ข่าว

'เต้น'อัด'มาร์ค'หยุดเสพติดเผด็จการ

'เต้น'อัด'มาร์ค'หยุดเสพติดเผด็จการ

21 พ.ค. 2556

'ณัฐวุฒิ' อัด 'อภิสิทธิ์' หยุดเสพติดเผด็จการ ตะเพิดกลับไปยกเครื่อง 'ปชป.' จี้ยอมรับ 'เสื้อแดง' ไม่ได้เผาเซ็นทรัลเวิลด์ เผยสภาฯเปิดเดินหน้า 'นิรโทษฯ' ทันที

 

                          21 พ.ค. 56  นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าการสไกป์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่19พ.ค. เป็นการเลี้ยงกระแสและหลอกใช้คนเสื้อแดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณพูดความจริง เนื่องจากมีขบวนการนอกระบบที่ต้องการล้มรัฐบาลและทำลายประชาธิปไตย ไม่ใช่เป็นการเลี้ยงกระแสอย่างที่นายอภิสิทธิ์กล่าวหา ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณต้องการส่งสัญญาณไปยังกลุ่มอำนาจนอกระบบให้หยุดสร้างความขัดแย้ง ไม่เช่นนั้นการสไกป์ครั้งต่อไปพ.ต.ท.ทักษิณ จะเปิดเผยความจริงและฉีกหน้ากากกลุ่มคนเหล่านี้ออกมาอีกมากเพื่อให้สังคมได้รับรู้

                          นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ปัญหาของประเทศ 6-7 ปีที่ผ่านมาคือ ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ปัญหาใหญ่คือพรรคประชาธิปัตย์เสพติดอำนาจเผด็จการ เสพติดอำนาจทหาร และเสพติดการแพ้เลือกตั้ง แต่ก็มีคนคอยหนุนให้เป็นรัฐบาล ตนสังเกตว่านายอภิสิทธิ์พูดเรื่องยุบสภาทุกวัน ซึ่งตนทราบมาว่ามีผู้ใหญ่แต่งนิยายหลอกเด็กว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่ได้และจะยุบสภาให้มีการเลือกตั้ง ตนยืนยันว่าไม่มีเหตุผลที่จะยุบสภา  ทุกอย่างกำลังเดินหน้าโครงการ2ล้านล้านบาทกำลังลงสู่ประชาชน และรัฐบาลก็มีเสถียรภาพที่มาจากประชาธิปไตย

                          "นายอภิสิทธิ์ควรหยุดเคลิ้ม แล้วกลับมาอยู่กับความจริง แล้วคุยกับพวกพ้อง การที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ปฏิรูปพรรค เป็นการชี้หน้านายอภิสิทธิ์ว่าประชาธิปัตย์กำลังตกต่ำถลำลึกไปสู่เผด็จการ แต่นายอภิสิทธิ์ที่เป็นหัวหน้าพรรคกลับยังไม่สำนึก" นายณัฐวุฒิ กล่าวเเละว่า ขอเรียกร้องให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ออกมารับผิดชอบกรณีที่เคยพูดกลางสภาว่าคนเสื้อแดงเป็นคนเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แต่ศาลก็ยกคำฟ้องแล้ว นายสุเทพจะรับผิดชอบอย่างไรกับชื่อเสียงเกียรติยศที่สูญเสียไปของผู้ที่นายสุเทพกล่าวหา

 

จี้ 'มาร์ค' ยอมรับ 'เสื้อแดง' ไม่ได้เผาเซ็นทรัลเวิลด์

 

                         นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายแก้วสรร อติโพธิ , นายสมชาย แสวงการ , นายประสาร มฤคพิทักษ์ และแนวร่วมฯ วิพากษ์วิจารณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีสไกป์มายังเวทีชุมนุมของคนเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ว่า คนเหล่านี้มีอาการคล้ายคนถูกน้ำร้อนลวก จึงดิ้นทุรนทุรายเหมือนกล้ามเนื้อกระตุก ความคิด สติ เหตุผลตามมาไม่ทัน จึงออกมาโวยวาย วันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ตาสว่างกันทั้งแผ่นดิน การรัฐประหารเมื่อปี 49 ถือเป็นบิดาแห่งความขัดแย้ง เป็นต้นเหตุของปัญหาทางการเมือง พยายามใช้กลไกของรัฐทุกช่องทาง เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง การไล่ล่า ล้างบาง ตั้งคณะกรรมการสารพัดมาจัดการอีกฝ่ายหนึ่งให้ไร้ที่ยืน ราวกับเผาป่าล่าหนู ดังนั้น จึงไม่ต้องออกมาพูดถึงการตัดสินคดี เพราะขนาดรัฐธรรมนูญยังฉีกมาแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่รู้เท่าทันหมด จึงต้องช่วยกันรักษาระบบ ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ภารกิจการต่อสู้ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะยังไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย และลดความเหลื่อมล้ำ หรือความสองมาตรฐานที่ดำรงอยู่ได้

