ข่าว

‘โน ฟี’ แต่ไม่ฟรีดอกเบี้ยรู้ก่อนตัดสินใจลดค่างวด

‘โน ฟี’ แต่ไม่ฟรีดอกเบี้ยรู้ก่อนตัดสินใจลดค่างวด

07 มิ.ย. 2552

เผลอแป๊บเดียว...ปี 2552 ก็ย่างเข้าสู่ช่วง “มิด เยียร์” เป็นเดือนที่ 6 ของปีแล้ว ทั้งๆ ที่เหมือนเพิ่งจะผ่านพ้นการเฉลิมฉลองปีใหม่มาเมื่อไม่นานนี้เอง

 ว่ากันว่า อาจเป็นเพราะเป็นปีที่หนัก ที่เหนื่อย ทำให้หลายคนต้องก้มหน้าก้มตาทำงาน พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที วันเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายจะเหนื่อยจะหนักแค่ไหน ก็ต้องกัดฟันสู้กันต่อไป

 สัปดาห์ที่แล้ว สกู๊ปเงินทองนำเสนอเรื่อง “ถึงเวลารีไฟแนนซ์ให้คุ้ม” ปรากฏว่ามีผู้อ่านสนใจสอบถามข้อมูลเข้ามาเพิ่มเติมเป็นจำนวนมาก ต้องบอกอีกครั้งว่า ทั้งหลายทั้งปวงที่นำมาเสนอเป็น “ข้อสังเกต” สำหรับคนที่ต้องการจะรีไฟแนนซ์ใช้เป็นหลักคิด และเตรียมความพร้อมสำหรับการกู้เงินรอบใหม่ว่าต้องแบบไหน อย่างไร ถึงจะก่อประโยชน์สูงสุดกับลูกหนี้อย่างเราๆ ท่านๆ มากที่สุด

กสิกรลดค่างวด 40%

 หลังจากนั้นเพียงแค่สัปดาห์เดียว ปรากฏว่าแบงก์ใหญ่อย่างธนาคารกสิกรไทย ประกาศ 2 มาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกค้า เป็นข่าวฮือฮาในหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ โดยมาตรการแรก ธนาคารได้ประกาศลดวงเงินผ่อนชำระค่างวดสำหรับสินเชื่อบ้านลง 40%

 ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย บอกว่า พิจารณาแล้วเห็นว่า ลูกค้าที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมาก สามารถเลือกลดวงเงินผ่อนชำระค่างวดลงได้ถึง 40% ของวงเงินผ่อนชำระปกติ เป็นเวลา 1 ปี คือ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2552-มิถุนายน 2553

 หมายความว่า ลูกค้าที่เคยผ่อนชำระเดือนละ 1 หมื่นบาท ก็สามารถเลือกลดการผ่อนชำระเหลือเพียง 6,000 บาทต่อเดือน ประหยัดไปได้เดือนละ 4,000 บาท ที่จะเอาไปทำอะไรก็สุดแท้แต่

 ส่วนมาตรการที่สอง ธนาคารประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียม (โน ฟี : No Fee) การชำระค่าสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงค่าน้ำประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์พื้นฐาน ให้แก่ลูกค้าและประชาชน ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2552-30 มิถุนายน 2553 โดยลูกค้าสามารถเลือกชำระผ่านช่องทางของธนาคารที่สะดวกที่สุด ทั้งทางอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ เครื่องเอทีเอ็ม หรือสาขาของธนาคาร
ทั้งสองมาตรการนั้น แบงก์กสิกรไทยบอกว่า เพราะต้องการช่วยเหลือลูกค้าในยามยาก

ไทยพาณิชย์หั่น 20-40%

 ไม่ใช่เพียงแบงก์กสิกรไทยเท่านั้นที่ดำเนินการ เพราะแบงก์ไทยพาณิชย์ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ส่งจดหมายถึงลูกค้าสินเชื่อบ้าน เพื่อสำรวจว่าใครต้องการลดค่างวดผ่อนบ้านลงบ้าง โดย "รุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์" ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ บอกว่า หากลูกค้าตอบรับกลับมา ธนาคารจะปรับลดค่างวดลงให้เฉลี่ย 20% ของค่างวดเดิม หรือเดิมชำระอยู่ 1 หมื่นบาทต่อเดือน หากตอบกลับมาจะเหลือ 8,000 บาทต่อเดือน สูงสุดประมาณ 30-40%

 โดยลูกค้าแต่ละรายจะได้รับอัตราการปรับลดไม่เท่ากัน เนื่องจากธนาคารจะพิจารณาเป็นรายๆ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการผ่อนชำระและความตั้งใจผ่อนชำระของลูกค้าในอดีต

รู้ก่อน (ตัดสินใจ) ลด

 ตามวิสัยของคนช่างซัก อดไม่ได้ที่จะนำมาตรการช่วยเหลือลูกค้าของแบงก์ไปถามบรรดากูรูผู้รู้ว่า เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์แค่ไหนเพียงใด แน่นอนว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยกับความพยายามของแบงก์ที่จะช่วยลดภาระของลูกค้า อย่างไรก็ตาม โลกนี้มีคำว่า “แต่...” เสมอ

 ข้อสังเกตของมาตรการนี้ตรงกับการอธิบายเพิ่มเติมของผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์นั่นคือ  ลูกหนี้แบงก์ที่ต้องการลดอัตราการผ่อนชำระต่องวดลง ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงสัญญาเงินกู้ แต่จะมีสัญญาแนบท้าย ซึ่งการลดค่างวดในแต่ละเดือนลงจะทำให้ระยะเวลาการกู้ของลูกค้ายืดยาวมากขึ้นกว่าเดิม หมายความว่า ธนาคารไม่ได้กำหนดระยะเวลาการปรับลดอัตราการผ่อนชำระ แต่เป็นการยืดเวลาการชำระหนี้ของลูกค้าออกไปจากอายุสัญญากู้เดิม

 พูดง่ายๆ คือ ผ่อนต่อเดือนลดลง โดยที่วงเงินกู้ยังอยู่เท่าเดิม ดังนั้นสิ่งที่ยืดออกไปคือ ระยะเวลาการผ่อนชำระ จากเดิม 10 ปี อาจจะเป็น 11 ปี หรือมากกว่านั้น ซึ่งเท่ากับลูกหนี้ต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ถูกยืดออกไป

 ดังนั้นจึงเป็นไปได้ตามที่ผู้บริหารแบงก์ไทยพาณิชย์บอกไว้ว่า มาตรการนี้ลูกค้าบางกลุ่มอาจจะไม่ตอบรับ เพราะอยากผ่อนให้จบเร็วๆ และไม่ต้องการรับภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น แต่ลูกค้าบางรายมองว่าในภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ต้องการสำรองสภาพคล่องไว้ก่อน

 เพราะอย่าลืมว่า มาตรการนี้ “โน ฟี” แปลว่า ไม่มีค่าธรรมเนียม แต่ดอกเบี้ยยังเดินหน้าเหมือนเดิม เอาเป็นว่ามาตรการนี้เหมาะสำหรับคนที่เดือดร้อนจริงๆ แต่ละเดือนชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะรายได้หด และมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ รออยู่อีกเพียบ
ดีกว่าไม่มีอะไรต่อลมหายใจให้เลย

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]