
โอกาสของเงินก้อนเล็ก
โอกาสของเงินก้อนเล็ก : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
บ่ายวันอาทิตย์ น้องสาวที่เคยทำงานด้วยกันส่งข้อความมาถาม (อย่างไม่จริงจัง) ว่า ถ้ามีเงินอยู่ 50,000 บาท จะเลือกทำอะไรดีระหว่างซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมสักใบ หรือซื้อทองคำเก็บไว้สัก 2 บาท หรือไม่ทำอะไร เก็บเงินเอาไว้เฉยๆ
ไม่ได้ถามกลับว่า เงินก้อนนี้เป็นทั้งหมดของเงินเก็บที่มี หรือมีเป้าหมายในการเก็บสะสมเงินก้อนนี้อย่างไร เพราะคิดว่าน้องคงไม่ได้ต้องการคำตอบจริงจัง แต่แค่อยากหาคนช่วย “ยืนยัน” ความคิดของตัวเอง ทั้งๆ ที่ประเด็นนี้ก็นับว่า “มีนัยสำคัญ” เพราะการตัดสินใจระหว่างเงินทั้งหมดที่มี กับเงินที่เก็บไว้เพื่อเป้าหมายระยะสั้นแตกต่างกันมาก
ถ้าเป็นเงินทั้งหมดที่มี การตัดสินใจต้องรอบคอบ รัดกุม แต่ถ้าเป็นเงินเป้าหมายระยะสั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง ก็คนละเรื่องกัน
เมื่อไม่ได้ถาม เพราะคิดว่าน้องคงไม่อยากได้คำตอบ “เชิงวิชาการ” มากนัก ก็เลยแนะนำแบบพี่แบบน้องไปทั้ง 3 แนวทางที่ถามมา เริ่มจากกระเป๋าแบรนด์เนม ซึ่งต้องสารภาพว่า ส่วนตัวไม่เคยอยู่ในแวดวงไฮโซพอที่จะรู้เลยว่า มูลค่าของกระเป๋าที่ว่ากันว่าจะแพงขึ้น เพิ่มขึ้นในอนาคตนั้น จะสามารถคิดเป็น “ผลตอบแทน” จากการลงทุนซื้อกระเป๋าได้หรือไม่ คำแนะนำจึงออกมาในรูปของ “ถ้าอยากซื้อเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง ก็ซื้อ”
แต่ต้องไม่ลืมว่า หมดค่ากระเป๋าไป 50,000 บาท เพื่อความสุขของตัวเองแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ ค่าดูแลรักษา ซึ่งคล้ายๆ กับกรณีของการซื้อรถยนต์ที่มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามมา เพราะถึงไม่อยู่ในแวดวงไฮโซก็พอรู้ว่า เจ้าของต้องพากระเป๋าแบรนด์เนมเข้าสปาเพื่อบำรุงรักษาเป็นระยะๆ
พอบอกถึงตรงนี้ คุณน้องสะดุ้งโหยง บอกคุณพี่ว่า ขอบคุณที่เตือนสติ เพราะค่าบำรุงรักษาสปากระเป๋า ก็ต้องเตรียมเงินไว้อย่างน้อยปีละ 4,000 บาท
คนไม่รักไม่ชอบกระเป๋า หรือคิดว่า คนซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมเป็นคนเสียสติ ก็อย่าไปคิดแบบนั้น เพราะแต่ละคน ชอบหรือไม่ชอบ มีกำลังหรือไม่มีกำลังมากต่างกัน ใช้ชีวิตในแบบที่ชอบที่มีความสุขตามกำลัง ตามอัตภาพนั้น ดีที่สุดแล้ว
ส่วนแนวทางที่ 2 คือ ซื้อทอง ซึ่ง ณ ราคานี้ เงิน 50,000 บาท ก็ซื้อทองได้น้ำหนักประมาณ 2 บาทกว่าๆ คำแนะนำคือ ถ้าอยากซื้อเก็บเป็นมรดกให้ลูกให้หลาน ก็ซื้อได้ ไม่มีปัญหา แต่ถ้าจะซื้อสำหรับเก็งกำไร หวังส่วนต่างของราคาในช่วงสั้นๆ ก็ต้องพูดตามคนในวงการค้าทองที่มองกันว่า ทิศทางหลักของทองคำยังคงเป็นขาลง ซื้อเป็นทรัพย์สินเป็นมรดก อดทนรอกันได้นานๆ ค่อยคุยกัน
ขณะที่แนวทางสุดท้าย คือ เก็บเงินไว้เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรกับมัน เข้าใจว่า น้องคงหมายถึงการฝากแบงก์ ไม่ได้หมายถึงการใส่โอ่งฝังดินที่ไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ เลย ซึ่งหากพิจารณาจาก 3 ทางเลือกนี้ในเวลานี้ ดูเหมือนการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์น่าจะดีที่สุด
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะบอกตามตรงว่า เงินจำนวน 50,000 บาท น้อยเกินกว่าจะคิดทำอะไร นอกจากเก็บออมพอกพูนให้ก้อนใหญ่ขึ้นแล้วค่อยขยับขยาย เงินจำนวนน้อย นอกจากจะรองรับความเสี่ยงได้ไม่มากแล้ว ผลตอบแทนที่ได้รับก็อาจจะไม่คุ้มกับความเสี่ยงอีกด้วย
หลังจากคุยกันจบ น้องคนนี้ไม่ได้บอกว่า สุดท้ายเธอตัดสินใจอย่างไรกับเงินก้อนนี้ แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ ตัวเองกลับมานั่งคิดต่อว่า เวลาเราพูดกันถึงหลักการลงทุน หนึ่งในหลักประการสำคัญหมายรวมถึง “การกระจายการลงทุน” ตามทฤษฎีกระจายไข่ในตะกร้าหลายใบ เพราะถ้าตะกร้าใบแรกหล่น ทำให้ไข่แตก ก็ยังเหลือตะกร้าใบอื่นๆ เป็นหลักของความปลอดภัยในการลงทุน
