ข่าว

'หมอวิทิต'เชื่อถูกตั้งธงปลดพ้น'ผอ.อภ.'

'หมอวิทิต'เชื่อถูกตั้งธงปลดพ้น'ผอ.อภ.'

18 พ.ค. 2556

'หมอวิทิต' เชื่อบอร์ด อภ. ตั้งธงปลดพ้นตำแหน่ง ระบุรอมติ ครม. เล็งปรึกษาทนายส่วนตัว เหตุมติสั่งปลดไม่ชอบธรรม

 

                         18 พ.ค.56 จากกรณีที่บอร์ดองค์การเภสัชกรรม (อภ.) มีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยให้ นพ.วิทิต อรรถเวชกุล พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เนื่องจากบกพร่องต่อหน้าที่ และไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาจ้าง บอร์ด อภ.ในฐานะผู้ว่าจ้างจึงเห็นสมควรให้ยุติการเลิกจ้างและให้มีผลทันที โดยหลังจากนี้จะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป ทั้งนี้ได้แต่งตั้ง ภญ.พิศมร กลิ่นสุวรรณ รองผู้อำนวยการ อภ. รักษาการแทน จนกว่าจะมีการคัดเลือกผู้อำนวยการคนใหม่ขึ้นมาแทนนั้น

                         ความคืบหน้าล่าสุด นพ.วิทิต อรรถเวชกุล อดีตผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวถึงกรณีที่บอร์ด อภ. มีมติปลดออกจากตำแหน่งว่า ผลที่ออกมานั้นตนไม่ทราบแนวคิดของบอร์ด เพราะเป็นการประชุมลับ ซึ่งตนก็พยายามอธิบายหลายครั้งว่า เรื่องวัตถุดิบผลิตยาพาราเซตามอลนั้น เป็นการตัดสินใจในภาวะน้ำท่วมเป็นหลัก และเตรียมขั้นตอนในการดูแลวัตถุดิบเอาไว้แล้ว ซึ่งในความรู้สึกของตนไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่เป็นประเด็นได้เลย เพราะขณะนี้โรงงานก็เสร็จแล้ว เครื่องจักรก็มี วัตถุดิบก็ยังไม่หมดอายุ และแม้ว่าหากเปิดถังวัตถุดิบผลิตยาพาราเซตามอลออกมาจะมีการปนเปื้อนบ้าง ก็ถือเป็นขั้นตอนของการตรวจสอบคุณภาพที่ต้องรีเจ็คออกไป แล้วเปลี่ยนอันใหม่มาแทน แต่ก็ยังมีการเอามาเป็นประเด็น เอามาพูดจนเป็นเรื่องเป็นราวและนำมาสู่ความชอบธรรมในการปลดตนออกจากตำแหน่ง ตรงนี้จึงถือว่ามีธงที่จะปลดอยู่แล้ว

                         นพ.วิทิต กล่าวต่อว่า สำหรับมิติบอร์ด อภ. ตนไม่ได้ว่าอะไร ซึ่งจะเป็นเกมการเมืองหรือไม่นั้น สำหรับตนคิดว่ายังไม่ชัดเจน เลยไม่ขอพูด แต่สังคมคงมองเห็นแล้วว่ามันใช่หรือไม่ใช่ อย่างไรก็ตามวันนี้ยังไม่ได้ปรึกษากับทีมทนายความเนื่องจากเห็นว่าเป็นวันหยุด แต่จะปรึกษากันจริงๆ น่าจะเป็นวันจันทร์ อีกอย่างคือเรื่องนี้จะถือว่าตนพ้นจากตำแหน่ง ผอ.อภ. อย่างสมบูรณ์ ก็จะต้องเข้าครม.ก่อน ซึ่งทราบว่าจะนำเข้าในวันอังคารนี้

                         “ส่วนผู้ที่จะเข้ามาทำงานหน้าที่นี้เชื่อว่าเขาคงหาคนมาทำงานแทนผมที่ดี มองในแง่ดีไว้ก่อน ไม่ได้คิดอะไร แต่ก็ไม่ทราบว่าจะเป็นใคร แต่คงเร็วเพราะจัดการเรื่องของผมเขาจัดการได้เร็วมาก เรื่องหาคนมาแทนยิ่งเร็วมาก ยิ่งไม่ยาก เมื่อเขาเป็นนายจ้างแล้วเขาอยากได้อย่างนี้ เราเป็นลูกจ้างก็ต้องปฏิบัติตามสัญญาจ้าง จบ ซึ่งการบริหารงานต่อจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของรักษาการ ผอ. ตนพ้นภาระแล้วแม้จะมีความเป็นห่วง แต่ก็ไม่มีเหตุที่จะไปเสนอ อะไรอีก จะไปคิดแทนเขาไม่ได้อีก เมื่อเลิกจ้างแล้วก็ต้องหยุดคิด” นพ.วิทิต กล่าว

                         ผู้สื่อข่าวถามว่าหาก ป.ป.ช.ชี้มูลว่าไม่ผิด ฉะนั้นการลงโทษทางวินัยที่ได้รับจะถือว่าไม่เป็นธรรม จะดำเนินการอะไรต่อไปหรือไม่ นพ.วิทิต กล่าวว่า วินัยที่ตนได้รับวันนี้ถือว่าหนักสุดแล้ว และจบแล้ว ตนไม่ใช่พนักงาน ไม่ใช่ข้าราชการ เป็นแค่สัญญาจ้างวินัยสูงสุดคือให้ออก ถ้าเห็นว่าตนทำเสียหายจะฟ้องอะไรก็ฟ้องมา แล้วถ้าเป็นเรื่องอาญาก็ไปฟ้องศาล

                         ขณะที่ ดร.สมศักดิ์ โตรักษา ทนายความของ นพ.วิทิต กล่าวว่า ได้คุยกันด้วยวาจากับ นพ.วิทิต แล้วแต่ยังไม่มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร คาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีการพูดคุยกันอย่างจริงจัง ทั้งนี้ต้องมาดูคำสั่งว่ามีเหตุผลอะไรในการปลด เพราะเท่าที่เหตุผลหลักๆ นพ.วิทิต ก็มีหลักฐาน มีเหตุผลชี้แจงได้หมด อย่างที่ระบุเรื่องความล่าช้า ถ้าความล่าช้านั้นไม่ก่อให้เกิดความเสียหายและมีเหตุผล คงไม่ถึงขั้นที่ว่ามีเจตนาทำให้รัฐเสียหาย

                         “ถ้าได้เอกสารหลักฐานแล้ว นพ.วิทิตมาปรึกษา คงดูแนวทาง หรือสิทธิที่จะเรียกร้องอย่างไรบ้าง โดยปกติการจะเลิกจ้างใครคนใดคนหนึ่งต้องมีเหตุผลอธิบายได้  นพ.วิทิต เหลือเวลาดำรงตำแหน่งอีก 2 ปี ระยะเวลาที่เหลืออยู่ก็ต้องมาพิจารณาว่าสิ่งสมควรได้รับ ความเห็นส่วนตัวคิดว่าการปลดไม่น่าจะชอบธรรฒ ดังนั้นก็สามารถเรียกร้องได้ เพราะตอนนี้ตกเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา แล้วถ้าเอาเหตุผลตรงนี้ไปอ้างเพื่อการปลดส่วนตัวไม่เห็นด้วย ต่อไปการปลดผู้บริหารออกจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจก็ทำได้โดยง่าย จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ไม่สมควรทำ ต่อไปคนที่ได้รับการคัดสรรเข้าไปทำงานก็ถอดใจหมดแล้วในอนาคตเขาถูกขึ้นมาจะทำอย่างไร” ดร.สมศักดิ์ กล่าว

                         เมื่อถามว่าหากมองว่าการปลด นพ.วิทิต ไม่สมเหตุสมผลจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง ดร.สมศักดิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ นพ.วิทิตยังไม่รู้ว่าบอร์ด อภ.สั่งปลดด้วยเหตุผลอะไร ดังนั้นจะฟ้องหรือไม่เป็นสิทธิของ นพ.วิทิต ส่วนตัวเห็นว่ามีหลายช่องทางที่สามารถทำได้ เพราะดูแล้วคิดว่าไม่น่าจะได้รับความเป็นธรรม เช่น อาจฟ้องศาลปกครอง หรือฟ้องคดีอาญาว่าการดำเนินการชอบหรือไม่ชอบเข้าข่ายมาตรา 157 หรือไม่ ทั้งนี้ต้องไปดูรายละเอียดการแต่งตั้ง ผอ.อภ.ว่ามีช่องทางให้ดำเนินการได้อย่างไรบ้าง

                         นายระวัย ภู่ผะกา ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การเภสัชกรรม  กล่าวว่า รู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้ต้องจบด้วยการปลด นพ.วิทิต ส่วนตัวมองว่าเพราะ นพ.วิทิต ไม่ดำเนินการตามที่ฝ่ายการเมืองต้องการ ส่วนการตั้ง ภญ.พิศมร กลิ่นสุวรรณ รอง ผอ.อภ.รักษาการตำแหน่ง ผอ.อภ.นั้น ก็โอเค เป็นที่ยอมรับ แต่ว่าขบวนการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และจากบอร์ด อภ.คงไม่หยุดเพียงเท่านี้ ตนตั้งข้อสังเกตมาตลอดว่ามีการ ดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน ที่ห่วงคือการแปรรูป อภ. เพราะมีบันได 3 ขั้นจะนำไปสู่การแปรรูป ขั้นแรกคือ การดำเนินการเรื่องความน่าเชื่อถือ เล่นซะย่อยยับ ขั้นที่สองแทรกแซงให้อ่อนแอ และขั้นที่สามคือการแปรรูป

                         นายแพทย์วชิระ บถพิบูลย์ อดีต ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า การปลด นพ.วิทิต อรรถเวชกุล.ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมออกจากตำแหน่งนั้นเปรียบเสมือนนิทานอีสปเรื่องหมาป่ากับลูกแกะ ที่ทางฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงองค์การเภสัชกรรม เนื่องจากตนเห็นว่า นพ.วิทิต ได้ชี้แจงถึงเหตุผลต่อกรณีที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนทั้งในเรื่องการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตยาพาราเซตามอล และความล่าช้าของการก่อสร้างโรงงานวัคซีนสำหรับป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก ซึ่งความล่าช้าในการก่อสร้างของโรงงานดังกล่าวถือเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากการก่อสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย อีกทั้งยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ในระหว่างการก่อสร้างนั้นก็ยังประสบกับปัญหาน้ำท่วมและภาวะขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง ดังนั้นความล่าช้าจึงยังไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด

                         ด้าน ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผงงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) กล่าวว่า หลังจากที่มีการยกเลิกสัญญาจ้าง นพ.วิทิต นั้นในส่วนตัวเชื่อว่าหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ปรากฏต่อสาธารณะนั้น ยังไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องยกเลิกสัญญา ซึ่งสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือความจำเป็นที่ต้องมีองค์การเภสัชกรรม ซึ่งที่ผ่านมาอาจจะต้องสั่นคลอนและน่ากระทบต่อระบบจัดการยาของประเทศ เนื่องจากไปทำให้บริษัทข้ามชาติได้กำไรน้อยลง

                         "ค่อนข้างเชื่อว่าคำสั่งของฝ่ายการเมืองมีสิทธิเข้ามาล้วงลูกในหน่วยงาน ซึ่งเท่ากับว่าองค์การเภสัชกรรมกำลังถูกท้าทายไม่ใช่แค่เพียงการสรรหายา แต่ยังรวมถึงการเจรจาเขตการค้าเสรี การทำเมดิคัลฮับ และการจ่ายค่าตอบแทนแบบพีฟอร์พีหรือจ่ายตามภาระงานให้แก่บุคลลากรทางการแพทย์ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องจับตามอง" ผศ.ภญ.นิยดา กล่าว