
"ไม่เกินหน้าที่แต่ รธน.เปิดช่อง"
"ชุมพล ศิลปอาชา" รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา แสดงความไม่พอใจกับพฤติกรรมของ "กลุ่ม 40 ส.ว." หลังขู่ว่าอาจจะคว่ำพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 และพ.ร.ก.กู้เงิน หากรัฐบาลเห็นชอบโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน โดยกล่าวว่า
"รู้สึกว่าส.ว.ตอนนี้ทำหน้าที่เกินบทบาทหน้าที่ไปแล้ว ทำตัวไล่ล่ารัฐบาลทุกรัฐบาล โดยเฉพาะ 40 ส.ว.สรรหาไล่ล่ารัฐบาลทุกรัฐบาล ดังนั้นฝ่ายค้านในสภามีอยู่แล้ว ปล่อยให้เขาทำงานอย่าไปแย่งหน้าที่ฝ่ายค้าน ทำเอาเฉพาะพอสมควร"
ถือเป็นคำพูดที่ออกตำหนิพฤติกรรมของ "กลุ่ม 40 ส.ว." อย่างเปิดหน้าเป็นครั้งแรก
แม้ว่าที่ผ่านมาหลายคนไม่พอใจการเคลื่อนไหวของ "กลุ่ม 40 ส.ว." แต่ก็ไม่มีใครกล้าออกมาตำหนิต่อหน้าสื่อมวลชนเหมือนกรณีของ "ชุมพล"
เพราะการทำหน้าที่ของ "ส.ว." บางคนสร้างผลงานเป็นที่ชื่นชมแก่สังคมจึงเหมือนเป็นเครื่องการันตีความโปร่งใสในการทำหน้าที่
ทั้งที่บ่อยครั้งการเคลื่อนไหวบางเรื่องมีคำถามตามมาว่า "เกินหน้าที่" หรือไม่
เช่น การไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภา เพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของ "รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์" นายกรัฐมนตรี และยังเรียกร้องให้ "สมชาย" ลาออกหรือยุบสภา เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์การสลายม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551
หรือการแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 โดยทำจดหมายถึงประธานวุฒิสภาให้ถอนตัวจากการเข้าร่วมประชุม 4 ฝ่ายเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ
จนเกิดกระแสข่าวจะไม่ต่ออายุส.ว.สรรหาโดยเฉพาะในกลุ่ม 40 ส.ว.
"รสนา โตสิตระกูล" ส.ว.กทม. ในฐานะแกนนำกลุ่ม 40 ส.ว. ชี้แจงว่า ดิฉันเป็นส.ว.เลือกตั้ง มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นตัวแทนของประชาชน การทำงานไม่ใช่เพื่อต่อรองแลกเปลี่ยนหรือยื่นหมูยื่นแมวกัน แต่ที่พูดเพื่อเตือนว่าควรมีความสุจริตในการตัดสินใจในแต่ละเรื่อง
ส่วนโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน "รสนา" กล่าวว่า ส.ว.ส่วนใหญ่ติดใจเรื่องตัวเลข และสงสัยว่าทำไมไม่ซื้อแทนการเช่า แม้เอกชนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย แต่รัฐบาลก็ไม่ควรรับความเสี่ยงในเรื่องการขาดทุน เราไม่รู้ว่าโครงการรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน มีคอรัปชั่นหรือไม่ แต่อาจเป็นการเพิ่มหนี้ให้แก่องค์กรมากขึ้น การบริหารรัฐต้องอยู่ได้ ประชาชนต้องอยู่ได้ ถ้าทำไม่ได้ ไม่ต้องแปรรูป แต่เปลี่ยนเป็นสัมปทานรัฐเก็บค่าต๋งไปเลยจะได้ไม่ต้องเสี่ยงเรื่องการขาดทุน
