
เตือนศก.อาจยังไม่พ้นจุดต่ำสุดจริงรายได้เกษตรกรวูบ-ฉุดกำลังซื้อในประเทศไม่ฟื้น
"กรณ์" มองสัญญาณดีเศรษฐกิจเริ่มฟื้น ห่วงเงินบาทแข็งค่ากระทบส่งออก สั่งธปท.ดูแลให้ดี "หม่อมอุ๋ย"เตือนอาจยังไม่พ้นจุดต่ำสุดจริง แค่กระเตื้องจากสินค้าหมดสต็อก มองครึ่งปีหลังรายได้ภาคเกษตรหด หลังราคาสินค้าร่วง ฉุดกำลังซื้อในประเทศไม่ฟื้น
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง ”โอกาส...ประเทศไทย” จัดโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ว่าภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่เริ่มฟื้นตัวจะส่งผลดีต่อการซื้อสินค้า แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ เงินดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนค่าทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อรายได้ของผู้ส่งออก จึงได้ประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้เข้ามาดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นจนกระทบขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ ส่วนกระทรวงคลังจะดูแลบางส่วน โดยการกู้เงิน 8 แสนล้านบาท จะเน้นกู้ในประเทศทั้งหมด
ส่วนราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับขึ้นนั้น เป็นไปตามที่รัฐบาลดาดการณ์ไว้แล้ว ว่าราคาเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และยืนยันว่าการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันถือมีความจำเป็น ไม่ได้เป็นการซ้ำเติมประชาชน เพราะรายได้รัฐบาลลดลงมาก อีกทั้งรัฐบาลก็ให้กองทุนน้ำมันเข้ามารับภาระแทน
"เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดถดถอยต่ำสุดมาแล้ว ในไตรมาสแรกที่จีดีพีติดลบ 7.1% จากนี้ไปเศรษฐกิจจะขยายตัวดีขึ้น ซึ่งไตรมาส 4 อาจขยายตัวเป็นบวก หรืออยู่ที่ 0% แต่จะไม่ติดลบแน่นอน ส่งผลให้ทั้งปีเศรษฐกิจไทยติดลบที่ 4-5%" นายกรณ์กล่าว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ความเห็นว่า การที่รัฐบาลใช้นโยบายการคลังและเร่งอัดฉีดเงินเข้าระบบและใช้เพื่อการลงทุนในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 1.56 ล้านล้านบาทเป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว และไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นสูง เพราะสัดส่วนหนี้ที่ระดับ 60% ของจีดีพีนั้นเป็นตัวเลขที่ยอมรับได้หากเทียบกับต่างประเทศ แต่อยากฝากรัฐบาลให้เร่งเปิดเผยรายละเอียดข้อมูลของโครงการลงทุนต่างๆ เพื่อให้เอกชนตื่นตัวและเตรียมพร้อมในการเข้าไปรองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในทุกพื้นที่
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นในสายตาของต่างชาติ โดยดึงผู้นำเข้ามาประชุมอาเซียนซัมมิตให้ได้ และต้องเผยแพร่ข้อมูลเชิงบวกของประเทศออกไป และสิ่งสำคัญต้องไม่ตัดสินใจผิดพลาดกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน เหมือนกรณีชะลอการลงทุนที่มาบตาพุด และบางนโยบายดูเหมือนยังไม่ชัดเจนและไม่ตรงกับภาคเอกชน เช่น การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ผ่านมาเห็นว่ายังไม่เกิดผลกระตุ้นเศรษฐกิจ
“รัฐบาลอย่าเพิ่งมองในแง่ดีหรือตั้งอยู่บนความประมาท ว่าเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณดี โดยการผลิตที่กระเตื้องขึ้นอาจมาจากสินค้าหมดสต็อกจึงต้องผลิตใหม่ แต่เป็นการผลิตตามความจำเป็นต้องใช้เท่านั้น ไตรมาสแรกที่ว่าเศรษฐกิจลงไปถึงจุดต่ำสุดแล้ว จึงอาจไม่ใช่ลงไปถึงจุดต่ำสุดจริง และอย่าหวังว่าเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นในระยะเวลาอันสั้น“ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวและว่า แม้การส่งออกของไทยอาจจะดีขึ้นในครึ่งหลังของปี แต่จากราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง และจากผลของการดำเนินนโยบายแทรกแซงราคาข้าวที่ผิดพลาดของรัฐบาลทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลง จะส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัวตามไปด้วย
ดร.โอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภาวะขณะนี้มีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องนำทางภาคเอกชนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่สิ่งสำคัญคงอยู่ที่การลงทุนและการอุปโภคบริโภคในประเทศด้วย เพราะ 2 ส่วนนี้มีน้ำหนักทางเศรษฐกิจถึง 80% ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐมีขนาดเพียง 20% ทำให้แต่ละประเทศพยายามใช้มาตรการ 3 ด้านในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ แต่อาจจะให้น้ำหนักไม่เท่ากันระหว่างนโยบายการคลังโดยการอัดฉีดเงินงบประมาณ การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน และการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนในระดับที่เหมาะสม ซึ่งบางประเทศใช้ได้ผลดีทำให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวเร็ว



