
'ปู'นำถก'ครม.ไทย-ลาว'ตร.วางกำลังเข้ม
"ยิ่งลักษณ์"นำทัพ รมต.ประชุมครม.ไทย-ลาว ครั้งแรกในรอบ 8 ปี ด้าน ตร.ระดมกำลังคุมเข้มระบบรปภ. พร้อมตรวจกองทัพสื่อ มติครม.ร่วมไทย-ลาวเห็นชอบความร่วมมือ9ประเด็น
วันที่ 19 พ.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00น. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับนายทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมนตรีสปป.ลาว และคณะรัฐมนตรีจากสปป.ลาว ที่โรงแรมเลอเมอร์ริเดียน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ในโอกาสที่มีการจัดประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ร่วมอย่างไม่ทางการไทย-ลาว ครั้งที่ 2 ทั้งนี้การประชุมร่วมเป็นการกลับมาประชุมร่วมกันอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนาน 8 ปี
อย่างไรก็ตามในการประชุมครั้งนี้จะมีเพียงรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเท่านั้น โดยทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายสปป.ลาว จะมีรัฐมนตรีรวมนายกฯ ฝ่ายละ13 คนร่วมหารือกัน ทั้งนี้ฝ่ายไทยนอกจากจะมีนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ นายบุญทรง เตริยาภิรมณ์ รมว.พาณิชย์ นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ รมว.คมนาคม นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.พัฒนาสังคมฯ
โดยประเด็นที่จะมีการหยิบยกมาหารือทั้ง 2 ประเทศ คือ การกระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้น ในหลายประเด็น โดยเฉพาะด้านการคมนาคม ที่จะลงนามติดตาม การก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) ที่ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก และอาจจะจัดพิธีเปิดสะพานอย่างเป็นทางการในช่วงกลางปีนี้ นอกจากนี้รัฐบาลไทยเตรียมประเด็นหารือเรื่องการก่อสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 (บึงกาฬ-ปากซัน) โดยเตรียมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไทย-ลาวร่วมกันดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ขณะที่รัฐบาล สปป.ลาว คาดว่าจะหยิบยกเรื่องความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง เนื่องจากทางรัฐบาลลาวต้องการให้รัฐบาลไทยเร่งผลักดันโครงการเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย เพื่อเชื่อมต่อเส้นทางเข้าสู่ สปป.ลาว และจีนตอนใต้ ในการนี้ทั้ง 2 ประเทศจะลงนามบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร
สำหรับบรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนเริ่มประชุมมีความคึกคักไปด้วยกองทัพสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว โดยสื่อมวลชนได้มีการลงทะเบียนรับบัตรเข้าทำข่าวการประชุมล่วงหน้าแล้ว โดยมีตำรวจสันติบาลมาตั้งจุดตรวจกล้องที่จะใช้ทำข่าวเพื่อความปลอดภัยอีกด้วย ขณะเดียวทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ระดมกำลังตำรวจ ทั้งสันติบาล หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด(EOD) รวมถึงตำรวจภูธรภาค 5 มาดูแลรักษาความปลอดภัยโดยรอบ มีการตั้งเครื่องแสกนไว้ที่ประตูทางเข้าของโรงแรม เนื่องจากการประชุมใช้พื้นที่บางส่วนในการประชุมเท่านั้นจึงยังมีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการตามปกติ
มติครม.ร่วมไทย-ลาวเห็นชอบความร่วมมือ9ประเด็น
เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล(www.thaigov.go.th)เปิดเผยมติการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมอย่างไม่เป็นทางการไทย-ลาว ว่า ในการนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในประเด็นประเด็นต่างๆดังนี้
1. การรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน โดยจะร่วมมือตรวจตราสอดส่องและป้องกันการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่ออีกประเทศ หากพบเบาะแส หน่วยงานความมั่นคงจะแจ้งและประสานงานอย่างรวดเร็ว โยไทยยืนยันนโยบายไม่ให้บุคคลใดใช้ประเทศไทยเป็นที่พักพิงหรือวางแผนก่อความไม่สงบหรือต่อต้านรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน
2.ความร่วมมือในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันเร่งรัดการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว
3.การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยจะมีการยกระดับความร่วมมือในการป้องกันปัญหายาเสพติด ปราบปรามและนำส่งผู้กระทำความผิดและผู้หลบหนีการจับกุมลงโทษคดียาเสพติด โดยเห็นควรใช้ช่องทางติดต่อที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสั่งการได้อย่างรวดเร็ว
4.ความร่วมมือด้านแรงงานและการป้องกันการค้ามนุษย์ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะร่วมมือร่วมมือป้องกันและปราบปรามการล่อลวงเด็กและสตรีเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์ โดยฝ่ายไทยแสดงความพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาแรงงานลาวผิดกฎหมายที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทย และพร้อมอำนวยความสะดวกเรื่องการนำเข้าแรงงานลาวที่ถูกกฎหมายตามบันทึกความเข้าใจด้านการจ้างแรงงานไทย – ลาว โดยคณะรัฐมนตรีไทยมีมติขยายเวลาดำเนินการของศูนย์ One Stop Service เพื่อให้การพิสูจน์สัญชาติแรงงานลาวไปอีก 120 วัน นับตั้งแต่ 14 เมษายน 2556
5. การอำนวยความสะดวกในการผ่านแดนโดยเฉพาะการดำเนินการเรื่องการตรวจปล่อยสินค้า ณ จุดเดียว หรือSingle Stop Inspection (SSI) และปรับปรุงพื้นที่จุดผ่านแดนและเส้นทางคมนาคมที่ต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการเดินทางผ่านแดนและความแออัดของการสัญจรบริเวณจุดผ่านแดนสำคัญ
6.การส่งเสริมการค้าไทย-ลาว ซึ่งฝ่ายไทยพร้อมส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อช่วยสร้างรายได้ของประชาชน สปป.ลาว และเพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและลาว
7.การใช้ประโยชน์จากเส้นทางถนนหมายเลย 8 และ 12ในเป็นเส้นทางเชื่องโยงทางโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาค และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนตามแนวเส้นทางทั้งสอง โดยฝ่ายไทยพร้อมส่งเสริมภาคเอกชนไทยให้ไปลงทุนบริเวณเส้นทางดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม และฝ่ายลาวจะอำนวยความสะดวกและปรับปรุงการเก็บค่าธรรมเนียมการใช้เส้นทางให้ได้มาตรฐาน ในส่วนของการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการพัฒนาความเชื่อมโยง (Connectivity)ด้านการคมนาคม เพื่อเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาค และระหว่างไทย – ลาว – จีน เช่น การสร้างสะพานเชื่อมต่อทางรถไฟ (หนองคาย – ท่านาแล้ง) เพื่อเป็นเส้นทางเชื่อมโยงกับทางรถไฟความเร็วสูงกับจีน ตามแนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North – South Economic Corridor)และการประกาศเปิดจุดผ่านแดนถาวรไทย-ลาว2 แห่ง ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันนี้ (19 พ.ค.2556) ได้แก่ จุดผ่านแดนภูดู่ จ.อุตรดิตถ์ โดยในส่วนของฝ่ายลาวจะยกระดับด่านท้องถิ่นบ้านผาแก้ว เมืองปากลาย แขวงไซยะบุรี เป็นด่านสากลเมื่อการก่อสร้างเส้นทางบ้านผาแก้ว – ปากลายแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2557และจุดผ่านแดนบ้านสบรวก จ.เชียงราย ซึ่งฝ่ายลาวได้เปิดด่านสากลสามเหลี่ยมทองคำ แขวงบ่อแก้ว ไปเมื่อเดือนก.ค.ปี 2555 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือในด้านการท่องเที่ยว โดยฝ่ายไทย สนับสนุน
8.ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว จะร่วมกันส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาค และเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวไปมาระหว่างไทยและลาว รวมทั้ง สนับสนุนการใช้ ACMECS Single Visa หรือ ASVเพื่อเป็นแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ในภูมิภาคและอาเซียน ซึ่งไทยและกัมพูชาได้เริ่มโครงการนำร่องก่อนหน้านี้แล้ว
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีทั้งสองได้แสดงความยินดีที่ปี 2556 เป็นปีแห่งการฉลองครบรอบ 20 ปี การก่อตั้งสมาคมไทย – ลาว/ลาว – ไทย เพื่อมิตรภาพ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคประชาชน สังคมและวัฒนธรรมและมีคุณูปการสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
ในโอกาสนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาการลงนามเอกสาร 3 ฉบับ ได้แก่ แถลงการณ์ร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการไทย-ลาว ครั้งที่ 2 บันทึกความเข้าใจว่าความร่วมมือด้านการเกษตรไทย-ลาว และ ความตกลงว่าด้วยกรรมสิทธิ์ การนำใช้ การบริหาร และการบูรณรักษาสะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย)