"เราส.ว.ที่เป็นองค์กรตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลย่อมไม่เห็นชอบที่จะผ่านเงินก้อนใหญ่มหาศาลไปถลุง เพื่อปู้ยี่ปู้ยำได้ นี่ไม่ใช่การแลกเปลี่ยน แต่เป็นการเตือนว่าถ้าใช้ดุลพินิจไม่สุจริต เราในฐานะเป็นตัวแทนประชาชนอาจไม่ผ่านเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงินได้" ส.ว.กทม.กล่าว
"รสนา" ชี้แจงเรื่องการทำหน้าที่เกินขอบเขตว่า "บางคนมองว่าส.ว.ถือหางถือฝ่าย แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะส.ว.ไม่มีพรรค คนรู้หรือไม่ว่าส.ว.มีหน้าที่อะไรบ้าง ตรวจสอบการบริหารของฝ่ายการเมือง ของรัฐบาลให้มีธรรมาภิบาล ให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ดังนั้นจะบอกว่าวุฒิสภาใช้อำนาจเกินไม่ได้ ถ้าส.ว.เข้ามาแล้วไม่ทำหน้าที่เลยก็เป็นเพียงไส้ติ่งในระบบการเมือง
"ทุกวันนี้คนมักพูดกันว่าส.ว.มีไว้ทำไม มีสภาเดียวไม่ดีกว่าหรือ ถ้ามีส.ว.มากลั่นกรองกฎหมาย มากำกับดูแลการบริหารงานของรัฐบาลให้สุจริตให้มีธรรมาภิบาล นี่คือหน้าที่ส.ว. และที่เรากำลังทำอยู่ในขณะนี้ก็ไม่ได้เกินเลยหน้าที่ของเรา การทำเกินเลยหน้าที่เราจะไปทำอะไรได้ ส.ว.ไม่มีอำนาจมีแต่ดาบพลาสติก" รสนา กล่าว
นอกจากนี้ "รสนา" อยากให้รัฐบาลและฝ่ายค้านลองหันมาสลับบทบาทกันกรณีการออกพ.ร.ก.กู้เงิน และเรื่องนี้ไม่ว่าใครเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล วุฒิสภาก็มีจุดยืนเหมือนเดิม ไม่ใช่ค้านเพราะอีกพรรคเป็นรัฐบาล ไม่ได้ค้านเพราะส.ว.เป็นพวกหรือเป็นศัตรูกับใคร
"กลุ่ม 40 ส.ว.ทำงานเพื่อรักษาประโยชน์ของบ้านเมือง และส.ว.ปัจจุบันโชคดีที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ง่าย เพราะจำนวนเสียงยื่นขอเปิดอภิปรายก็ไม่สูงจนเกินไป ขณะที่ส.ว.ปี 2543 ไม่เคยเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้เลยสักครั้ง แต่ส.ว.ชุดนี้เปิดอภิปรายรัฐบาลมาแล้ว 2 ครั้ง และถ้าคณะรัฐมนตรีผ่านโครงการรถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน เราก็จะขอเปิดอภิปรายรัฐบาลเกี่ยวกับโครงการนี้อย่างแน่นอน" รสนา กล่าว
ตราบใดคนส่วนใหญ่มองเสถียรภาพเป็นเรื่องของ "เม็ดเงิน" โดยเฉพาะนักการเมือง มองว่าการเมืองต้องใช้เงิน การมีเม็ดเงินเท่ากับมีความมั่นคง ดังนั้นการจัดซื้อจัดจ้างที่ส่วนใหญ่มักมีค่าคอมมิชชั่น ส่วนจะก้าวเลยไปถึงคอรัปชั่นหรือไม่ยังเป็นข้อสงสัย แต่ขอให้รู้ไว้ว่า "ประชาชนไม่ใช่ หูกระทะ ตาไม้ไผ่ ถึงไม่ได้กินหูฉลามทุกวันก็ไม่ได้กินแกลบ"
สมถวิล เทพสวัสดิ์



