
มะเร็งหมาหมู่ในสัมคมไทย
มะเร็งหมาหมู่ในสัมคมไทย : สุทธิชัย หยุ่น
ผมยังไม่ได้ยินคนไทยคนไหนด่าเพื่อนว่า “ไอ้มะเร็ง” ทั้ง ๆ ที่รู้กันว่าเป็นโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หายและใครเป็นแล้วจะต้องเริ่มนับถอยหลังสำหรับชีวิตตัวเอง
วันไหนที่ใครด่าคุณว่า “ไอ้มะเร็ง” ก็จงรู้ไว้ว่าเขาให้เกียรติคุณมากกว่าที่จะเรียกคุณว่า “ไอ้เส็งเคร็ง” หรือ “ไอ้ไทกอ” (ใช้ด่าสมัยโบราณมากเพราะโรคเรื้อนขณะนั้นเป็นโรคน่ารังเกียจมาก) เพราะมะเร็งยังเป็นคำที่เชื่อกันว่ามี “ชนชั้น” สำหรับสังคมไทย
ผมยังไม่ได้ยินศัพท์ “มะเร็งเฮงซวย” ในภาษาชาวบ้านไทยเราอีกเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่ผมว่าฟังแล้วมันเลวร้ายไม่น้อย น่าจะเป็นศัพท์ทันสมัยอีกคำหนึ่งสำหรับสังคมไทยที่พยายามหาคำเล่นงานกันจนถึงวันนี้หาอะไรใหม่ ๆ ไม่ได้แล้ว
เพราะคนไทยขาดความคิดนวัตกรรม แม้กระทั่งการหาคำต่อว่าต่อขานกันก็ยังเก่าแก่โบราณยิ่ง ไม่มีการสร้างสรรค์ในการทำลายล้างกันเลย!
มันเป็นโรคร้าย แต่คำว่า “มะเร็ง” ยังฟังดูทันสมัยอยู่เพราะสมัยหนึ่งคนรวยเท่านั้นที่เป็นโรคมะเร็ง ส่วนคนจนคนไม่มีเงินทองรักษาโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ดัง ๆ นั้นแม้จะเป็น “มะเร็ง” จริง, แต่สมัยก่อนก็ยังไม่เรียกมันว่า “มะเร็ง” โดยเฉพาะในต่างจังหวัด
แต่ก่อนผู้คนตายด้วยมะเร็งก็ไม่น้อย แต่วิทยาการทางแพทย์สมัยนั้นยังไม่มีพอที่จะเข้าใจว่ามันคือการเติบใหญ่ของเซลล์มนุษย์ที่ออกเหนือการควบคุม
จึงเรียกก้อนเนื้อที่ขยายตัวและลามไปส่วนอื่น ๆ ของร่างกายว่าเป็นก้อนเนื้อพิสดาร เป็นฝีร้ายแรงหรือไม่ก็สงสัยว่ามีผีที่ไหนเสกก้อนเนื้อประหลาดนี้ในร่างกายคน
มะเร็งยุคใหม่นี้จึงกลายเป็นเรื่องน่ากลัวกว่าแต่ก่อน เพราะเรามีความรู้มากขึ้นทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ แต่ก็ยังไม่มีใครบอกได้ว่ามันมาอย่างไรจริง ๆ...รู้ว่ามันเป็นเรื่องผิดปกติ, รู้ว่ามันอันตราย, รู้ว่ามันลามไปทุกส่วนของร่างกายได้...แต่ไม่รู้ว่าจะป้องกันหรือรักษามันอย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ อย่างไร
“มะเร็ง” จึงมาพร้อมกับความกลัว, ความหวั่นไหว, ความน่ารังเกียจและผสมปนเปกับความสิ้นหวังและท้อแท้
มันไม่ได้เป็นโรคร้ายในร่างกายมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นศัพท์ที่ใช้กับปรากฏการณ์ของสังคมที่ย่ำแย่แก้ไขไม่ได้และมีแต่จะทำลายสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา
คอร์รับชั่นจึงเป็น “มะเร็ง” ร้ายของสังคมไทยที่น่ากลัวกว่ามะเร็งในร่างกายของคน เพราะมะเร็งในตัวคนทำร้ายและทำลายก็แต่คนคนนั้นเท่านั้น ไม่ติดต่อไปถึงคนใกล้เคียง และหากคนคนนั้นมีวินัยชีวิต เชื่อหมอ กินอยู่อย่างใกล้ชิดธรรมชาติ ดำรงชีวิตอย่างพอเพียง ก็อาจจะไม่ถึงกับต้องล้มหายตายจากไปในเร็ววัน
แต่การฉ้อฉลในสังคมนั้นเป็น “มะเร็งหมาหมู่” เพราะมันรุมกินโต๊ะอย่างไร้ยางอาย และไม่มีกติกา