                          ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า จะให้รางวัลผู้ที่สามารถจับคนเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ได้นั้น สะท้อนว่า วาทกรรมเผาบ้านเผาเมืองของพรรคประชาธิปัตย์นั้นจอมปลอม หมดอายุ และได้พิสูจน์ชัดทั้งในศาลอาญาและศาลแพ่ง ว่าไม่มีคนเสื้อแดงไปเผา ชุดผจญเพลิงที่อยู่ในห้างยืนยันว่าคนเสื้อแดงไม่ได้เผา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็พยายามแถอีกว่า ไม่ได้มีการเผาเฉพาะที่เซ็นทรัลเวิลด์ที่เดียว ทั้งนี้ ขอถามว่า ที่แถแบบนั้นแสดงว่ายอมรับแล้วใช่หรือไม่ว่าคนเสื้อแดงไม่ได้เผาเซ็นทรัลเวิลด์ แต่จะบอกให้ว่า ที่อื่นๆ ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน อย่างกรณีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีนั้น พบลักษณะการเผาจากชั้นบนลงชั้นล่าง ทั้งๆ ที่คนเสื้อแดงอยู่ข้างล่าง รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ก็ยืนยันว่า ถูกกองกำลังติดอาวุธใช้ปืนจี้ก่อนเข้าไปเผา โดยเกิดเหตุก่อนที่คนเสื้อแดงจะไปถึง ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จึงต้องการให้เอามือเผาตัวจริงมาเปิดเผย เชื่อว่าท้ายที่สุดสังคมจะได้เห็นโฉมหน้ามือเผาที่แท้จริง

                          "ถ้านายอภิสิทธิ์ ไม่อยากได้ 10 ล้านบาท ก็ให้อยู่เฉยๆ ใจเย็นๆ เชื่อว่าถ้าทุกคนเร่งช่วยกัน จะกระชากหน้ากากคนใจอำมหิตตัวจริงออกมาได้แน่นอน"

 

ส.ส.แดง ย้ำเดินหน้า ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมทันทีเมื่อสภาฯเปิด

 

                          ส.ส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นแกนนำคนเสื้อแดง ได้แถลงยืนยันว่า ไม่มีความขัดแย้งระหว่างการเสนอร่างพระราชบัญญัติการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ... (พ.ร.บ.ปรองดอง) ที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ เป็นแกนนำในการนำเสนอต่อสภา รวมถึงไม่ยืนยันว่าจะปฏิเสธหากร่างพ.ร.บ.ปรองดองฉบับดังกล่าวเข้าสู่วาระพิจารณาของสภาฯ

                          โดย นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะเดินหน้าร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ.... ฉบับที่ นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ กับคณะ ผู้เป็นผู้เสนอ และทันทีที่เข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญทั่วไป ช่วงเดือนสิงหาคม จะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับแรก  โดยไม่เกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.ปรองดอง ฉบับร.ต.อ.เฉลิม  ดังนั้นของให้พี่น้องคนเสื้อแดงสบายใจ และพรรคประชาธิปัตย์อย่าได้นำประเด็นไปตีกินกล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทยเล่นละครปรองดอง

                          "ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ต้องเดินหน้าพิจารณาแน่นอน และแม้ว่าร่างพ.ร.บ.ปรองดองของร.ต.อ.เฉลิม จะเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯได้ คงไม่นำมารวมพิจารณาเรื่องเดียวกัน เพราะหลักการเป็นคนละเรื่อง อย่าไงรก็ตามในอนาคตส.ส.เสื้อแดงจะยกมือสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ฉบับรองนายกฯ เฉลิมหรือไม่ ให้เป็นเรื่องของอนาคต"

                          ด้านนายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่าจากกรณีการเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ และเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ไม่ถือว่าพรรคเพื่อไทยมีความขัดแย้งระหว่างกัน อย่างไรก็ตามวานนี้ (20 พ.ค.) ตนได้คุยกับร.ต.อ.เฉลิม ถึงการเสนอร่างพ.ร.บ.ปรองดอง ว่า มีเวลาอีก 3 เดือนก่อนที่สภาฯ จะเปิดประชุม ขอให้ร.ต.อ.เฉลิม ได้ชี้แจงและทำความเข้าใจกับคนทุกกลุ่มสีก่อน เพื่อลดความระแวง ทั้งนี้ขอย้ำว่า ร่างพ.ร.บ.ปรองดอง ของร.ต.อ.เฉลิมนั้น ยังไม่ผ่านการพิจารณาของกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย รวมถึงคณะกรรมการยุทธศาสตร์ มีเพียงการพูดผ่านสื่อฯ เท่านั้น

                          ด้านนายวรชัย กล่าวในประเด็นการเดินหน้ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งรายมาตราและการลงมติวาระสาม ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า จากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมาพบว่ามีประชาชนเข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก ทำให้สะท้อนเจตนารมย์ของประชาชนว่า ต้องการออกมาปกป้องรัฐบาล และสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ให้เป็นประชาธิปไตย และเป็นรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชน ดังนั้นตนขอเรียกร้องให้ สมาชิกรัฐสภาเดินหน้าลงมติวาระสามของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยลำดับแรกขอให้ลงมติในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา และต่อด้วยการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291  ส่วนศาลรัฐธรรมนูญที่รับคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญขัดรัฐธรรมนูญไว้พิจารณานั้นตนยืนยันว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจพิจารณาประเด็นดังกล่าว เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจไว้

