
'ปชป.'แนะถาม'เต้น'ก่อนดัน'ตู่'เป็นรมต.
'ปชป.' แนะดัน 'จตุพร' นั่งเก้าอี้รมต. ควรถาม 'เต้น' ก่อน หวั่นเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ยุ 'ปู' ปลด 'ปลอด' คุมแก้ปัญหาน้ำ
19 พ.ค. 56 นายชวนนท์ อินทร์โกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี ที่อาจจะให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. เข้ามาเป็นรมช.มหาดไทย ว่า ตนไม่รู้สึกแปลกใจ ซึ่งการปรับคณะรัฐมนตรีก็เป็นสิ่งที่ทำได้ เพราะเป็นโควต้าแกนนำนปช. ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องตอบแทนให้อยู่แล้ว แต่เรื่องนี้นายจตุพร คงต้องไปพูดคุยกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ ด้วย เพราะโควต้าของแกนนำนปช. มีเพียงโควต้าเดียวเท่านั้น ไม่เช่นนั้นจะเป็นเรื่องของเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดก็ได้
ยุ 'ยิ่งลักษณ์' ปลด 'ปลอดประสพ' คุมแก้ปัญหาน้ำ
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงถึงการประชุมน้ำโลกที่ จ.เชียงใหม่ ด้วยว่า การประชุมดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้การแก้ปัญหาเรื่องน้ำของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงกันข้ามมีข้อครหาว่าอาจมีการทุจริตจากการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม โดยเฉพาะคนที่รับผิดชอบคือ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกฯ จะทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจ 3 ครั้ง คือ เมื่อครั้งเหตุการณ์น้ำท่วม กทม.ปี 54 นายปลอดประสพ ระบุว่าน้ำจะไม่ท่วมดอนเมืองประชาชนก็นำรถไปจอดไว้ แต่เมื่อท่วมแล้วก็ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบอะไร ต่อมาเมื่อมีการพูดถึงภัยแล้ง นายปลอดประสพ ยังเคยกล่าวว่าคนอีสานไม่ถึงกับตาย แสดงถึงวิสัยทัศน์ที่บิดเบี้ยวไปจากข้อเท็จจริง และล่าสุดที่กล่าวถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่ประท้วงต่อต้านการบริหารจัดการน้ำว่าเป็นม็อบขยะนั้น และขู่ว่าจะจับกุมนั้น พฤติกรรมก็เหมือนการคุกคามสิทธิของประชาชน โดยนายกรัฐมนตรี ควรต้องตรวจสอบจะปล่อยให้นายปลอดประสพ รับผิดชอบงานด้านน้ำต่อไปไม่ได้ แต่ควรหาบุคคลอื่นที่มีความเหมาะสมมากกว่ามาดูแล ซึ่งการใช้งบ 3.5 แสนล้านบาท ต้องให้ได้คนที่มีวิสัยทัศน์เข้าใจการบริหารจัดการ เพราะจะต้องมีการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม และต้องทำงานร่วมกับภาคประชาชน หากคนรับผิดชอบมีวิสัยทัศน์ที่ไม่ถูกต้องโอกาสที่โครงการจะสำเร็จก็จะยากขึ้น ดังนั้นหลังการประชุมน้ำโลกยุติลง นายกรัฐมนตรีก็ควรจะได้ปรับปรุงตัวบุคคลที่รับผิดชอบใหม่ แต่หากไม่ดำเนินการแล้วเกิดปัญหาตามมานายกรัฐมนตรีก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วย
ขู่แจ้งความเอาผิด 'เสื้อแดง' ขวางปราศรัยที่สิงห์บุรี
นายชวนนท์ กล่าวถึงเหตุการณ์ที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงไปชุมนุมปิดทางเข้าออกเวทีปราศรัยผ่าความจริงของพรรคประชาธิปัตย์ จ.