
ประชาธิปตาย
ประชาธิปตาย : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
ณ เวลานี้ มีคำถามเกิดขึ้นในใจของประชาชนในหลายประเทศว่า พวกเขาต้องการการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจริงๆ หรือว่าพวกเขาได้ถูกทำให้คิดว่าพวกเขาต้องการประชาธิปไตย ซึ่งความต้องการที่เกิดขึ้นอย่างจริงจังด้วยตัวเอง กับการที่เพียงแต่คิดว่าต้องการ เพราะคนอื่นบรรจุข้อมูลบางอย่างในความคิดนั้น เป็นเรื่องที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ความต้องการประชาธิปไตยจริงๆ เป็นสิ่งที่เกิดจากความรู้สึกสำนึกคิดภายในจิตใจของแต่ละคน ซึ่งการที่จะเกิดความรู้สึกสำนึกคิดนั้น จะต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มาพอสมควร ทั้งจากการศึกษาเล่าเรียน ประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม การลองผิดลองถูก รวมทั้งการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ แต่การถูกทำให้คิดว่าต้องการประชาธิปไตย เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจากการกระทำของคนอื่นที่อยู่ภายนอก ด้วยวิธีการของการโฆษณาชวนเชื่อ การสร้างภาพ การตลาด และการใช้สิ่งล่อใจต่างๆ เช่น ทรัพย์สินเงินทอง ตำแหน่งหน้าที่ ยศถาบรรดาศักดิ์ เป็นต้น
ถ้าถามว่าทำไม ใครต่อใครจึงใช้คำว่าประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียกร้องการสนับสนุนจากประชาชน? คำตอบง่ายๆ ก็คือคำว่าประชาธิปไตยมีความหมายในเชิงอุดมคตินิยมเป็นอย่างสูง แสดงถึงความเท่าเทียมกันของคนในสังคม กำจัดความเลื่อมล้ำต่ำสูง ให้สิทธิเสรีภาพแก่ทุกคน รวมถึงการมีสิทธิมีเสียงในการปกครองบ้านเมืองผ่านทางระบบตัวแทนในรัฐสภา ซึ่งแตกต่างจากระบอบเผด็จการ และระบอบคอมมิวนิสต์ ที่(อ้างว่า)ประชาชนถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยเข้มงวด
แต่ถ้าเค้นหาความจริงจากนักการเมืองที่ชอบอ้างคำว่าประชาธิปไตย จะพบส่วนใหญ่ล้วนแต่ต้องการมีอำนาจเบ็ดเสร็จเช่นเดียวกับเผด็จการ เพื่อสามารถควบคุมกลไกการบริหารประเทศ ดังนั้น จึงมีความพยายามที่จะเป็นพรรคการเมืองใหญ่เพียงพรรคเดียวเช่นเดียวกับคอมมิวนิสต์ จนเกิดคำว่า “เผด็จการทางรัฐสภา” ดังนั้น ถึงแม้รูปแบบภายนอกจะเป็นประชาธิปไตยแต่แนวคิดภายในเป็นเผด็จการ-คอมมิวนิสต์ พฤติกรรมต่างๆ ของนักการเมืองประเภทนี้ จึงมักจะไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่พยายามทำให้ประชาชาชนคิดว่ากำลังเรียกร้องต้องการประชาธิปไตย ซึ่งถึงที่สุดแล้วประชาชนจะถูกหลอกลวงให้นำอำนาจเผด็จการทุนนิยมมาใส่ในมือของนักการเมือง เพื่อที่นักการเมืองจะใช้มือข้างหนึ่งของตนกดหัวประชาชนไว้ไม่ให้โงขึ้นมาได้ และใช้มืออีกข้างกอบโกยความมั่งคั่งให้แก่ตนเองและบริวาร
เราจะเห็นว่าบรรดาประเทศประชาธิปไตยหน้าใหม่ทั้งหลายนั้น มักจะมอมเมาประชาชนด้วยคำว่าประชาธิปไตย แต่จะไม่มีการปลูกฝังให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง และความรู้สึกสำนึกคิดในเรื่องประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและฉวยโอกาสใช้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยอย่างครึ่งๆ กลางๆ ของประชาชน เป็นประโยชน์ต่อตน ซึ่งหลายประเทศที่มีลักษณะเช่นนี้ ประชาธิปไตยมักจะเริ่มขึ้นบนท้องถนน ด้วยการชุมนุม การเดินขบวน การจลาจลวุ่นวาย และมิช้ามินานประชาธิปไตยประเภทนี้ก็จบลงบนท้องถนนเช่นกัน
ด้วยความหมายในเชิงอุดมคตินิยม คำว่าประชาธิปไตย จึงมีความหมายที่สูงส่งและเป็นที่ปรารถนาของมนุษย์ในสังคมปัจจุบัน แต่อุดมคติก็เป็นเช่นเดียวกับความฝัน คือบริสุทธิ์ สดใส งดงาม ก็แต่ในเวลาที่ยังไม่ตื่นจากความฝันขึ้นมาสู่โลกของความจริง ที่สกปรก ขุ่นมัวและน่ารังเกียจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกของการเมืองและนักการเมืองในบางประเทศ
ท้ายคอลัมน์ฉบับนี้ ขอแนะนำ “ของฝากจากแดนไกล” รวมบทกวีนิพนธ์คัดสรรเล่มล่าสุดของ โชคชัย บัณฑิต’
กวีซีไรต์ปี 2544 (แพรวสำนักพิมพ์/115 บาท) และละครซ้อนลิเก “อลหม่าน บ้านพ่อแผน” ผลงานของสุประวัติ ปัทมสูต
ศิลปินแห่งชาติ (สาขาศิลปการแสดง) นำแสดงโดยปกรณ์ พรพิสุทธิ์, พริมรตา เดชอุดม, วันทนีย์ ม่วงบุญ, ปวันรัตน์ นาคสุริยะ และสุประวัติ ปัทมสูต ณ โรงละครแห่งชาติ ในวันที่ 25 และ 26 พฤษภาคม 2556 เพียงวันละ 2 รอบ สอบถามรายละเอียดและจองบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้โครงการก่อบุญเพื่อสร้างอุโบสถวัดเขาขี้เหล็ก จ.สระบุรี และกองทุนช่วยเหลืองานของศิลปินแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม



