้องต้องสิ้นสุดลงด้วย
“หากนายกรัฐมนตรีต้องการให้ประเทศเกิดความสงบและเกิดความปรองดอง ไม่จำเป็นต้องผลักดันร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว เพราะเพียงแค่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กลุ่มคนเสื้อแดงแสดงออกอย่างสันติ ไม่ใช้สิทธิเกินกฎหมายรัฐธรรมนูญ ประเทศก็จะเกิดความสงบ อย่างไรก็ตามอยากเห็นนายกรัฐมนตรีมีความกระตือรือร้นและใส่ใจในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เพราะที่ผ่านมาทั้งปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางพาราและปาล์มก็ยังไม่มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาใดๆ” นายสาธิต กล่าว
'ส.ส.ปชป.' ยื่นผู้ตรวจตรวจฯสอบ 'สุรนันทน์' แทรกแซงสื่อฯ
นายชวนนท์ อินทรโกมาลสุตย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายราเมศ รัตนเชวง ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนางณัฏฐา มูลจินดา รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กรณีแทรกแซงสื่อต่างประเทศในการขอสัมภาษณ์ นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน
นายชวนนท์กล่าวว่า มีพยานหลักฐานเป็นเนื้อหาในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่นายสุรนันทน์ใช้คำพูดในลักษณะข่มขู่ ไม่ให้ นสพ.ยู เอส เอ ทูเดย์ มาสัมภาษณ์นายอภิสิทธิ์ ซึ่งหากมีการสัมภาษณ์ก็จะตัดการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 46 วรรค 3 และขัดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการการเมือง ไม่ให้สื่อมีเสรีภาพในการทำตามหลักวิชาชีพ จงใจใช้ตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ไปในทางมิชอบ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ขอให้ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งดำเนินการตรวจสอบเพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏโดยเร็ว
ด้านนางณัฎฐาระบุว่า สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจะเร่งดำเนินการสอบสวนว่า นายสุรนันทน์มีพฤติกรรมเข้าข่ายตามคำร้องหรือไม่ ก่อนสรุปรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อเสนอต่อผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับทราบต่อไป ทั้งนี้กระบวนการสืบสวนพฤติกรรมความผิดตามประมวลจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองนั้น จะเปิดให้ผู้ถูกร้องส่งคำชี้แจงเข้ามาเพื่อประกอบคำร้อง หากผิดจริงก็จะรายงานให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาได้รับทราบ และดำเนินการพิจารณาความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งต่อไป
'ปชป.' จวกนโยบายนั่งรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย
ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ..... (พ.ร.บ.กู้เงิน) วงเงิน 2 ล้านล้านบาท เสียงข้างน้อย ประกอบด้วย นายกรณ์ จาติกวนิช, นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ, นายอนุชา บุรพชัยศรี ส.ส.กทม. และ นายเจือ ราชสีห์ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงข้อสังเกตจากการพิจารณา ในประเด็นนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ได้เคยประกาศไว้ช่วงหาเสียง
โดยนายกรณ์ กล่าวว่าตัวเลขการขาดทุนของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตามที่ได้รับการเปิดเผยในที่ประชุม ในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย - มีนบุรี พบว่าหากดำเนินนโยบาย 20 บาทตลอดสาย จะมีตัวเลขขาดทุนอยู่ที่ปีละ 8.81% เมื่อเทียบกับมูลค่าโครงการฯ จำนวน 119,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นตัวเลขขาดทุนปีละ 1หมื่นล้านบาท ดังนั้นหากคิดตัวเลขการขาดทุนทุกโครงการที่ได้มีการเสนอของบประมาณตามร่างพ.ร.บ.กู้เงินฯ จะทำให้รฟม. ขาดทุนถึงปีละ 8-9 หมื่นล้านบาท นั่นหมายถึงรัฐบาลจะต้องใช้เงินภาษีของประชาชนชดเชยการขาดทุนดังกล่าว
ขณะที่นายอนุชา กล่าวว่า จากการประชุมตนสันนิษฐานได้ว่าโครงการของรฟม. ที่ได้เสนอขอมีการปั่นตัวเลข และมูลค่าโครงการที่สูงและแพงเกินจริง อาทิ ในโครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่ มีมูลค่าดำเนินการ 100 ล้านบาทต่อกิโลเมตร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับโครงการดังกล่าว ในสายฉะเชิงเทรา-แหลมฉบัง ที่มีมูลค่าดำเนินการ 70 ล้านบาทต่อกิโลเมตร นอกจากนั้นแล้วตัวเลขของค่าจ้างที่ปรึกษายังพบว่ามีมูลค่าสูง โดยการประชุมกรรมาธิการฯ ทางฝ่ายค้านจะได้มีการซักถามและติดตามอย่างต่อเนื่องต่อไป
“ข้อมูล เรื่องตัวเลขการดำเนินงานในโครงการต่างๆ พบว่านำมาจากการจัดทำของบริษัทที่ปรึกษาทั้งนั้น พวกผมมึนกับข้อมูลที่หน่วยงาน และรัฐบาลได้นำเสนอมาอย่างมาก จึงเชื่อว่าโครงการที่นำเสนอภายใต้ร่างพ.ร.บ.กู้เงินฯ จะมีการปั่นตัวเลขเพื่อให้ได้ยอด 2 ล้านล้านบาท โดยไม่มีที่มาที่ชัดเจน” นายอนุชา กล่าว
ทางด้านนายสามารถ กล่าวว่า นโยบายค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายของรัฐบาลที่ประกาศไว้ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 3 ก.ค. 54 ขณะนี้เวลาผ่านไป 2 ปี นโยบายดังกล่าวไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ อย่างไรก็ตามขณะนี้มีการแก้ตัวของรัฐบาล ว่า นโยบาย 20 บาทตลอดสายจะเป็นจริงได้ หากโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าทั้ง 10 สายแล้วเสร็จ จากข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าจะแล้วเสร็จในปี 2563 ซึ่งเกินกว่าวาระดำรงตำแหน่งของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ที่อยู่ได้นานที่สุดถึงปี 2558ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ..... (พ.ร.บ.กู้เงิน) วงเงิน 2 ล้านล้านบาท เสียงข้างน้อย ประกอบด้วย นายกรณ์ จาติกวนิช, นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ, นายอนุชา บุรพชัยศรี ส.ส.กทม. และ นายเจือ ราชสีห์ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงข้อสังเกตจากการพิจารณา ในประเด็นนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ได้เคยประกาศไว้ช่วงหาเสียง
โดยนายกรณ์ กล่าวว่าตัวเลขการขาดทุนของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตามที่ได้รับการเปิดเผยในที่ประชุม ในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย - มีนบุรี พบว่าหากดำเนินนโยบาย 20 บาทตลอดสาย จะมีตัวเลขขาดทุนอยู่ที่ปีละ 8.81% เมื่อเทียบกับมูลค่าโครงการฯ จำนวน 119,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นตัวเลขขาดทุนปีละ 1หมื่นล้านบาท ดังนั้นหากคิดตัวเลขการขาดทุนทุกโครงการที่ได้มีการเสนอของบประมาณตามร่างพ.ร.บ.กู้เงินฯ จะทำให้รฟม. ขาดทุนถึงปีละ 8-9 หมื่นล้านบาท นั่นหมายถึงรัฐบาลจะต้องใช้เงินภาษีของประชาชนชดเชยการขาดทุนดังกล่าว
ขณะที่นายอนุชา กล่าวว่า จากการประชุมตนสันนิษฐานได้ว่าโครงการของรฟม. ที่ได้เสนอขอมีการปั่นตัวเลข และมูลค่าโครงการที่สูงและแพงเกินจริง อาทิ ในโครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่ มีมูลค่าดำเนินการ 100 ล้านบาทต่อกิโลเมตร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับโครงการดังกล่าว ในสายฉะเชิงเทรา-แหลมฉบัง ที่มีมูลค่าดำเนินการ 70 ล้านบาทต่อกิโลเมตร นอกจากนั้นแล้วตัวเลขของค่าจ้างที่ปรึกษายังพบว่ามีมูลค่าสูง โดยการประชุมกรรมาธิการฯ ทางฝ่ายค้านจะได้มีการซักถามและติดตามอย่างต่อเนื่องต่อไป
“ข้อมูล เรื่องตัวเลขการดำเนินงานในโครงการต่างๆ พบว่านำมาจากการจัดทำของบริษัทที่ปรึกษาทั้งนั้น พวกผมมึนกับข้อมูลที่หน่วยงาน และรัฐบาลได้นำเสนอมาอย่างมาก จึงเชื่อว่าโครงการที่นำเสนอภายใต้ร่างพ.ร.บ.กู้เงินฯ จะมีการปั่นตัวเลขเพื่อให้ได้ยอด 2 ล้านล้านบาท โดยไม่มีที่มาที่ชัดเจน” นายอนุชา กล่าว
ทางด้านนายสามารถ กล่าวว่า นโยบายค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายของรัฐบาลที่ประกาศไว้ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 3 ก.ค. 54 ขณะนี้เวลาผ่านไป 2 ปี นโยบายดังกล่าวไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ อย่างไรก็ตามขณะนี้มีการแก้ตัวของรัฐบาล ว่า นโยบาย 20 บาทตลอดสายจะเป็นจริงได้ หากโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าทั้ง 10 สายแล้วเสร็จ จากข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าจะแล้วเสร็จในปี 2563 ซึ่งเกินกว่าวาระดำรงตำแหน่งของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ที่อยู่ได้นานที่สุดถึงปี 2558