“มะเร็งหมาหมู่” ที่มาในรูปกินทุกรูปแบบทุกโอกาสและทุกบาททุกสตางค์นั้นเป็นการแตกตัวของ “เซลล์” ในแวดวงการเมืองที่ฝังรากลึกและแฝงตัวซ่อนเร้นอย่างแนบเนียบ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แม้ใช้เครื่องส่องประสิทธิภาพสูงเพียงใดบ่อยครั้งก็มิอาจจะวินัจฉัยโรคได้
เพราะมะเร็งคอร์รับชั่นตัวนี้ “ดื้อยา” อย่างน่าอัศจรรย์ และสามารถจะหลอกล่อขุมกำลังแห่งความดีความถูกต้องได้อย่างคล่องแคล่วยิ่งนัก
ความสามารถพิเศษของมะเร็งทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงสายพันธุ์ไทยนั้นคือการทำให้ส่วนอื่นๆ ของสังคมไทยเห็นว่ามันไม่ใช่เป็นสิ่งเลวร้ายที่ต้องกำจัด ตรงกันข้าม บางครั้งมันสามารถจะน้าวโน้มให้คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นสิ่งอันตรายมากมายอะไร บางครั้งมีมันไว้บ้างก็จะทำให้อะไรมันลื่นไหลไปได้กว่าไม่มีมันด้วยซ้ำ
เผลอนิดเดียว, มันก็รุมกินหมดเกลี้ยงและสามารถที่จะครอบงำส่วนอื่น ๆ ของสังคมอย่างที่ไม่มีใครสามารถจะสะกัดกั้นได้ทัน
เพราะมะเร็งในสังคมก็ไม่ต่างกับมะเร็งในร่างกายของคน ตอนเริ่มก่อตัวใหม่ ๆ ไม่แสดงอาการอะไรให้เห็น ความจริงมันก็เป็น “เซลล์” ที่แรกเริ่มก็ดูธรรมดา ๆ ไม่มีพิษสงร้ายแรงอะไร จึงไม่มีใครทึกทักหาเรื่องจับมันไปตรวจดูว่าเป็นอันตรายหรือไม่
การเติบใหญ่ของมะเร็งโกงกินกับมะเร็งในร่างกายมีความละม้ายกันที่มันค่อย ๆ โต และหากมีเซลล์ดี ๆ ที่แข็งแรงกว่ามาพบเห็นก็ทำลายมันได้ก่อนที่มันจะก่อตัวกลายเป็นยักษ์มารที่จะกลืนกันเซลล์ดี ๆ อื่น ๆ
แต่ปัญหาก็คือว่า “เซลล์” ดี ๆ มักจะไม่รวมตัวกันสร้างภูมิคุ้มกันให้เหนียวแน่น ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเอง ไม่รวมพลังตรวจตราว่ามีเซลล์ตัวไหนที่เริ่มแสดงอาการเป็นอันธพาลหรือเริ่มจะทำตัวเป็นมหาโจรที่จะปล้นฆ่าเซลล์ดีอื่น ๆ อย่างโหดเหี้ยมทารุณ
มารู้อีกทีก็ช้าเกินไปเสียแล้ว เพราะเจ้า “มะเร็ง” สังคมนี่มันหลอกล่อเซลล์ตัวอื่น ๆ ได้เก่งกาจนัก ทิ้งเอาไว้ระยะหนึ่งมันก็เติบใหญ่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วอย่างน่ากลัว
พอเซลล์ดี ๆ ตั้งตัวได้ในสังคมไทย รวมตัวกันเพื่อต่อต้านและตั้งป้อมสู้กับมัน ก็มักจะสายเกินแก้ไข อย่างที่เห็นกันทุกวันนี้
แต่ทุกสังคมย่อมเรียนรู้จากของจริง และแม้ว่าสังคมไทยเราจะถูก “มะเร็ง” เกาะกินมาช้านาน หลายครั้งก็อ่อนเปลี่ยนเพลียแรงเพราะเจ้าโรคมะเร็งคอร์รับชั่นนี่แหละ แต่ก็ยังเอาตัวรอดมาได้ถึงวันนี้...แม้ว่าจะเป็นการเอาตัวรอดไปชั่วครั้งชั่วคราว, แต่ก็หวังว่าเมื่อศึกษาวิจัยกันอย่างจริงจังและสามารถระดมสรรพกำลังของสังคมมาร่วมกันต่อสู้กับมันแล้ว, มะเร็งร้ายตัวนี้ก็จะถูกสะกัดกั้นได้
วงการแพทย์ยังต้องศึกษาและวิจัยตลอดเวลาเพื่อหาทางป้องกันและรักษามะเร็งในร่างกายมนุษย์ได้
วงการเมืองและสังคมไทยก็ต้องวิเคราะห์วิจัยและวิสัชนาเพื่อหาทางป้องกันและสู้กับมะเร็งคอร์รับชั่นอย่างไม่ย่อท้อต่อไป
เพราะยอมแพ้มันวันนี้, ก็จะไม่มีอะไรเหลือให้ลูกหลานแน่นอน
...............
(หมายเหตุ : มะเร็งหมาหมู่ในสัมคมไทย : สุทธิชัย หยุ่น http://www.oknation.net/blog/suthichai/2013/05/14/entry-1)



