ข่าว

อิหร่านกับมหาอำนาจตะวันตก

อิหร่านกับมหาอำนาจตะวันตก

17 พ.ค. 2556

อิหร่านกับมหาอำนาจตะวันตก : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์ [email protected]


              หนึ่งในความน่าสนใจเมื่อได้มีโอกาสไปร่วมสัมมนาที่อิหร่านคือการได้รับรู้ข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่แตกต่างกับสื่อกระแสหลัก งานสัมมนาเรื่อง “World Conference of Ulama and Islamic Awakening” ครั้งที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 29-30 เมษายน ก็เช่นเดียวกัน เพราะคนที่มาร่วมเสวนามีทั้งตัวแทนคนสำคัญจากกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ กลุ่มฮามาส กลุ่มอิสลามมิกญิฮาดในปาเลสไตน์ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดถูกเหมารวมจากสหรัฐว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย แต่ในสายตาของอิหร่านถือว่าเป็นกลุ่มต่อต้านเพื่ออิสลาม (Islamic Resistance Movement) ที่ต้องไม่เอาไปเหมารวมเป็นพวกเดียวกันกับขบวนการอัล-กออิดะฮ์

              ทำไมอิหร่านจึงให้ความสำคัญกับกลุ่มต่อต้านเหล่านี้?

              หากพิจารณาจากรัฐธรรมนูญอิหร่านเราจะพบว่า การกำหนดนโยบายต่างประเทศของอิหร่านจะคำนึงถึงหลักการพื้นฐาน 4 ประการด้วยกันคือ 1. อิหร่านปฏิเสธทุกรูปแบบของการครอบงำจากอำนาจภายนอก 2.รักษาไว้ซึ่งเอกราชและบูรณภาพแห่งดินแดน 3.ปกป้องสิทธิของชาวมุสลิมทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องไปผูกตัวเป็นพันธมิตรกับมหาอำนาจ 4.รักษาความสัมพันธ์อย่างสันติกับรัฐที่ไม่ก่อสงคราม

              หลักการทั้งหมดนี้ถือเป็นเข็มทิศชี้ทางนโยบายต่างประเทศของอิหร่านมานับตั้งแต่การปฏิวัติเมื่อปี 1979 ลักษณะเช่นนี้ทำให้เราเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมอิหร่านจึงสนับสนุนกลุ่มขบวนการต่อต้านมุสลิมทั่วโลก หรือที่สหรัฐมักอ้างว่าอิหร่านเป็นประเทศที่ให้การสนับสนุนการก่อการร้าย ส่วนประเทศมุสลิมที่เป็นซุนนีย์บางประเทศก็อาจมองว่าอิหร่านมีแนวนโยบายที่จะ “ส่งออกการปฏิวัติ” ซึ่งเป็นกระแสที่แรงมากในช่วงทศวรรษที่ 1980

              การที่อิหร่านมีนโยบายสนับสนุนกลุ่มขบวนการมุสลิมทั่วโลก ก็อาจมองได้อีกมุมหนึ่งว่าอิหร่านพยายามสร้างภาพลักษณ์ตนเองเป็นเสมือนศูนย์กลางของโลกมุสลิมเพื่อที่จะได้รับแรงสนับสนุนจากมวลชนมุสลิมทั่วโลก อันจะช่วยหนุนเสริมให้อิหร่านมีพลังและความชอบธรรมมากขึ้นในการเผชิญกับสิ่งท้าทายทั้งในระดับภูมิภาคและโลก

              อย่างไรก็ตาม หลักการที่เป็นเข็มทิศชี้ทางนโยบายต่างประเทศอิหร่านบางครั้งก็เป็นการสร้างศัตรูได้ด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการเผชิญหน้ากันในปัจจุบันระหว่างอิหร่านกับมหาอำนาจตะวันตก

              สหรัฐและบางประเทศในยุโรปถือว่าอิหร่านและนโยบายต่างประเทศ “เป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคตะวันออกกลาง” ในขณะเดียวกัน อิหร่านก็เชื่อว่าตะวันตกโดยรวม โดยเฉพาะสหรัฐ เป็นเสมือน “ศัตรูตัวฉกาจของอิสลามและอิหร่าน” ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันดังกล่าวถือเป็นปัจจัยครอบงำที่ส่งผลโดยตรงถึงความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับตะวันตก ยิ่งเกิดสงคราม 8 ปีอิรัก-อิหร่าน (1980-1988) ซึ่งตะวันตกให้การสนับสนุนอิรัก ก็ยิ่งเพิ่มอุณหภูมิแห่งความขัดแย้งให้สูงขึ้น

              ตามความเชื่อของชาวอิหร่านแล้ว การที่อิรักได้รับความช่วยเหลือจากตะวันตกก็เป็นเพราะอิหร่านมีการปกครองระบอบอิสลามที่ตะวันตกต้องการโค่นล้ม ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไมอิหร่านจึงมุ่งสร้างความสัมพันธ์กับโลกตะวันออกมากกว่าที่จะไป “ตามเอาใจ” ตะวันตก

              แรงจูงใจที่อิหร่านต้องใช้นโยบายเช่นนี้ประการหนึ่งก็อาจเป็นผลมาจากการที่ตะวันตกแสดงลักษณะท่าทีต่อต้านหลักการปฏิวัติของอิหร่านมาตลอด อีกประการหนึ่งก็อาจเป็นผลมาจากความเจ็บช้ำทางประวัติศาสตร์ อันเนื่องมาจากการแทรกแซงอิหร่านของสหรัฐและอังกฤษตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 เช่นการที่สหรัฐอยู่เบื้องหลังการล้มล้างนายกรัฐมนตรี มุศอดดิก (Mohammed Mossadiq) ที่มาจากการเลือกตั้งในปี 1953 เพียงเพราะเขามีนโยบายที่จะยึดสัมปทานน้ำมันให้กลับมาเป็นของชาติ

              นักการเมืองส่วนใหญ่ของอิหร่านเชื่อว่า การสร้างสัมพันธ์กับโลกตะวันออกมีความเสี่ยงน้อยกว่าเอาตัวไปผูกมิตรกับตะวันตกที่เป็นกลุ่มประเทศที่ต้องการรักษาความยิ่งใหญ่ของตน ด้วยเหตุนี้ นักการเมืองและนักการศาสนาคนสำคัญๆ ของอิหร่านไม่ว่าจะเป็นผู้นำสูงสุดคือ อยาตุลลอฮ์ อาลี คาเมนิอี หรือรัฟซันญานี และแม้แต่ประธานาธิบดีอะห์เมดินีญาด (ซึ่งเป็นคนกล่าวปิดงานสัมมนาครั้งนี้) ต่างก็มีทัศนคติความเชื่อเช่นนี้คล้ายๆ กัน