ข่าว

'เฉลิม'ใส่เกียร์ถอย...แต่ยัง'ลับ ลวง พราง'

'เฉลิม'ใส่เกียร์ถอย...แต่ยัง'ลับ ลวง พราง'

22 พ.ค. 2556

'เฉลิม'ใส่เกียร์ถอย...แต่ยังอยู่ในแผน'ลับ ลวง พราง' : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์, ประภาศรี โอสถานนท์ โอภาส บุญล้อม รายงาน


               ไม่ใช่เรื่องประหลาด สำหรับการออกอาการ "ถอย" ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ในการเสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ของตัวเอง โดยยอมหั่นเนื้อหาบางส่วนออก และไม่ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะเหมือนเดิมว่าจะต้องเสนอร่าง พ.ร.บ.นี้เข้าสู่สภาให้ได้

               "การจะยื่นร่าง พ.ร.บ.นี้ต่อสภาในวันที่ 23 พฤษภาคมหรือไม่ ผมได้มอบหมายให้ ส.ส.พีระพันธุ์ (พาลุสุข ส.ส.ยโสธร) และ ส.ส.สุรจิตร (ยนต์ตระกูล ส.ส.มหาสารคาม) เป็นคนดำเนินการ ถ้าคณะที่ได้รับมอบหมายยื่นก็ยื่น ไม่ยื่นก็ไม่เป็นไร" รองนายกฯ เฉลิม เริ่มเปลี่ยนท่าที หลังจากชัดเจนว่ามีกระแสคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาจากรอบทิศ ทั้งในฝ่ายต่อต้านอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และฝ่ายสนับสนุนทักษิณเอง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงที่ไม่ต้องการให้นิรโทษแบบเหมาเข่ง เพราะต้องการให้ดำเนินคดีกับคนที่สั่งการสลายการชุมนุม ทั้งในส่วนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และฝ่ายทหาร รวมทั้ง ส.ส.เพื่อไทยจำนวนมากก็ไม่เห็นด้วย เพราะรู้ดีว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นการ "เรียกแขก" ให้รัฐบาล

               นอกจากท่าทีที่ไม่ขึงขังเหมือนเดิมแล้ว ร.ต.อ.เฉลิม ยังสั่งให้ตัดมาตรา 5 ของร่าง พ.ร.บ.นี้ออกไป ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการช่วยเหลือเยียวยาให้ผู้เสียหาย เนื่องจากการกระทำในเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง หรือการกระทำที่เกี่ยวเนื่อง โดยมีจุดมุ่งหมายให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่เป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงินที่จะต้องให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องลงชื่อรับรองก่อนเสนอเข้าสู่วาระการประชุม เพื่อกันนายกฯ ออกไปจากการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้

               อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ ร.ต.อ.เฉลิม จะพยายามบอกว่าการตัดมาตรา 5 ออกไปจะทำให้ร่าง พ.ร.บ.นี้ไม่เป็นร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเงิน แต่หากพิจารณาดูเนื้อหาทั้งหมด ที่จะมีผลครอบคลุมไปถึงคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกฯ ทักษิณด้วย คือ หากร่างกฎหมายนี้ผ่านออกมา ก็ต้องคืนเงินจำนวน 46,373.68 ล้านบาท ให้ทักษิณ ก็ย่อมทำให้ร่างกฎหมายนี้ยังเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงินอยู่ดี

               ทั้งนี้ รธน.มาตรา 143 กำหนดเงื่อนไขของ พ.ร.บ.เกี่ยวด้วยการเงินไว้ โดยใน (2) กำหนดเรื่อง "การจ่ายเงินแผ่นดิน" ไว้ด้วย

               แม้ว่าใน รธน.จะกำหนดอำนาจของผู้ที่จะชี้ขาดว่า ร่าง พ.ร.บ.ใด เป็นร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเงินหรือไม่ ว่าเป็นอำนาจของที่ประชุมร่วมกันของประธานสภาและประธานคณะกรรมาธิการทุกคณะ ซึ่งแน่นอนว่าเสียงข้างมากย่อมเป็นของฝ่ายรัฐบาล แต่ฝ่ายค้านก็ได้เตรียมที่จะเสนอเรื่องนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน

               อย่างไรก็ตาม แม้ว่า ร.ต.อ.เฉลิม จะแสดงอาการถอย แต่ดูเหมือนว่านั่นเป็นเพียงกระบวนท่าหนึ่งในแผน "ลับ ลวง พราง" เท่านั้น

               ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยเมื่อวานนี้ (อังคาร) มีมติแบบ "แทงกั๊ก" เช่นเดียวกับท่าทีของอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่วิดีโอลิงก์มาที่เวทีชุมนุมคนเสื้อแดงในโอกาส 3 ปีการสลายการชุมนุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คือ ประกาศว่าสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ แกนนำคนเสื้อแดง ที่นิรโทษให้ผู้ร่วมชุมนุม แต่ไม่นิรโทษให้ระดับแกนนำขึ้นไป แต่ไม่พูดถึงร่าง พ.ร.บ.ปรองดองของเฉลิม แม้แต่คำเดียว ทั้งที่หากจะคุยกันแบบตรงไปตรงมา ไม่ต้องให้ไปตีความเอง ทักษิณน่าจะบอกเลยว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ของเฉลิม

               ส่วนมติที่ประชุมเพื่อไทยเมื่อวานนี้ไม่ได้ห้ามการเสนอร่าง พ.ร.บ.ของเฉลิม แต่พยายามทำให้เห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของเฉลิม และกลุ่มส.ส.ที่เสนอ พรรคไม่เกี่ยวข้องกับพรรค

               "พรรคเพื่อไทยมีมติสนับสนุนพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนายวรชัย และจะไม่นำพ.ร.บ.ปรองดองฯ ของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี มาพิจารณารวมกัน แต่การเสนอกฎหมายของร.ต.อ.เฉลิมนั้นสามารถกระทำได้ แต่ไม่เกี่ยวกับพรรค" นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงหลังการประชุม

               แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย วิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาว่า "ทุกคนรู้ดีว่าร่าง พ.ร.บ.ปรองดองของท่านเฉลิม จะเป็นตัว "เรียกแขก" ทำให้เกิดแรงต่อต้าน แต่การปล่อยให้ท่านเฉลิมเดินหน้าก็เพื่อเช็กกระแสสังคมว่าจะมีแรงต่อต้านแค่ไหน หากแรงต้านเยอะ เราก็ถอย ซึ่งมีขั้นตอนที่สามารถดองเรื่องได้อีกหลายขั้น ที่สำคัญทั้งรัฐบาล นายกฯ และพรรคเพื่อไทยไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ก็ไม่เสียหายอะไร หากเกิดแรงต้านก็เป็นเรื่องของท่านเฉลิม แต่ถ้าเกิดเดินไปแล้วแรงต้านไม่เยอะอย่างที่คิด จับพลัดจับผลูก็อาจจะดันร่าง พ.ร.บ.ของท่านเฉลิม ออกมาเลย"

               สำหรับท่าทีของฝ่ายต่างๆ ต่อเรื่องนี้นั้น ชัดเจนว่า ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ไปจนถึงเตรียมคัดค้านอย่างหนัก

               เริ่มตั้งแต่คนกันเองอย่างกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้งแดง นปช.และแดงอิสระ ต่างแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ของเฉลิม ซึ่งเหตุผลหลัก คือ ต้องการให้มีการดำเนินคดีกับอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และทหารที่ใช้กำลังสลายการชุมนุม

               ส่วนพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า พรรคไม่เห็นด้วยทั้งร่าง พ.ร.บ.ปรองดองของเฉลิม และร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับของนายวรชัย และจะคัดค้านอย่างเต็มที่ตามวิถีทางระบอบประชาธิปัตย์ ทั้งในเวทีสภาและนอกสภา

               "ในสภาพรรคจะอภิปรายร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวอย่างเต็มที่ ชี้ให้เห็นเห็นการเสนอที่เอื้อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ แม้เสียงข้างน้อยอย่างพรรคประชาธิปัตย์คงไม่สามารถชนะเสียงข้างมากของรัฐบาลได้ แต่พรรคก็จะทำอย่างเต็มที่ หากร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ผ่านความเห็นชอบในวาระแรก ทางส.ส.พรรคก็จะขอแปรญัตติ และดึงเวลาให้ได้มากที่สุด ส่วนนอกสภา พรรคจะให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับเนื้อหาในร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวผ่านทางเวที “ผ่าความจริง” และรายการ ”สายล่อฟ้า” ทางสถานีโทรทัศน์บูลสกายแชนแนล เพื่อให้ข้อมูลประชาชน พร้อมทั้งปลุกให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านคัดค้านกฎหมายฉบับนี้" เทพไท กล่าว

               ส่วนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและแนวร่วม ถึงแม้ว่าตอนนี้ดูเหมือนกำลังจะอ่อนแรงลง แต่ทุกคนมองว่า หากมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง เข้ามาจริงๆ ประเด็นนี้จะเป็นตัวเรียกให้กลุ่ม "คนต่อต้านทักษิณ" ออกมาแสดงพลังอย่างแน่นอน

               ดูแล้ว เป็นเรื่องยากที่ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ "เหมาเข่ง" จะคลอดออกมาได้!!


