
แม่เอาเรื่องร.ร.ถึงที่สุดลืมลูกดับคารถ
แม่ 'น้องพอตเตอร์' ถูกทิ้งในรถจนตาย ยันเอาเรื่องถึงที่สุด ด้าน'ศธ.'ล้อมคอกเด็กตายในรถร.ร.รายที่ 2 ขณะที่เจ้าของโรงเรียนเด็กตายในรถยอมรับผิดทุกอย่าง
ความคืบหน้ากรณีเหตุสลด หนูน้อยวัย 3 ขวบ ด.ช.สุริยาการ หรือ น้องพอตเตอร์ ทาจันทร์ นักเรียนอนุบาล 1 โรงเรียนอุทุมพรวิทยา จ.ศรีสะเกษ ถูกลืมไว้ในรถยนต์ปิคอัพแบบแค๊ป ยี่ห้อ อีซูซุ ดีแม็กซ์ สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน บบ1239 ศรีสะเกษ หลังครูพี่เลี้ยงเป็นคนขับ ไปรับจากบ้านมาโรงเรียนตั้งแต่ช่วงเช้า แต่เมื่อมาถึงโรงเรียนไม่ได้ตรวจสอบดูว่ายังมีเด็กหลงเหลืออยู่ในรถ หลังเด็กอื่นทยอยลงจากรถจนหมด ส่วนน้องพอตเตอร์สันนิษฐานว่า หลับอยู่บริเวณเบาะแค๊ปจึงไม่ได้ลงจากรถด้วย เมื่อรถถูกปิดล็อคทั้งหมดและจอดตากแดดตลอดทั้งวัน กว่าจะทราบว่ามีเด็กอยู่บนรถ น้องพอตเตอร์ก็เสียชีวิตแล้ว เหตุเกิดเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น
ล่าสุดเมื่อเวลา 10.45 น.วันที่ 15 พ.ค.56 น.ส.ธัญยาธรณ์ บุญมา อายุ 27 ปี และนายสรายุทธ ทาจันทร์ อายุ 30 ปี สองสามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 9 บ้านหนองใหญ่ หมู่ที่ 12 ตำบลหนองห้าง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ พ่อแม่ของน้องพอตเตอร์ ได้เดินทางเข้ามาแจ้งความกับ พ.ต.ท.ทินกร เดชาเลิศ สารวัตรเวรสอบสวน สภ.อุทุมพรพิสัย เจ้าของคดี เพื่อดำเนินคดีกับครูคนขับที่กระทำการประมาททำให้น้องพอตเตอร์เสียชีวิต โดยยืนยันจะขอดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
น.ส.ธัญยาธรณ์ กล่าวว่า ช่วงเช้าวันเกิดเหตุได้ส่งลูกชายขึ้นรถที่ครูอัมพิกาขับมารับไปโรงเรียน ซึ่งนับเป็นวันที่สองของการเปิดเทอมนี้ ตนเห็นว่าครูเอาใจใส่อย่างดี จึงวางใจ โดยมีเด็กๆในรถอีก 13 คน เหตุที่เกิดขึ้นสงสัยว่า เมื่อถึงโรงเรียนทำไมครูจึงไม่เรียกลูกตนลงจากรถ ปล่อยให้นอนหลับอยู่ด้านหลังเบาะคนขับ ในแค๊ปช่องเล็กๆ จนถึงเย็นค่อยมาพบว่า ลูกตนเสียชีวิตแล้ว ถือเป็นการละเลยและประมาทมาก จึงขอเอาเรื่องจนถึงที่สุด
พ.ต.ท.ทินกร กล่าวว่า ได้ลงบันทึกการสอบสวนผู้เสียหายและพยายามติดต่อประสานกับครูที่เป็นคนปล่อยเด็กไว้ เพื่อมาให้ปากคำ แต่เบื้องต้นได้รับแจ้งว่ายังไม่สะดวกที่จะเข้าให้การ โดยขอรวบรวมหลักฐานก่อน แต่ยืนยันว่าจะมาให้ปากคำภายในวันนี้ ไม่ทราบเวลา ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามไปยึดรถยนต์คันที่เด็กเสียชีวิตมาไว้ตรวจสอบแล้ว
"พงศ์เทพ"สั่งให้กำชับร.ร.ผู้บริหารเข้มงวดความปลอดภัยของ นร.
นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงกรณี ด.ช.สุริยการ ได้เสียชีวิต เนื่องจากถูกขังอยู่ในรถปิคอัพรับ-ส่งนักเรียนเป็นเวลานานกว่า 7 ชั่วโมง ว่า ในที่ประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ. นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ได้กำชับให้หน่วยงานที่มีสถานศึกษาหรือศูนย์เด็กเล็กในสังกัดทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ให้กำชับไปยังผู้บริหารโรงเรียนและครูให้เข้มงวดในการดูแลเรื่องการรักษาความปลอดภัยของนักเรียน โดยเฉพาะกรณีเด็กเสียชีวิตบนรถรับส่งนักเรียนที่ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้เป็นครั้งที่ 2 โดย ตนจะขอความร่วมมือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำหนังสือกำชับไปยังสถานศึกษาและ ขอให้มีการสอนวิธีการช่วยเหลือนักเรียนหากติดอยู่ในรถเพื่อช่วยเหลือตนเอง ให้กับเด็กเล็ก เช่น การเปิดประตู การบีบแตร เพื่อขอความช่วยเหลือ โดยจะขอความร่วมมือให้สอนเรื่องดังกล่าวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งเพื่อให้เด็กเกิดความชำนาญและความเคยชิน สามารถช่วยตนเองได้หากเกิดเหตุ
ด้านนายบัณฑิต ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์กรณี ด.ญ.มนัสนันท์ ทองภู่ หรือ "น้องเอย" วัย 3 ขวบ นักเรียนชั้นอนุบาล 1 โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรปราการ ที่ถูกลืมไว้ในรถตู้รับ-ส่งนักเรียนของโรงเรียนนานกว่า 4 ชั่วโมงและเข้ารักษาตัวจนเสียชีวิตในที่สุดนั้น ตั้งแต่เกิดเหตุ สช.ก็ได้ทำหนังสือกำชับไปยังสถานศึกษาให้ระมัดระวัง ตรวจตราทุกครั้งในการรับส่งนักเรียน ให้มีการนำพานักเรียนไปส่งถึงห้องเรียนกับครูประจำชั้นทุกคน และทำบันทึกเก็บข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษร และให้สอนการดูแลช่วยเหลือตนเองหากติดอยู่ในรถ ซึ่งแม้กระทั่งก่อนเปิดภาคเรียนก็ได้ทำหนังสือย้ำเป็นครั้งที่ 2 แต่ยังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีก คาดว่าจากที่ทำหนังสือไปโรงเรียนยังไม่ได้ซักซ้อม
เบื้องต้นรับรายงานว่ารถรับส่งดังกล่าวเป็นรถกระบะต่อเติมหลังคาและมีที่นั่ง โดยวันเกิดเหตุเด็กซึ่งทราบว่า เป็นญาติห่าง ๆ กับคนขับได้นั่งบริเวณแค๊บด้านหลังคนขับและเกิดหลับจนเมื่อถึงโรงเรียนเด็กลงหมดจากกระบะหลัง เหลือเพียงเด็กคนดังกล่าวคนเดียวและคนขับก็ไม่ทันได้ดู มาพบอีกทีตอนเวลาประมาณ 15.00 น.