สิงห์บุรี เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า เป็นไปตามคาดที่คนเสื้อแดงมีพฤติกรรมเหมือนเดิมขน คนมาปิดเวทีปราศรัยและเส้นทางเข้าออก ทำให้ทั้งผู้ปราศรัยและผู้ที่มาฟังการปราศรัยไม่ได้รับความสะดวกเพราะต้องเลี่ยงเส้นทางที่ถูกปิด ซึ่งเห็นว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นอันธพาล ที่คุกคามสิทธิผู้อื่น และตรงกันข้ามกับที่ตัวเองบอกว่าเป็นตัวแทนประชาธิปไตย ซึ่งคนเหล่านี้ไม่กล้ายอมรับความจริงจึงต้องขัดขวางทุกวิถีทาง เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ ขณะที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ก็เคยออกมากล่าวหาผู้ชุมนุมที่ออกมาปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติว่าเป็นม๊อบขยะ แต่กลับปกป้องม๊อบที่คุกคามศาลรัฐธรรมนูญและทำความเดือดร้อนให้ประชาชนทั้งนี้พรรคเตรียมจะแจ้งความเอาผิดกับผู้ที่ขัดขวางและละเมิดสิทธิผู้อื่นดังกล่าวด้วยเหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ใน จ.พะเยา ซึ่งพฤติกรรมของคนเสื้อแดงและรัฐบาลปากพูดว่าเป็นประชาธิปไตย แต่พฤติกรรมไม่ต่างกับอันธพาล กุ๊ยข้างถนน อย่างไรก็ดีพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าจะเดินหน้าจัดเวทีผ่าความจริงต่อไปให้ครบ 77 จังหวัด
นายชวนนท์ ยังกล่าวถึงการชุมนุมรำลึกเหตุการณ์ราชประสงค์ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 19 พ.ค.นี้ด้วยว่า อยากให้คนเสื้อแดงโดยเฉพาะแกนนำ ได้ระลึกด้วยว่าสร้างความเสียหายอะไรไว้ในพื้นที่ ที่กลับไปยืนในวันนี้บ้าง ซึ่งคนไทยทั้งประเทศ และคนกทม. ที่เคยได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นการจราจร การทำมาหากิน การเผาห้าง การฆ่าผู้บริสุทธิ์ สิ่งเหล่านี้ยังไม่มีใครลืม ขณะที่การสไกป์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะส่งมายังการชุมนุมในคืนนี้ ตนไม่รู้สึกตื่นเต้นเชื่อว่าคงไม่มีอะไรแตกต่างจากการปาฐกถาของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ประเทศมองโกเลีย ซึ่งคงมีการพูดเรื่องเดิม ๆที่เคยกล่าวไว้ เรื่องของประชาธิปไตย การสละเรือที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยบอกว่าถึงฝั่งแล้วจะสละเรือ
"แต่ตนอยากเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้แจงต่อคนเสื้อแดง 4 เรื่อง คือ 1. อยากให้บอกว่า ใครคือนักธุรกิจเพียงคนเดียว ที่ได้รับผลประโยชน์จากการลดค่าเงินบาทปี 2540 จากการซื้อพันธบัตรล่วงหน้า ทั้งที่นักธุรกิจทั่วประเทศล้มละลาย 2. นักธุรกิจที่ได้รับสัมปทานดาวเทียมปี 2534 จากคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(รสช.) คือบริษัทอะไร ซึ่งทราบว่าชื่อบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์แอนคอมมิวนิเคชั่น จึงอยากรู้ว่าทำไมวันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่รังเกียจรัฐประหาร แต่กลับกุมเป้าคลานเข้าไปขอสัมปทาน 3. เรื่องการแก้ไขกฎหมายจนได้รับการลดการจ่ายค่าสัมปทานโทรคมนาคมที่เป็นรายได้เข้ารัฐ และมีการแก้วันหยุดช่วงวันที่ 31 ธ.ค.45 ให้เป็นวันเปิดทำการ เพื่อให้ได้ประโยชน์การทำสัญญาโอนซื้อขายที่ดิน ที่อยากรู้ว่าใครที่ใจดำทำให้ประเทศได้รับความเสียหาย และ 4. อยากให้พ.ต.ท.ทักษิณ บอกเสื้อแดงว่าใครที่ใจอำมหิต จ้างคนเสื้อดำเข้ามาเข่นฆ่าทหาร ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ในเหตุการณ์การชุมนุมเมื่อปี 53 และคิดออกกฎหมายล้างผิดให้คนฆ่าประชาชน รวมทั้งให้ให้ตัวเองได้กลับประเทศและทรัพย์สินคืน ซึ่งอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกคนเสื้อแดงว่าใครที่มีพฤติกรรมเหล่านี้ และขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกประชาชนด้วยว่า มีจุดยืนในการสนับสนุนกฎหมายล้างผิดให้คนฆ่าประชาชนใช่หรือไม่ เพื่อให้คนเสื้อแดงรู้ว่าการชุมนุมครั้งนี้อาจจะเป็นการชุมนุมครั้งสุดท้ายของคนที่ตายฟรี"
ฟันธง 'รบ.' ชงร่าง 'พรบ.นิรโทษ-ปรองดอง' นำปท.เข้าสู่ความรุนแรง
นายองอาจ กล่าวถึงการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมและกฎหมายปรองดองของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีว่า จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในสภา คือเสียงของพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยเชื่อว่า ไม่ว่าจะเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม หรือปรองดอง เข้ามาก็จะนำไปสู่ความแตกแยกรุนแรงที่จะมีการเคลื่อนไหวคัดค้านทั้งในและนอกสภาที่มีโอกาสนำไปสู่ความรุนแรงอีก คนควบคุมเสียงข้างมาก คือรัฐบาลที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นหัวหน้ารัฐบาล ควรแสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าเห็นด้วยและจะผลักดันให้เดินหน้าหรือไม่ เพราะมีบทเรียนจากปีที่แล้วมาแล้ว
"ดังนั้นนายกฯ ซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาล ต้องรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ รวมถึงรัฐบาล หากคิดได้ ก็ควรมีท่าทีชัดเจนว่าจะปล่อยให้มีความรุนแรงเกิดในบ้านเมืองหรือไม่ และเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าว นอกจากนี้ต้องดำเนินการทุกวิถีทางไม่ให้เกิดความไม่สงบสุขในบ้านเมือง เพราะนายกฯ ไม่มีหน้าที่สร้างปัญหาในบ้านเมือง อย่างไรก็ดีตนเชื่อมั่นว่านายกฯในฐานะผู้นำประเทศจะตระหนักว่าการปล่อยให้บ้านเมืองมีปัญหาเพิ่มไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง"
แฉบริษัทเอกชนกว้านซื้อที่สร้างหมู่บ้านผี หวังรับเงินชดเชยหลังละล้าน
นายองอาจ กล่าวถึงกรณีที่มีชาวชัยภูมิ ร้องเรียนเรื่องเอกชน กว้านซื้อที่ดิน เพื่อสร้างชุมชนหมู่บ้านผีหวังจะได้รับค่าชดเชยหลังละ 1 ล้านบาทในการสร้างเขื่อนโป่งขุนเพชรตามโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณของรัฐดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบว่ามีความพยายามหาประโยชน์จากงบรัฐจริงหรือไม่ ไม่ควรปล่อยให้ข้าราชการในพื้นที่ไปตรวจสอบกันเอง เพราะอาจมีการปิดบัง เอื้อประโยชน์ให้นายทุน ทั้งนี้หากรัฐบาลไม่ดำเนินการก็เท่ากับยักคิ้วหลิ่วตาให้เกิดการทุจริตในเชิงนโยบายจากเงินก้อนนี้ เพราะถ้าไม่รีบยับยั้งจะเป็นตัวอย่างการทุจริตในโครงการอื่นอีก
ชี้ 'ปชป.' เคลื่อนไหวต้านรัฐบาล ทำตามกรอบกม.
นายองอาจ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเรียกร้องให้กลุ่ม “ไทยสปริง” และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต่อต้านการบริหารของรัฐบาลขอให้เคลื่อนไหวอย่างมีสติ ประเทศจะได้ไม่บอบช้ำและรอให้การเลือกตั้งครั้งหน้ามาตัดสินนั้น ว่า ยังไม่มีใครเคลื่อนไหวที่จะเติมเชื้อไฟแห่งการนองเลือดตามที่ฝ่ายรัฐบาลกล่าวหา ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ เคลื่อนไหวอย่างมีสติไม่ได้ต้องการนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งพรรคยืนยันว่าจะไม่มีการเคลื่อนไหวที่เติมเชื้อไฟ หรือใช้ความรุนแรง แต่ทำในกรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ โดยคนสร้างเงื่อนไขคือรัฐบาล ที่พยายามออกกฎหมายละเมิด หลักนิติรัฐ นิติธรรม ออกกฎหมายเพื่อคน ๆ เดียวหรือกลุ่มคนกลุ่มเดียว ขณะที่กลุ่มคนที่เคลื่อนไหวอย่างไม่มีสติ และเติมเชื้อไฟให้บ้านเมือง คือคนเสื้อแดงที่เคยเคลื่อนไหวในปี 53 ที่ต่อต้านรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ไร้สติ มีความพยายามปลุกระดมขับไล่รัฐบาลโดยใช้ความรุนแรง ดังนั้นรัฐบาลควรไปเตือนสติกลุ่มคนที่เคยเคลื่อนไหวปี 53 และกำลังมีการจัดงานรำลึกในปี 56