ปรองดองฉบับ"เฉลิม"ในมุมมองนักกฎหมาย

               เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.การปรองดองแห่งชาติฉบับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในมุมมองของ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยสาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ให้ความเห็นว่า การที่มาตรา 3 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้เขียนให้การกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมาจนถึงร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ที่เคยเป็นความผิดตามกฎหมาย ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ในขณะเดียวกันก็เขียนให้การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าทำการปราบปรามในเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองในช่วงดังกล่าว เช่น ไปยิงหรือทำให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมาย ไม่เป็นความผิดตามกฎหมายอีกต่อไป การเขียนกฎหมายอย่างนี้ก็เท่ากับหมูไปไก่มา ปลดล็อกความผิดของทั้งสองฝ่าย

               “อย่างเช่น เจ้าหน้าที่รัฐที่สลายการชุมนุมทางการเมืองในเหตุการณ์ปี 2553 แล้วทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ ก็พ้นผิดไปด้วย ซึ่งคำว่า “เจ้าหน้าที่รัฐ” ก็ครอบคลุมถึงทุกระดับ ทั้งระดับปฏิบัติการรวมถึงระดับสั่งการและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในขณะที่ผู้ชุมนุมทางการเมืองคนเสื้อแดง ที่ทำผิดกฎหมายก็พ้นผิดไปด้วยอีกทั้งการที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ บัญญัติว่า การกระทำใดที่เกี่ยวเนื่องกับการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ที่เป็นความผิดตามกฎหมาย ให้ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ทำให้ผู้ที่กระทำผิดตามมาตรา 112 จะได้รับการพ้นผิดไปด้วย”

               ดร.เจษฎ์ ยังบอกอีกว่า ส่วนมาตรา 4 ที่บัญญัติให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามคำสั่งของคณะปฏิรูปฯ หรือตามคำสั่งของคณะบุคคลที่คณะปฏิรูปฯ ตั้งขึ้น ซึ่งก็คือ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหาในข้อหาใด ให้ถือว่าการกระทำความผิดนั้น เป็นอันระงับไป โดยให้ถือว่าบุคคลนั้นไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด ก็จะมีผลต่อคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีอาญาให้พ้นผิด และยังมีผลต่อคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย โดยต้องคืนทรัพย์สินที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งยึดตกเป็นของแผ่นดินจำนวน 46,373.68 ล้านบาท เพราะเมื่อไม่มีความผิดตามกฎหมายเสียแล้ว ก็ไม่สามารถยึดทรัพย์ได้ แต่เมื่อยึดทรัพย์ไปแล้วก็ต้องคืนทรัพย์สินให้

               “มาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นการครอบมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญปี 50 ที่รับรองการกระทำของคณะปฏิรูปฯและคำสั่งของคณะบุคคลที่คณะปฏิรูปฯ ตั้งขึ้น ยิ่งมาตรา 4 ได้เขียนให้นำมาตรา 3 วรรคสองมาใช้โดยอนุโลมด้วยก็ยิ่งชัด เพราะมาตรา 3 วรรคสอง เขียนว่า ถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด กรณีนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้ให้ถือว่าไม่เคยมีคำพิพากษาดังกล่าวมาก่อน เป็นการล้างมลทินให้เลย”

               "...มันทำลายหลักนิติรัฐ มันทำให้กฎหมายในบ้านเมืองไม่ศักดิ์สิทธิ์ ล้างไพ่มาเริ่มกันใหม่ เป็นการปฏิวัติใหม่อีกครั้งหนึ่ง ปลดล็อกทุกฝ่าย ทุกคนได้หมด อ้างเพื่อความปรองดอง" ดร.เจษฎ์ กล่าวทิ้งท้าย

...................................

(หมายเหตุ : 'เฉลิม'ใส่เกียร์ถอย...แต่ยังอยู่ในแผน'ลับ ลวง พราง' :  สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์, ประภาศรี โอสถานนท์ โอภาส บุญล้อม รายงาน)