
4 แนวทางดึงราคายางของชสยท.
4 แนวทางดึงราคายางของชสยท. ความท้าทายในการฟื้นภาวะถดถอย : มัทนา ลัดดาสิริพร / สันติภาพ รามสูต ... รายงาน
การประกาศความร่วมมือระหว่างไทยและมาเลเซีย ในการจัดตั้งเมืองอุตสาหกรรมยาง (รับเบอร์ซิตี้) ที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยมาเลเซียจะพัฒนาพื้นที่ในเมืองโกตาปูตรา รัฐเกดะห์ ส่วนไทยจะลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมยางพาราที่ อ.นาทวี จ.สงขลา เนื้อที่ 6,000 ไร่ มูลค่ารวมการลงทุนกว่า 100,000 ล้านบาท ผลที่จะได้รับจากความร่วมมือของทั้ง 2 ประเทศ ก็คือ กระตุ้นให้เกิดความต้องการใช้ยางอีกไม่ต่ำกว่า 200,000 ตัน นี่คือการขับเคลื่อนในนโยบายของรัฐบาลไทย เพื่อสานต่อเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางยางพาราของโลก (ไทยแลนด์ เวิลด์ รับเบอร์ ฮับ) โดยมีองค์ประกอบจากการที่ไทยมีวัตถุดิบมากที่สุดในโลกหรือส่งออกมากที่สุด
กล่าวคือ มีผลผลิตเฉลี่ยกว่าปีละ 3.1-3.6 ล้านตัน และส่งออก 2.7-3.0 ล้านตัน และนี่คือความต่อเนื่องด้านหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการจัดงาน "วันยางพาราอาเซียน" ที่ จ.ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 10-11 เมษายน ที่ผ่านมา โดยมีบุคคลในระดับรัฐมนตรีชาติอาเซียน เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโส เข้าร่วม สาระสำคัญนอกจากการเป็นเวทีความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเพาะปลูกยางพาราจากประเทศผู้ผลิตยางพาราทั้ง 10 ประเทศ ยังเป็นการลงนามความร่วมมือด้านต่างๆ รวมถึงการผลักดันให้เกิด "รับเบอร์ซิตี้" ในที่สุด
ความเคลื่อนไหวข้างต้นที่เกิดขึ้นนั้น อาจจะให้ภาพในความร่วมมือของประเทศผู้ผลิตยางพาราที่มีบทบาทในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม มิติอีกด้านหนึ่งในไทยนั่นก็คือ มติอย่างเป็นทางการของชาวสวนยางพาราภาคใต้และภาคตะวันออก ในนามของชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสยท.) ที่นำเสนอแนวทางเป็นของตัวเองต่อการแก้ไขปัญหาราคายางพาราต่ำตกและยังคงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมติของที่ประชุม ณ ที่ทำการของ ชสยท. ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ก็คือ "การเลือกที่จะพึ่งพาตนเองเป็นหลักและใช้รัฐเป็นรอง" ทั้งนี้ ในส่วนของเกษตรกรจะดำเนินการ 4 มาตรการ คือ 1. ลดปริมาณการผลิตยางพาราธรรมชาติลง 50% ในครึ่งปีหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-31 ธันวาคมนี้ โดยคาดการณ์ถึงผลิตที่จะลดลงรวม 2.7 ล้านตัน
2. เลื่อนการเปิดกรีดยางในฤดูกาลนี้ ไปเป็นเริ่มกรีดพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งจะทำให้ปริมาณยางหายไปจากระบบ 250,000 ตัน 3. ให้ตลาดประมูลยางของสำนักงานสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรทั่วประเทศกว่า 200 แห่ง ปิดตลาดทั้งหมด และเริ่มเปิดดำเนินการอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม เป็นต้นไป เพื่อลดปริมาณยางออกสู่ตลาด และ 4. ให้สถาบันเกษตรกรที่ส่งยางเข้าประมูลในตลาดกลางยางพาราทั่วประเทศ 5 ตลาด ได้แก่ ตลาดกลางสงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี หนองคาย และบุรีรัมย์ หยุดส่งยางเข้าประมูล และให้ส่งอีกครั้งวันที่ 1 กรกฎาคม เป็นต้นไป
ส่วนมาตรการที่ ชสยท.ต้องการให้รัฐสนับสนุน ได้แก่ 1. ให้รัฐหยุดนโยบายแทรกแซงราคา เพราะ 1 ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่ากระบวนการนี้ล้มเหลว แต่ให้ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรที่ลดปริมาณการผลิตยางธรรมชาติ โดยการปล่อยเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยให้เกษตรกรผ่านสถาบันเกษตรกร เพื่อใช้ในการดำรงชีวิต โดยมีระยะเวลาจนกว่าวิกฤติราคายางจะคลี่คลาย 2. ให้รัฐสนับสนุนสถาบันเกษตรกรที่มีความพร้อมในการก่อสร้างโรงงานแปรรูป และสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินการ และ 3. ให้รัฐจัดให้มีการสร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับการใช้ยางธรรมชาติของเกษตรกรในราคาถูก ขณะเดียวกันรัฐบาลควรที่จะผลักดันให้เกิดการจัดตั้งโรงงานผลิตยางรถแห่งชาติ เพราะเชื่อว่านี่คือทางออกของการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตที่ลดลงได้อย่างยั่งยืน