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะ “กระจาย” ไข่หรือการลงทุนของตัวเองได้ ถ้าเงินก้อนที่จะเริ่มลงทุน เพื่อแสวงหาผลตอบแทนมีเพียงก้อนเดียวที่ยังไม่เพียงพอที่จะกระจายไปที่อื่น
ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรกับเงินก้อนเดียวที่มีอยู่ จะเลือกลงทุนแบบไหน ในทรัพย์สินอะไร ลองพิจารณา “หลักคิด” (ที่รวบรวมมาจากตลาดหลักทรัพย์ฯ) เหล่านี้ แล้วปรับใช้กับการตัดสินใจลงทุนของแต่ละคนดู
เริ่มจาก “จำนวนเงิน” ตลาดหลักทรัพย์ฯ บอกว่า การกำหนดจำนวนเงินลงทุนที่เหมาะสม เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการลงทุน การนำเงินออมหรือเงินสำหรับการใช้จ่ายมาลงทุนมากเกินไป อาจจะทำให้ประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง และสุดท้ายกลายเป็นกดดันตัวเองมากเกินไป ในขณะที่การจัดสรรเงินเพื่อการลงทุนที่น้อยเกินไป ก็อาจทำให้เสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทนตามที่ควรจะได้รับ ซึ่งการจัดสรรเงินสำหรับการลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสมจะทำให้การลงทุนของเราเป็นไปอย่างสมดุล
ข้อควรคำนึงในการจัดสรรเงินเพื่อการลงทุน คือ เราควรมีเงินออมและเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินในจำนวนที่เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายประมาณ 3-6 เดือน ซึ่งเงินสำหรับการลงทุนควรเป็นเงินส่วนที่เกินจากเงินออมและเงินสำรอง เพราะการลงทุนมีความเสี่ยงที่เราอาจจะสูญเสียเงินลงทุนไป การนำเงินออมหรือเงินสำรองมาลงทุนจึงอาจจะทำให้เราประสบปัญหาได้
เมื่อสร้างสมดุลระหว่างเงินออมกับเงินลงทุนได้แล้ว ลองดูว่า เราต้องรู้อะไร
ข้อสำคัญที่สุด ก็คือ นักลงทุนจะประสบความสำเร็จได้ ต้องมี “ความรู้” และ “มีวินัย” ในการลงทุน โดยเฉพาะความรู้ความเข้าใจในเรื่องสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ที่จะลงทุน ความเสี่ยง สภาวะเศรษฐกิจ และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยขจัดอุปสรรคสำคัญในการลงทุนได้ เพราะความรู้และวินัยเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด ที่คอยปกป้องเราจากความโลภและความกลัว และจะต้องระลึกอยู่เสมอว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
เมื่อแน่ใจว่า มีเงินพอที่จะลงทุน มีความรู้พอที่จะลงทุนแล้ว สุดท้ายต้องไม่ลืมติดตามและทบทวนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการลงทุน เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจอย่างสม่ำเสมอ
อยากซื้อกระเป๋า ก็ต้องรู้เรื่องกระเป๋า รู้ว่าในตลาดรับซื้อรับขายกันเท่าไหร่ ผลตอบแทนเป็นเท่าไหร่ และรุ่นไหนเป็นที่ต้องการ อยากซื้อทอง ก็ต้องรู้ทิศทางแนวโน้มราคาทองคำ อยากซื้อหุ้น ก็ต้องขวนขวายหาข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นที่ต้องการซื้อ ทำธุรกิจอะไร อยู่ในอุตสาหกรรมไหน โอกาสในการเติบโต รวมทั้งปัจจัยที่มีผลกระทบกับธุรกิจ รวมถึงวิธีการซื้อขาย วิธีการลงทุน
แม้กระทั่งทางเลือกที่ชิลที่สุด อย่างการฝากเงินในธนาคารพาณิชย์ ยังต้องคอยติดตามว่า ทิศทางดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร จะฝากสั้นหรือจะฝากยาว แบงก์ไหนมีแคมเปญพิเศษ ต้องขวนขวายหาข้อมูลบ้าง
“เงินก้อนเล็ก” อาจจะมีโอกาสไม่เท่ากับ “เงินก้อนใหญ่” แต่ก็ไม่ใช่ว่า จะไม่มีโอกาสเลย
........................................
(โอกาสของเงินก้อนเล็ก : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )