
เอ็นจีโอหลากสาย... บ่าล้อมวงประชุมน้ำ
เอ็นจีโอหลากสาย... บ่าล้อมวงประชุมน้ำ : จันจิรา จารุศุภวัฒน์รายงาน
วิวาทะของรองนายกฯ ปลอดประสพ สุรัสวดี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ประกาศกร้าวส่งสัญญาณไปยังกลุ่มองค์กรภาคเอกชน (เอ็นจีโอ) และภาคประชาชน "ถ้านำม็อบมาป่วนการประชุมน้ำโลก จะจับขังคุกให้หมด" แถมเปรียบเปรยผู้ชุมนุมว่า "เป็นขยะ"
ท่าทีที่แสดงออกอย่างชัดเจนของประธาน กบอ. สะท้อนภาพไม่รับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอของผู้ที่คิดต่าง ถือเป็นการเรียกแขก... จุดชนวนให้เอ็นจีโอและภาคประชาชนออกมาเคลื่อนไหวจัดเวทีคู่ขนานวิพากษ์วิจารณ์ความไม่ชอบมาพากลโครงการการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท และชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวเรื่องการบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศและระดับชาติ ไปพร้อมๆ กับการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ "ความมั่นคงด้านน้ำ" ระหว่างวันที่ 14-20 พฤษภาคม 2556 ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่
การเคลื่อนไหวเวทีคู่ขนานของภาคประชาชน ประกอบด้วย ชุมชนลุ่มในน้ำภาคเหนือและภาคอีสาน เครือข่ายภาคประชาสังคม และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ "การจัดการน้ำ ผู้นำต้องฟังเสียงรากหญ้า" เพื่อนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงจากรากหญ้าสิ่งที่ถูกละเลยโดยตลอด โดยเฉพาะประเด็นสิ่งแวดล้อม สังคม และสิทธิมนุษยชน ถือเป็นต้นทุนที่ถูกลืมจากการจัดการน้ำโดยรัฐและเอกชน เพื่อชี้ให้เห็นถึงสิทธิชุมชนที่ต้องได้รับการรับรอง และความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และเป็นธรรม
การเปิดเวทีรากหญ้าครั้งนี้ เพียรพร ดีเทศน์ ผู้ประสานงานการรณรงค์ประเทศไทย องค์การแม่น้ำนานาชาติ บอกว่า เตรียมเปิดเผยข้อมูลและฟังเสียงจาประชาชนแบบรอบด้าน เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00-12.00 น. วันที่ 19 พฤษภาคมนี้ ที่ร้านหนังสือบุ๊ค รีพลับลิก จะเป็นเวทีสะท้อนเสียงของประชาชนระดับรากหญ้าเกี่ยวกับต้นทุนการบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศและระดับชาติ ที่ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อม ชุมชน และพื้นที่ทำกิน เพื่อให้สังคมได้ตระหนักและผู้นำประเทศที่มีอำนาจตัดสินใจได้ยินเสียงนี้
ส่วนประเด็นที่จะพูดคุยกันในเวทีคู่ขนานมีทั้งแผนจัดการน้ำโดยภาครัฐ เงินกู้เงินมหาศาลถึง 3.5 แสนล้านบาท เป็นคำถามที่ต้องตอบชุมชน และต้นทุนจากแผนจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท รวมทั้งมหากาพย์ลุ่มแม่น้ำโขง จากเขื่อนจีนถึงเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งจีนได้สร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงมานานกว่า 10 ปี ล่าสุดยังมีการสร้างเขื่อนไซยะบุรีในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพิ่มอีก ถือเป็นการทำลายระบบประมงที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคนี้
โดยทุกเนื้อหา ทุกข้อเท็จจริง และทุกผลกระทบที่เสนอผ่านเวทีคู่ขนาน หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) ยืนยันว่า จะสรุปประเด็นและสาระสำคัญของแกนนำกลุ่มต่างๆ เพื่อแถลงข่าวให้สื่อมวลชนและเปิดภาพในสาธารณชนทราบอย่างครบถ้วน
