
วิบากกรรม'เอสเอ็มอี'ไทย
วิบากกรรม 'เอสเอ็มอี' ไทย ต้นทุนพุ่ง-ขาดแรงงาน-บาทแข็ง : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน
เหมือน “เคราะห์ซ้ำกรรมซัด” หลังจากประสบกับปัจจัยลบมาหลายด้าน เมื่อไล่เรียงปัญหาจากผู้ประกอบขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีหลายเรื่องที่ฉุดศักยภาพของภาคธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยให้ลดลง ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจโลก ปัญหาน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ตลอดจนปัญหาขาดแคลนแรงงาน และล่าสุดกรณี “ค่าเงินบาทแข็ง”
ปัญหาเรื่องเงินบาทแข็งค่านั้น ทุกฝ่ายออกมายอมรับตรงกันแล้วว่ากระทบต่อการส่งออกของไทยให้ลดลง เนื่องจากบาทแข็งค่าทำให้ราคาสินค้าไทยแพงขึ้น ขณะที่ลูกค้าต้องการซื้อสินค้าในราคาถูกลง คำสั่งซื้อที่เคยมีจึงหายไป ซ้ำเติมด้วยกำไรลดลงเมื่อทอนรายได้จากเงินดอลลาร์สหรัฐ มาเป็นเงินบาท และยิ่งเป็นกลุ่มเอสเอ็มอีด้วยแล้ว จะได้รับผลกระทบหนักกว่ารายใหญ่ ซึ่งจากการสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มีตัวเลขออกมาพบว่า การส่งออกไตรมาสแรกของกลุ่มเอสเอ็มอีลดลงไป 3.5% กลุ่มที่กระทบหนักคือ อัญมณีและเครื่องประดับ พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งทอ อาหารและอาหารแปรรูป ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีคนไทยแท้ๆ ออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสถานการณ์ที่รุมเร้าอยู่นี้ ดูเหมือนจะทำให้ “ลืมตาอ้าปากได้ยากยิ่ง”
และนี่คือ “เสียงสะท้อน” ปัญหาจากกลุ่มเอสเอ็มอีของไทยส่วนหนึ่ง
“การ์เม้นท์”กุมขมับขาดแรงงาน
นายพิสิฐ พรชนกนาถ กรรมการผู้จัดการบริษัท เลิฟเบิร์ด จำกัด ผู้ผลิตเสื้อผ้าเด็กส่งออก กล่าวว่า ในกลุ่มผู้ผลิตเสื้อผ้าส่งออก (การ์เม้นท์) ประสบปัญหาต่อเนื่องมาหลายเรื่อง ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจยุโรป และอเมริกา ทำให้กำลังซื้อจากลูกค้าลดลงไป ขณะที่การแข่งขันสูงขึ้น ลูกค้าจึงหันไปซื้อสินค้าจากที่อื่นแทน จากนั้นมีปัญหาน้ำท่วมใหญ่ การขาดแคลนแรงงาน ซ้ำเจอกับนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทอีก ส่วนล่าสุดเรามาเจอกับปัญหาเงินบาทแข็งค่า ซึ่งต้องยอมรับว่า ในฐานะผู้ส่งออกก็จะต้องพึ่งพาตนเองโดยไม่หวังความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่ก็หวังว่าภาครัฐเองจะมีการร่วมแรงร่วมใจกันแก้ปัญหาโดยรักษาอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้มีความผันผวนมากจนเกินไป
อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนักใจในขณะนี้คงไม่ได้อยู่ที่เรื่องอัตราแลกเปลี่ยน หรือต้นทุนค่าแรงที่ยังพอสามารถปรับตัวได้ แต่สำหรับธุรกิจการ์เม้นท์แล้วคือเรื่อง “การขาดแคลนแรงงาน” ที่กระทบต่อการผลิตสินค้า โดยแรงงานในโรงงานหายไปและย้ายไปทำงานในห้างค้าปลีกแทน ทุกวันนี้จึงต้องหันไปใช้แรงงานต่างด้าว เช่น แรงงานพม่า
“จากปัญหาที่สะสมมาหลายเรื่องทำให้โรงงานการ์เม้นท์ปิดตัวไปจำนวนมากแล้ว แต่ยังหาแรงงานมาทดแทนได้ยาก แถมมาซ้ำเติมเรื่องเงินบาทแข็งค่าอีก ส่งผลให้ยอดขายลดลงไปกว่า 10% แล้ว แต่ทางบริษัทเองก็ได้ทำประกันความเสี่ยงแล้ว ซึ่งเข้าใจดีว่าไม่มีใครสามารถคาดเดาสถานการณ์ที่เป็นปัจจัยภายนอกได้” นายพิสิฐ กล่าว
