ข่าว

ยิง-ระเบิดถล่มเรือจ้างรายวันแผนดึงเด็กกลับเป็นแนวร่วม

ยิง-ระเบิดถล่มเรือจ้างรายวันแผนดึงเด็กกลับเป็นแนวร่วม

06 มิ.ย. 2552

หลังจากใช้อาวุธสงครามยิงถล่มครูสาวใน จ.นราธิวาส เสียชีวิตไป 2 ศพ กลุ่มโจรยังไม่หยุดจองเวรครูง่ายๆ เพราะถัดมาเพียง 2 วัน กลุ่มโจรก็ก่อเหตุลอบวางระเบิด ทำให้ 2 ครูสาวแห่งโรงเรียนบ้านละหานเหนือ จ.ยะลา ได้รับบาดเจ็บขณะเดินทางไปสอนหนังสืออีกแล้ว

 ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผอ.ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มองว่า ปฏิบัติการถล่มครูอย่างต่อเนื่องนี้ คนร้ายหวังผลมากกว่าการสร้างสถานการณ์ และตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐเหมือนหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา

 นอกจากการลงมือต่อเป้าหมายที่อ่อนไหวและเปราะบาง ซึ่งสร้างความสะเทือนใจ และแย่งชิงพื้นที่ข่าวได้ง่ายแล้ว กลุ่มขบวนการยังหวังผลเพื่อส่งสัญญาณถึงองค์การการประชุมอิสลาม หรือ "โอไอซี" ด้วย
 
 การก่อเหตุความรุนแรงอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการประชุมโอไอซี ครั้งที่ 36 ที่ กรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย ในวันที่ 23-25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

 ว่ากันว่า การประชุมโอไอซีรอบนี้ กลุ่มขบวนการ "คาดหวัง" มากว่าประเด็นปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จะได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งในหัวข้อการประชุม

 ความคาดหวังดังกล่าวสูงลิ่ว เพราะเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แกนนำของขบวนการกลุ่มหนึ่งได้รับเชิญให้เข้าไปให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการผู้เชี่ยวชาญของโอไอซี ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในแง่ความน่าเชื่อถือของขบวนการ
 
 แต่ท้ายที่สุด โอไอซีกลับยังไม่บรรจุปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ของไทยเข้าสู่ที่ประชุม เนื่องจากยัง "ให้เวลา" กับรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ตามแนวทางที่ทางการไทยได้ชี้แจงต่อเลขาธิการโอไอซีในคราวที่เดินทางเยือนประเทศไทยก่อนหน้านี้

 ผศ.ดร.ศรีสมภพ จึงเชื่อว่า เมื่อโอไอซีไม่รับลูกกดดันรัฐบาลไทยสมดังความคาดหวัง แกนนำของขบวนการจึงรู้สึกผิดหวังไม่น้อย และออกอาการฟาดงวงฟาดงา อาละวาดก่อเหตุรุนแรงมากยิ่งขึ้น

 ขณะที่ ประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ ประธานที่ปรึกษาสมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และอดีตคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) มองอีกมุมว่า การลงมือกับ "ครู" นั้นเป็นฝีมือของ "กลุ่มหัวรุนแรง" ที่มีแนวความคิดฝังหัวแบบสุดโต่งมานาน

 แนวความคิดแบบผิดๆ ที่ถูกปลูกฝังมานานคือ ครู หรือระบบการศึกษาจากภายนอกจะเข้ามาเจือจางอัตลักษณ์ หรือความเป็น "มลายูมุสลิม" จนถูกกลืนทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมในที่สุด

 ฝ่ายตรงข้ามจึงพยายามทำลายครูและระบบการศึกษาของรัฐมาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมา รัฐยังไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญเพื่อสื่อสารให้เข้าใจถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของระบบการศึกษาได้

 อดีต กอส. ชี้ว่า ตราบใดที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองยังไม่พยายามทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาด้วยการสลายความคิด "สุดโต่ง" ของฝ่ายตรงข้ามให้ได้ ครูก็จะยังตกเป็นเหยื่ออยู่ต่อไป

 เหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับครูแทบจะรายวันนี้ ย่อมทำให้รัฐบาลอยู่เฉยไม่ได้ ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ (ผบ.เหล่าทัพ) โดยชูประเด็นการ รปภ.ครูเป็นประเด็นหลักในการหารือในวันที่ 5 มิถุนายนนี้

 นายกฯ อภิสิทธิ์ พูดชวนคิดว่า การประชุมครั้งนี้จะมีการคุยถึงผลการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในรอบ 5 เดือนว่า เหตุใดจึงไม่สามารถผลักดันนโยบายให้เป็นไปตามเป้าหมายได้

 "คิดว่าหลายหน่วยงานยังยึดติดอยู่กับภารกิจและวิธีปฏิบัติเดิมมากไป นี่คือเหตุผลที่ต้องเรียกประชุมในวันที่ 5 มิถุนายน"

 คำพูดประโยคนี้ของนายกฯ คงทำให้ขุนทหารร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมาบ้าง และต้องติดตามว่า ภารกิจและวิธีปฏิบัติเดิมๆ ที่นายกฯ ต้องการลงแส้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นคืออะไร และจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นแค่ไหน

 ส่วน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รมว.ศึกษาธิการ ก็เริ่มขยับ ปลุกปลอบขวัญกำลังใจครูอีกรอบด้วยการเตรียมเสนอขอปรับเพิ่ม "เบี้ยเสี่ยงภัย" ให้ข้าราชการครู พนักงานราชการ และครูอัตราจ้างสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ปฏิบัติงานใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา จำนวน 21,603 ราย ใช้งบประมาณ 388 ล้านบาท โดยจะเสนอเรื่องให้ ครม.อนุมัติ

 นอกจากนี้ ยังทำบันทึกถึงหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่เพื่อให้เข้าไปดูความรัดกุมของแผน รปภ. ครูให้มากขึ้น โดยเฉพาะการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งฝ่ายรักษาความปลอดภัย ฝ่ายความมั่นคง ศอ.บต. และโรงเรียน เพื่อให้เกิดความรัดกุมมากที่สุด

 การขยับตัวครั้งนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของฝ่ายความมั่นคงเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครูและเด็กนักเรียนในพื้นที่ เนื่องจากทางการข่าวทราบมาว่ากลุ่มคนร้ายไม่ใช่เพียงมุ่งทำลายขวัญกำลังใจครูอย่างเดียว

 แต่เป้าหมายที่ลึกกว่านั้นคือ สร้างความหวาดกลัวเพื่อดึงเด็กและเยาวชนกลับเข้าไปเป็น "แนวร่วม" อีกครั้ง เพราะปัจจุบันเด็กในพื้นที่หันมาเรียนในโรงเรียนตามระบบมากขึ้น จึงมีเด็กเรียนในสถานศึกษาในระบบเก่าลดน้อยลง

 สงครามครั้งนี้จึงเป็นการ "สงครามแย่งชิงมวลชน" โดยเฉพาะมวลชนที่ถือเป็น "อนาคต" อย่างเด็กและเยาวชน
 หากใครสามารถดึงกำลังพลและมันสมองในอนาคตมาเป็นพวกได้ โอกาสที่จะคว้าชัยชนะในบั้นปลายก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย

ทีมข่าวความมั่นคง