ผู้มีบทบาทสำคัญของเอ็นจีโอลุ่มน้ำภาคเหนือ อย่าง สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา ผู้ประสานงานโครงการอนุรักษ์พื้นที่ลุ่มน้ำภาคเหนือ และเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา เสนอว่า ข้อเรียกร้องของเครือข่ายลุ่มน้ำกลุ่มต่างๆ รวมทั้งชาวบ้านในพื้นที่ที่รัฐบาลมีโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ เช่น ลุ่มน้ำยมตอนบน-ตอนล่าง ลุ่มน้ำแม่แจ่ม ลุ่มน้ำแม่ขาน ฯลฯ ที่เตรียมสรุปและยื่นเป็นข้อเรียกร้องในเบื้องต้น คือ การบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล ควรเปิดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นและชุมชน โครงการบริหารจัดการน้ำโดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ ควรมีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และศึกษาความเป็นไปได้ในแต่ละพื้นที่ เพราะการบริหารจัดการน้ำแต่ละภูมิภาคแตกต่างกัน เมื่อถึงกระบวนการตัดสินใจรัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น หรือมีข้อเสนอเพิ่มเติม
ส่วนประเด็นปลีกย่อยที่เป็นข้อเสนอของแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล เช่น เครือข่ายลุ่มน้ำยมตอนบน-ล่าง ที่จะมีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น หรือในพื้นที่อื่นๆ ที่จะสร้างเขื่อน เช่น เครือข่ายลุ่มน้ำแม่แจ่ม แม่ขาน จะมีข้อเสนอแยกย่อยเป็นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำที่เตรียมเสนอให้รัฐบาลพิจารณา เช่น การบริหารจัดการน้ำขนาดเล็กในระดับตำบล หมู่บ้าน ในพื้นที่ลุ่มน้ำสาขา เช่น ลุ่มน้ำยมที่มีสาขามากถึง 77 ลุ่มน้ำ ก็ให้บริหารจัดการน้ำขนาดเล็ก เหมือง ฝาย แทนการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น หรือเขื่อนต่างๆ
"เราไม่มีแนวคิดจะชุมนุมประท้วง หรือบุกสถานที่ประชุม แต่การรวมตัวกันจัดเวทีคู่ขนานทางวิชาการ เพื่อแสดงความคิดเห็นเป็นเสียงสะท้อนจากภาคประชาชน ที่อยากให้ภาครัฐได้ยิน แต่ข้อสรุปทั้งหมดอาจมีการยื่นเป็นข้อเสนอโดยจะส่งตัวแทนไปเท่านั้น" สมเกียรติ ย้ำ
ขณะเดียวกัน ธานินทร์ สุภาแสน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงแผนรับมือกลุ่มมวลชนว่า ได้รับรายงานว่าจะมีมวลชนประมาณ 7-8 กลุ่ม เดินทางมายื่นหนังสือข้อเรียกร้องแตกต่างกันไป รวมทั้งทวงถามความคืบหน้าการช่วยเหลือ ในส่วนของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (บช.ภ.5) ได้จัดกำลังตำรวจประมาณ 4,300 นาย ทำหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และจัดสถานที่สำหรับมวลชนที่จะมาชุมนุมไว้ให้ที่ศูนย์ประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานที่จัดประชุม เนื่องจากสถานที่จัดประชุมระดับผู้นำจำเป็นต้องรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด จึงไม่อนุญาตให้ผู้ชุมนุมเข้าใกล้พื้นที่
ต้องจับตาท่าทีของรัฐบาล และ กบอ. จะเปิดใจกว้างรับฟังข้อเสนอของกลุ่มเอ็นจีโอและชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการของรัฐหรือไม่? คงตั้งรอวัดใจกัน... ในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า
.........................
(หมายเหตุ : เอ็นจีโอหลากสาย... บ่าล้อมวงประชุมน้ำ : จันจิรา จารุศุภวัฒน์รายงาน)