นอกจากนี้ จากปัญหาการส่งออกที่ลดลงไปในขณะนี้ บริษัทเองก็มองหาตลาดในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย จากปัจจุบันส่งออก 80-90% ที่เหลือจำหน่ายในประเทศ ก็จะเพิ่มตลาดในประเทศให้มากขึ้น แต่ปัจจุบันที่ประสบกับปัญหาแรงงานหายากทำให้กำลังการผลิตค่อนข้างจำกัด
“ประดับยนต์”โอดรายได้หด30%
นางจรัสลักษณ์ อภิสิทธิ์ภูวกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิลด์ ซอร์สซิ่ง จำกัด ผู้ผลิตอะไหล่และประดับยนต์เพื่อการส่งออก กล่าวว่า ทางบริษัทมีการส่งออกประดับยนต์ 100% ไปยังประเทศต่างๆ ในแถบยุโรป รัสเซีย และออสเตรเลีย ซึ่งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาประสบกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกไปแล้ว และเพิ่มจะฟื้นตัวได้ไม่นิดหน่อย ตอนนี้ยังจะมาเจอกับปัญหาเงินบาทแข็งค่าอีก ซึ่งคงสามารถแบกรับกับสถานการณ์บาทแข็งนี้ได้อีกไม่เกิน 1 ปี หลังจากประสบกับรายได้ที่ต้องหายไปแล้วถึง 30% ในช่วงที่ผ่านมา และกว่าจะฟื้นตัวได้อีกจะต้องใช้เวลานาน 2-3 ปีทีเดียว
ทั้งนี้ รายได้ที่หายไปไม่ได้เกิดจากปัญหาบาทแข็งค่าอย่างเดียวเท่านั้น แต่เรายังเจอกับภาวะต้นทุนในการประกอบธุรกิจที่สูงขึ้น และการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งบริษัทเองมีการจ้างแรงงานระดับหัวกะทิ ยิ่งเจอกับภาวะแรงงานหายาก หากธุรกิจเราไม่สามารถขยายตัวได้จากปัญหาต่างๆ เราก็จะเดือดร้อน เพราะพนักงานที่มีคุณภาพนั้นหายากด้วยในปัจจุบัน
“ในเรื่องของค่าเงิน สิ่งที่อยากเห็นคือความมีเสถียรภาพมากกว่า หรืออยู่ที่ระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ คือระดับที่เหมาะสม แต่ตอนนี้ขอให้เงินบาทนิ่ง เพื่อเราจะได้ตัดสินใจได้ หรือมีจุดตัดสินใจ แต่ขณะนี้ดูเหมือนว่าไม่รู้จะแข็งค่าไปถึงระดับไหน เมื่อเราไม่มีจุดตัดสินใจเราก็ดำเนินธุรกิจต่อไปไม่ได้ แล้วก็กระทบต่อธุรกิจให้ต้องชะลอการขยายตัวลง” นางจรัสลักษณ์ กล่าว
จี้รัฐช่วยแก้ปัญหาให้ตรงจุด
ด้านนางบุญทิพ สันติภาพ บริษัท มนทิพ 1991 จำกัด ดำเนินธุรกิจผลิตและส่งออกลูกประคบสมุนไพร กล่าวว่า จากอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผัวผวนมาต่อเนื่อง ทำให้บริษัทหยุดส่งออกมา 2 ปีแล้ว ซึ่งจากประสบการณ์ในการส่งออกและการทำประกันความเสี่ยงมาแล้วนั้น ทำให้มองว่าการทำประกันความเสี่ยงไม่คุ้มค่าที่จะทำ เพราะด้วยความที่เป็นเอสเอ็มอี ดังนั้นหนทางช่วยเหลือเอสเอ็มอี มองว่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเงินบาทจะแข็งค่า หรืออ่อนค่าลง แต่ขึ้นอยู่กับการที่ภาครัฐจะดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพอย่างไร
นอกจากนี้ อยากเห็นการซื้อขายสินค้าในประเทศรอบๆ บ้านเราให้ใช้เป็นเงินบาทแทนที่จะใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ และในจังหวะที่เงินบาทแข็งค่านี้ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ภาครัฐควรจะผลักดันให้ซื้อขายเป็นเงินบาทมากขึ้นด้วย
“นอกจากปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว เรื่องปัญหาเงินทุน ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี ประกอบกับค่าแรงที่สูงขึ้น รัฐบาลยังควรส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาแก้ปัญหา ช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้ตรงจุด โดยควรให้ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่การวิเคราะห์อยู่กับกระดาษเท่านั้น และส่งเสริมการยกระดับสินค้าไทยให้อยู่ระหว่างกลางถึงสูง ไม่ใช่เป็นสินค้าที่จะมาแข่งขันกับจีนและอินเดีย ซึ่งจะเสียเวลาและเสียโอกาส” นางบุญทิพ กล่าว
ปัญหาเรื่องวัตถุดิบขาดแคลนคืออีกเรืองที่สำคัญ ซึ่งสินค้าที่ทำต้องใช้วัตถุดิบคือสมุนไพร ซึ่งอยู่ในป่า อย่างที่วังน้ำเขียว ถือเป็นแหล่งสมุนไพรที่สำคัญและที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ แต่น่าเสียดายที่ถูกตัดป่าและทำเป็นรีสอร์ท จึงอยากให้รัฐเข้ามาดูแลและส่งเสริมในส่วนนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม นางบุญทิพกล่าวว่า ขณะนี้กำลังจะเดินทางไปเปิดตลาดในประเทศแถบยุโรปอีกครั้ง โดยคงไม่กลับไปหาลูกค้ารายเดิมเนื่องจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้ราคาของสินค้าแพงขึ้น การจะขายให้แก่ลูกค้ารายเดิมคงทำได้ลำบาก จึงต้องการไปหาลูกค้ารายใหม่และกำหนดราคาให้เป็นปัจจุบันแทน
“กลุ่มของเล่น”หวังช่วยลดต้นทุน
ขณะที่นางอุไรวรรณ บุนนาค อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมของเล่นไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมของเล่นส่วนใหญ่จะเป็นเอสเอ็มอี ที่ผ่านมาประสบกับปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้น จากวัตถุดิบสูงขึ้น มองว่าน่าจะมาจากปัจจัยค่าแรงสูงขึ้น รวมทั้งเงินบาทที่แข็งค่าด้วยทำให้ต้นทุนวัตถุดิบต่างๆ สูงขึ้น แม้กระทั่งวัตถุดิบนำเข้ามา แทนที่ราคาจะถูกลง ก็กลับอ้างเรื่องค่าแรงทำให้ราคาวัตถุดิบนำเข้าไม่ได้ลดลงเลย จึงค่อนข้างสวนกระแส แต่ราคาสินค้าที่เราจะขายกลับขึ้นราคาไม่ได้เพราะทั่วโลกประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจทั้งหมด
“เงินบาทที่แข็งค่า จริงๆ แข็งค่าขึ้นมาแล้วตั้งแต่ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเรายังพออยู่ได้ แต่ตอนนี้มีคาดการณ์กันว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปอีกเป็น 27 บาททำให้ผู้ประกอบการต่างตกใจ และมีความกังวล และส่วนหนึ่งกังวลว่าคำสั่งซื้อสินค้าจะหายไป ทำให้สมาชิกของสมาคมบางรายต้องแก้ปัญหาโดยหันมาเน้นตลาดในประเทศมากขึ้น” นางอุไรวรรณ กล่าว
ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าในกลุ่มของเล่นยังคงเป็นบวก แต่เป็นการเติบโตหลังจากเจอปัญหาเรื่องน้ำท่วมที่ทำให้การส่งออกลดลง อย่างไรก็ตาม แทนที่จะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่ส่งออกได้มากขึ้น แต่รายได้กลับหดหายไปไม่ต่ำกว่า 10% เหตุจากเงินบาทแข็งค่าที่เมื่อแปลงเงินจากดอลลาร์เป็นบาทแล้วรายได้กลับลดลงไป
นางอุไรวรรณกล่าวด้วยว่า แนวทางการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนั้น ทางที่ดีที่สุดน่าจะเป็นเรื่องการหาแนวทางช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการจะดีกว่า และควรที่จะช่วยกลุ่มที่เป็นเอสเอ็มอีจริงๆ เพราะกลุ่มขนาดเล็กการจะไปซื้อประกันความเสี่ยงนั้นทำได้ยากมาก และทุกอย่างก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งหมด
--------------------
(วิบากกรรม 'เอสเอ็มอี' ไทย ต้นทุนพุ่ง-ขาดแรงงาน-บาทแข็ง : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน)



