
เห็นต่างอย่างสร้างสรรค์
เห็นต่างอย่างสร้างสรรค์ : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
ผมเชื่อว่าสังคมไทยยังมีความหวัง เพราะได้เห็นเด็กรุ่นใหม่ๆ กล้าคิดกล้าแสดงออก แต่ติดอยู่ตรงวัฒนธรรมบางอย่างของคนบางกลุ่มพยายามจะเข้าครอบงำหรือชี้นำให้คนอื่นเชื่อหรือคล้อยตามไปอย่างที่ตนเองชื่นชอบ คงจำได้ ผมเคยพูดถึงเด็กบางคนที่มีโอกาสได้อบรมให้ความรู้เขาในบางสถาบัน มาพบอีกวันความคลั่งลัทธิบางอย่างตามคนที่เขาศึกษาเล่าเรียนด้วย ทำให้เขาเชื่อว่าการจะดูเท่ มีวิชาความรู้แบบนักปราชญ์ ต้องแต่งตัวไม่เหมือนชาวบ้าน พูดจากระโชกโฮกฮาก ไม่จำเป็นต้องเกรงใจหรือมีสัมมาคารวะผู้ใหญ่ เพราะเชื่อว่าถ้าทำอย่างที่เคยๆ ทำกันมาจะทำให้เขาดูอ่อนแอไม่แตกต่าง
เลยมาลองพิจารณาดูถึงหลายเรื่องราวในสังคมเราทุกวันนี้ มีคนแสดงความเห็นคัดค้านเรื่องต่างๆ แบบไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่าการได้ก่นด่า ผรุสวาท แต่ไม่มีข้อแนะนำหรือให้อะไรใหม่กับสังคมได้เลย แม้แต่คนซึ่งมีทั้ง "คุณวุฒิและน่าเชื่อว่าจะมีวุฒิภาวะ" ก็ยังนิยมมาตรฐานการก่นด่า แสดงให้เห็นพื้นฐานจิตใจ อย่างที่มักได้ยินคนกระแนะกระแหนกันตามสื่อต่างๆ ว่า "การศึกษาของหลายคนไม่ได้ช่วยยกสภาวะจิตใจ คุณธรรมจริยธรรมเขาขึ้นมาเลย" แล้วจะไปคาดหวังอะไรจากเด็กที่เราชอบบ่นว่า วันๆ เอาแต่ กิน เที่ยว เสพสารพัดเสพ รวมทั้งประชาชนที่ยังวนเวียนอยู่กับ "กับดักที่นักการเมือง คนไม่หวังดีเอามาเป็นเหยื่อล่อ" ได้อย่างไร หลายคนถึงกับบอกว่าเป็นเรื่องน่าสังเวชอย่างยิ่ง
"ระบบการศึกษาของชาติ" ในวันนี้ ถือเป็นเรื่องน่าห่วงใยที่สุด เพราะแนวคิดหลายๆ อย่างจากผู้ซึ่งอาจไม่เข้าใจการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มุ่งแต่ให้ "รางวัล" แต่ลืมไปว่า มนุษย์โดยพื้นฐานหากขาดการควบคุมดูแลอย่างทั่วถึงเรามักจะเห็นบรรดาพวก "นอกรีต" ปรากฏเป็นปัญหาสร้างความเดือดร้อนอยู่ในทุกแห่งหน ไม่ว่าจะสังคมเจริญพัฒนาทางทุนนิยมอย่างถึงขีดสุด หรือ สังคมกำลังพัฒนาทั้งหลาย ไม่เช่นนั้นกฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ คงไม่มีความจำเป็นต้องตราไว้