"มติที่ออกมาจะดำเนินการพร้อมกัน เพื่อลดปริมาณยางให้ออกสู่ตลาดให้น้อยลงและเป็นการแข่งขันกับผู้ซื้อในตลาดโลกโดยตรง ซึ่งในส่วนของ ชสยท.เห็นตรงกันว่า จะไม่ใช้มาตรการชุมนุมประท้วง เพราะไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่จะใช้วิธีรวมตัวกันของชาวสวนยางพารา เพื่อกำหนดแนวทางด้วยตัวเอง" เพิก เลิศวังพง ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย หรือ ชสยท. เล่าถึงแนวทาง
ทั้งนี้ แนวทางพยุงราคาผลผลิตยางพาราให้ปรับตัวเป็นบวกผ่านแนวทางของรัฐบาล ถือเป็นข้อแตกต่างในการมองโครงสร้างของต้นทุนการผลิตที่สวนทางกัน จะเห็นได้จากการศึกษาต้นทุนการผลิตยางของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้คำนวณต้นทุนราคายางพาราในรูปของยางแผ่นดิบชั้น 3 ไว้ที่ 62 บาทต่อกิโลกรัม เท่านั้น ขณะที่ในมุมของสถาบันเกษตรกรอ้างถึงต้นทุนการผลิต สำหรับยางแผ่นดิบชั้น 3 อยู่ที่ 85 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้น ราคารับซื้อที่เคลื่อนไหวอยู่ที่ 70-72 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิตในมุมของเกษตรกร จึงเป็นภาวะถดถอยของรายได้ ขณะที่ขาขึ้นของราคายางพาราเคยทำได้ที่ราคารับซื้อสูงถึง 120 บาทต่อกิโลกรัม
ที่น่าสนใจคือ ข้อมูลในเชิงกายภาพถึงสถานการณ์ผลิตยางพาราของไทย ที่ศึกษาโดยหน่วยงานของรัฐ พบว่า ในภาคการผลิตไทยมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ส่วนการส่งออกมีต้นทุนสูงและมีตลาดแคบ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งที่สำคัญ คือ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ระบบตลาดที่ยังไม่เอื้อต่อการส่งออก และไม่สามารถกำหนดราคายางในตลาดโลกได้ กับการใช้ยางเพื่อแปรรูปในประเทศยังมีข้อจำกัด และมีอัตราการขยายตัวอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ไทยต้องพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก และอยู่ในสถานะเสียเปรียบประเทศคู่แข่ง สำหรับต้นทุนการผลิตยางของเกษตรกรชาวสวนยางนั้น มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากประสิทธิภาพการผลิตยางของเกษตรกรต่ำและการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสม
การคาดหมายของ ยุทธพงศื จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ประเมินว่า ราคายางพารานับจากนี้ไปจะมีสัญญาณของการฟื้นตัว อ้างอิงจากการมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเข้ามา อีกทั้งการผลิตออกสู่ตลาดที่ลดลงด้วยปัจจัยภาวะฝนตกชุกในแหล่งปลูกทางภาคใต้ อาจจะให้ความคาดหวังได้ในระดับหนึ่งสำหรับเกษตรกร ถึงแนวโน้มนับจากนี้ว่า ทุกอย่างน่าจะเป็นบวก แม้ว่าราคาจะไม่สามารถขยับไปถึง 120 บาทต่อกิโลกรัม ก็ตาม และเช่นกัน แม้ว่าท่าทีของ ชสยท.จะเลือกพึ่งพาตัวเองในการแก้ไขปัญหายางพารา แต่ท่าทีของเครือข่ายชาวสวนยางพารา ซึ่งเป็นมวลชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ให้เวลารัฐบาลอีก 1 เดือน นับจากนี้ ในการดึงราคายางให้กลับคืนมาที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม ก็เป็นประเด็นที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้ เพราะบทสรุปในเรื่องนี้อยู่ที่ การประกาศชุมนุมครั้งใหญ่ของเกษตรกรทั่วภาคใต้
---------------------
(4 แนวทางดึงราคายางของชสยท. ความท้าทายในการฟื้นภาวะถดถอย : มัทนา ลัดดาสิริพร / สันติภาพ รามสูต ... รายงาน)