ก็ เสียชีวิตแล้ว ทั้งนี้ คาดว่าคนขับเป็นครูผู้สอนในโรงเรียนดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม ได้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงลงไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้วส่วน การลงโทษผู้บริหารสถานศึกษา หรือครูที่เกี่ยวข้องในส่วนของ ศธ.นั้นคงทำได้ตามลำดับ ตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือน โดยพิจารณาตามความผิดแต่ในกรณีลักษณะนี้ก็จะมีโทษทางกฎหมาย คือ โทษอาญา
เจ้าของโรงเรียนเด็กตายในรถยอมรับผิดทุกอย่าง
เมื่อเวลา 15.45 น. น.ส.ธัญยาธรณ์ และนายสรายุทธ ทาจันทร์ อายุ 30 ปี สองสามีภรรยา พร้อมกับญาติๆ ได้รอรับศพ ด.ช.สุริยาการ หรือ น้องพอตเตอร์ ที่นอนเสียชีวิตในรถยนต์กะบะ รถยนต์อีซุซุ สีบอร์นทอง หมายเลขทะเบียน บบ.1239 ศรีสะเกษ ซึ่งน.ส.อัมพิกา เพชรนาม เป็นผู้ขับรถ ครูพี่เลี้ยงไปรับจากบ้านมาโรงเรียน และปล่อยให้นอนในรถจนเวลา 15.00 น. จึงรู้ว่าเด็กติดอยู่ในรถนำส่งโรงพยาบาลแต่เสียชีวิต
โดยขณะที่รอรับศพ แต่ได้รับแจ้งจากแพทย์ว่ายังไม่ได้ทำการผ่าชันสูตร จึงยังรับศพไปไม่ได้ และยังไม่ทราบเวลาที่แน่นอนว่าจะสามารถศพกลับได้เมื่อใด ระหว่างนั้นได้มี นายบุญมา นวลสาย เจ้าของโรงเรียนอุทุมพรวิทยา เดินทางมาพร้อมกับภรรยา ได้ขอเจรจาพูดคุยกับสองสามีภรรยา และบรรดาญาติๆ ของน้องพอตเตอร์
นายบุญมา ระบุว่า ในฐานะเจ้าของโรงเรียนขอรับผิดทุกอย่าง แต่อยากที่จะขอชี้แจงให้ญาติเข้าใจว่าเด็กคนนี้ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่โรงเรียนจะรับเข้าเรียน กล่าวคือ เมื่อปีที่ผ่านมา ครูที่รับมาว่าเป็นญาติกัน ฝากมารอเข้าเรียนเมื่ออายุครบ 3 ขวบ โดยเมื่อปีที่แล้ว ได้เดินทางมาเรียนฟรีตลอดโดยที่ยังไม่มีชื่อเข้าโรงเรียน พอเปิดเทอมมาในปีนี้ น้องพอตเตอร์กำลังนำเอกสารมาเพื่อที่จะสมัครเข้าเรียนกับโรงเรียน โดยครูอัมพิกา เป็นผู้พามาสมัคร แต่ยังไม่ยื่นเอกสารหลักฐานน้องก็มาเสียชีวิตก่อน ซึ่งเมื่อตรวจในกระเป๋ามาโรงเรียนก็ยังพบเอกสารที่พ่อแม่มอบมาให้อยู่กำลังจะมาลงทะเบียนเป็นนักเรียนเพราะครบ อายุ 3 ขวบแล้ว แต่ทางโรงเรียนก็ไม่ปฎิเสธความรับผิดชอบแต่อย่างใด ขอรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อเรื่องที่เกิดขึ้น โดยเบื้องต้นวันนี้ขอช่วยค่าทำศพไปก่อน 3 หมื่นบาท หลังจากนี้ก็แล้วแต่การพูดคุยกัน โดยจะรอครูอัมพิกาก่อนเพราะขณะนี้เสียใจมาก ไม่สามารถมาพบพนักงานสอบสวนได้ และยังไม่ยอมพูดยอมคุยกับใคร ได้แต่ร้องให้เสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเดียว
ด้านแม่น้องพอตเตอร์ กล่าวว่า สงสัยว่าทำไมเจ้าของโรงเรียนมาบอกว่าลูกไม่ได้เป็นนักเรียนของที่นี่ ทั้งที่ครูอัมพิกาก็เป็นผู้มารับเด็ก มาพาเด็กไปเข้าโรงเรียนเพื่อที่จะรับค่าหัวจากโรงเรียน และโรงเรียนก็รับค่าหัวจากรัฐบาลต่อ ซึ่งเหมือนกับโรงเรียนเอกชนทั่วๆ ไป แต่ในเมื่อเกิดเหตุขึ้นมาทำไมจึงได้ปฎิเสธความรับผิดชอบ แล้วโยนความผิดชอบไปให้ครูที่หาเด็กมาเข้าโรงเรียนเพื่อรับค่าหัวอย่างเดียว โดยที่โรงเรียนไม่ยอมรับไม่น่าที่จะถูกต้อง และตนสงสัยว่าทำไมโรงเรียนไม่มีมาตรการออกมาดูแลเด็กที่อาจจะไปเล่นใกล้รถ หรือติดอยู่ในรถ ทั้งที่โรงเรียนก็ไม่ได้มีอาณาเขตกว้างมากสักเท่าใด ทำไม่ไม่ทราบว่าเด็กไม่ครบ ตนเองไม่ได้เห็นแก่เงินที่จะมาชดเชยให้แต่ต้องการเรียกร้องความรับผิดชอบเท่านั้น ลูกตนทั้งคนเสียชีวิตในรถ คิดดูว่าเขานอนขาดอากาศหายใจ กว่าจะหมดลมเขาจะทรมานขนาดไหน
ขณะที่นายประทีป กิรติเรขา ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ในกรณีเช่นนี้นับเป็นความสูญเสียของจังหวัดศรีสะเกษด้วย ซึ่งเรื่องเช่นนี้ไม่น่าที่จะเกิดขึ้นหากเรามีมาตรการที่ชัดเจนของการรับเด็กมาโรงเรียน จากเดิมที่จังหวัดได้สั่งการและติดตามการดำเนินงานมาโดยตลอดก็คือ การให้สำนักงานขนส่งจังหวัดได้ทำการอบรมผู้ขับรถที่รับส่งเด็กจากบ้านมาโรงเรียน และจากโรงเรียนกลับบ้าน แต่กรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นการนำรถของครูมารับเด็กซึ่งอาจจะเป็นบุตรหลานหมู่บ้านเดียวกันมาโรงเรียน ซึ่งยังไม่ถือว่าเป็นรถรับส่งโดยตรง เพราะฉะนั้นอาจจะเกิดความเผลอพลาดขึ้นได้ กรณีเช่นนี้ก็จะต้องเชิญมารับความรู้ในดารดูแล การขับรถยนต์ การเฝ้าระวังเหตุร้ายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่นปล่อยเด็กนอนเสียชีวิตในรถ หรือกรณีอื่นๆ อันอาจจะเกิดขึ้นกับเด็ก ที่ผ่านมาสำนักงานขนส่งก็ได้จัดการอบรมทุกปีก่อนเปิดเทอม แต่เฉพาะรถที่ลงทะเบียนเป็นรถรับส่งเด็กนักเรียน แต่รถที่ครูรับลูกหลานมาเช่นนี้ยังไม่ได้ทำ ต่อไปต้องทำทุกคันที่รับเด็ก และถือเป็นมาตรการหลักเลยเพราะไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซ้อนขึ้นอีก
พ.ต.ท.ทินกร เดชาเลิศ สารวัตรเวรสอบสวนเจ้าของคดี กล่าวว่า ได้รับการประสานจากทนาย และครูอัมพิกา ผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าวว่า จะขอเข้าให้ปากคำรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 16 พ.ค.นี้
...........................................
(หมายเหตุ : ภาพจากแฟ้มข่าว)