สถาบันการศึกษาขั้นอุดมศึกษาจำนวนมากในวันนี้เราเร่งรัดจัดให้มีการผลิตบัณฑิตซึ่งไม่มีคุณภาพออกมาเป็นจำนวนมาก เดิมไม่เคยคาดว่าจะลามปามไปถึงขั้น "ปริญญาเอก" เพราะมองว่าน่าจะเป็นมาตรฐานขั้นสูงที่คนจะเรียนจะได้ปริญญาน่าจะต้องเข้าข่ายหลักๆ คือ เรียนจบไปเป็นครูบาอาจารย์ นักวิชาการ ทำการศึกษาวิจัยพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาที่ตนศึกษาเล่าเรียนมา หรือมิฉะนั้นก็ต้องเป็นเรื่องของความชอบหรือสนใจส่วนตัวของคนเรียนที่สามารถหาคนมาควบคุมดูแลการทำวิทยานิพนธ์ได้ก็ถือเป็นเรื่องน่าสนับสนุน เพราะนักประดิษฐ์คิดค้นหลายคนของโลกทำอะไรสำเร็จก็ด้วย "แรงบันดาลใจ" เช่นนี้
แต่สำหรับการศึกษาขั้นสูงของชาติในวันนี้ ต้องขอยืมคำว่า "น่าสังเวช" มาใช้อีกรอบ เพราะปริญญาเอกของสถาบันการศึกษาบางแห่ง นอกจากครูบาอาจารย์ไม่อยู่ในมาตรฐานที่จะสอนได้แล้ว นักศึกษาที่เข้ามาก็ขาดการดูแลและไม่สามารถตอบคำถามกับตัวเองได้ว่า เรียนปริญญาเอกไปเพื่อประโยชน์โพดผลทางวิชาการตรงไหน นอกจากขอให้ได้ชื่อได้ยศนำหน้าว่า "ดอกเตอร์" สำหรับเวลาถูกเชิญไปกล่าวคำอวยพรคู่บ่าวสาวงานแต่งงาน หรือเอาไปใช้ใส่ชื่อลด "ปมด้อย" ของตนเองที่อาจไม่มียศนำหน้าเหมือนทหารตำรวจ
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงประกาศในหลายแห่งเหมือนอย่างที่วัยรุ่นคิดคำมาล้อๆ กันว่า "สวย หล่อ เลือกได้" วันนี้ ผมคิดว่า ตัวผมเองมีมาตรฐานในทางวิชาการและความเชื่อถือจากสังคมในขั้นที่ "เลือกได้" เช่นเดียวกัน จึงบอกไปกับหลายแห่งที่เชิญมาเป็นกรรมการวิทยานิพนธ์หรือผู้อ่านงานให้คนได้รับปริญญาดังว่าไปตรงๆ อย่างที่ผมคิดเห็น ซึ่งถือเป็นการแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์ ไม่โจมตีว่าร้ายให้เขาได้อับอาย แต่ต้องการให้เขาคิดหาทางพัฒนาหรือทำโครงการให้เป็นที่ยอมรับ เพราะหากเราไปร่วมสังฆกรรมด้วย ก็ไม่ต่างกับการ "ไปยุยงส่งเสริม" คนได้อะไรมาง่ายมักไม่ค่อยเห็นคุณค่าสิ่งที่ได้มา
ผมจึงฝากไปยังผู้บริหารการศึกษาให้ช่วยดูแลการผลิตบัณฑิตอย่างมีประสิทธิภาพเป็นมรรคเป็นผล ไม่อยากเห็นเด็กจบพลศึกษาปีๆ หลายพันคนรวมกันในเครือข่ายสถาบันการศึกษาบางแห่ง แทนที่จะได้เป็นโค้ชเป็นครูฝึกทหารตำรวจต้องไปอยู่ตาม "ฟิตเนส" หรือเป็นพนักงานขายเครื่องกีฬาตามห้าง หรือคนเรียนหนังสือถึงชั้นประถมหก แต่ยังสะกดชื่อสกุลของตนเองไม่ถูกอย่างลูกจ้างทำงานบ้านของเพื่อนผม อย่างนี้มันสะท้อนให้เห็นคุณภาพของทั้งคนวางนโยบายไปกระทั่งฝ่ายปฏิบัติการ ถ้าจะต้องแก้ไขให้ตรงจุดก็ต้องยอมกลับไปสู่ "มาตรฐานที่เข้มงวด ไม่เปิดหลักสูตรพร่ำเพรื่อและหลายโครงการ หลายโรงเรียน ถ้าวัดผลไม่เป็นไปตามมาตรฐาน อาจให้โอกาสแก้ไขปรับปรุง แต่ถ้าเกินเยียวยาก็ต้องว่าไปตามครรลอง" นี่คือ ความเห็นต่างอย่างสร้างสรรค์ของผมครับ