                          "พวกเราต้องเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อลดอำนาจองค์กรอิสระ สร้างความเป็นประชาธิปไตย เพราะในองค์กรดังกล่าวพบว่าถูกอำนาจเผด็จการเข้ามาครอบงำ"

                          ทั้งนี้ นพ.เชิดชัย กล่าวเสริมขึ้นว่า หากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินโดยไม่มีอำนาจ ในยกแรกที่มีความเกรงใจ แต่เมื่อมีการตัดสินออกมาทั้งที่ไม่มีอำนาจ อาจเปลี่ยนความเกรงใจเป็นความหมั่นไส้ และเกลียดชัง รวมถึงเป็นแรงขับให้รัฐสภาเดินหน้าโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสามต่อไป

 

ใช้เสียงข้างมากหักมติที่ประชุมกมธ. คงวาระ ส.ว.ดำรงตำแหน่ง 6 ปี

 

                          ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่....) พ.ศ..... มาตราที่ว่าด้วยการแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มีนายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน  ได้มีการลงมติเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเกี่ยวกับวาระการดำรงตำแหน่งของส.ว. จากเดิมที่ที่ประชุมกมธ.ฯ มีข้อสรุปให้ ส.ว.มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปีนับแต่วันเลือกตั้ง โดยมติให้กลับไปใช้ 6 ปี ตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเดิมที่เสนอสู่การพิจารณา โดยกรรมาธิการฯ เสียงข้างมาก 23 เสียง ยกมือสนับสนุนให้มีการแก้ไข และอีก 9 เสียงซึ่งเป็นส.ส.ประชาธิปัตย์ และ ส.ว.สรรหาเห็นว่าให้คงไว้ตามมติของกรรมาธิการฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

                          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงมติเพื่อเปลี่ยนแปลงรายละเอียดดังกล่าว ได้สร้างความไม่พอใจให้กับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และพยายามทักท้วงและเสนอให้ที่ประชุมทบทวนรายละเอียดของทุกมาตราที่มีการพิจารณาไปแล้ว ทั้งนี้นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการฯ กล่าวขึ้นว่าการทบทวนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ที่ประชุมมีมติไปแล้ว นำหลักเกณฑ์อะไรมาบังคับใช้ โดยส่วนตัวมองว่าการขอให้ทบทวนดังกล่าวทำเพื่อประโยชน์ และเป็นการรับงานกันมาทำ ทั้งนี้เมื่อความต้องการแก้ไขเรื่องวาระดำรงตำแหน่งสำเร็จแล้ว ตนอยากเสนอให้มีการทบทวนมาตราว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งส.ว. ในมาตรา 102 (10) ที่ห้ามส.ว.หรืออดีตส.ว.ลงสมัครรับเลือกตั้งหากยังไม่พ้นจากตำแหน่งเกิน 2 ปี

                          เช่นเดียวกันนายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี ในฐานะกรรมาธิการฯ ที่มีเห็นตรงกันกับนายชำนิ และขอให้กำหนดเรื่องวาระดำรงตำแหน่งติดต่อกัน เพื่อให้ ส.ว.ปลอดการเมืองแทรกแซง นอกจากนั้นแล้วต้องคงข้อห้ามที่ไม่ให้เครือญาติของ ส.ส. และ คณะรัฐมนตรี ลงสมัครเป็นส.ว.ด้วย ซึ่งเตรียมจะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณา ในการประชุมครั้งถัดไป

                          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการลงมติดังกล่าวแล้ว บรรยากาศการประชุมเริ่มวุ่นวายและดุเดือด เมื่อนายธนา ชีรวินิจ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการฯ สอบถามเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการจดชื่อกรรมาธิการฯ ที่ยกมือสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงมติ ทำให้นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการฯ พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “ทำไมต้องจด มันเป็นการละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคล ทำไมพวกผมมันชั่ว มันเลวนักหรือไง” ทำให้นายสามารถปิดไมโครโฟนของนายพิเชษฐ์และกล่าวให้หยุดอภิปราย และให้สิทธินายธนาชี้แจงต่อ ทำให้นายพิเชษฐ์ไม่พอใจ ลุกออกจากห้องประชุมไป

                          นายธนาชี้แจงต่อว่า “การแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบนี้ มีปัญหา เพราะถูกมองว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน ดังนั้นการยกมือเพื่อเปลี่ยนแปลงวาระดำรงตำแหน่งอาจจะเกี่ยวกับการทำผิดกฎหมาย ผมอยากได้ชื่อเพื่อนำไปให้ประชาชนได้ตรวจสอบความถูกต้อง” ทำให้นายสามารถเห็นท่าไม่ดี เพราะมีกรรมาธิการหลายคนยกมือขอใช้สิทธิ์อภิปราย จึงได้ขอปิดการประชุมในเวลา 12.00 น.และนัดประชุมต่อในวันที่ 22 พ.ค. เวลา 10.00 น. และจะเป็นการเริ่มเข้าสู่การพิจารณามาตราถัดไป