ข่าว

บทเรียนสู้เหมืองโพแทสลุยค้านเคมิคัลคอมเพล็กซ์

บทเรียนสู้เหมืองโพแทสลุยค้านเคมิคัลคอมเพล็กซ์

14 พ.ค. 2556

ถอดบทเรียนสู้เหมืองโพแทส ลุยค้านเคมิคัลคอมเพล็กซ์ : กวินทรา ใจซื่อรายงาน


                กระแสต่อต้านการก่อสร้างเหมืองแร่โพแทสใน จ.อุดรธานี มีมาอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติได้ในเร็ววัน ชาวบ้านนอกพื้นที่ก็ดูเหมือนจะไม่ให้ความสนใจเรื่องนี้มากนัก เนื่องจากอาจมองว่า เป็นสิ่งไกลตัว กระทั่ง "สุวิทย์ กุหลาบวงษ์" เลขาธิการ กป.อพช.อีสาน หัวหอกต่อต้านการทำเหมืองแร่ในอีสาน ออกมาระบุว่า มีนายทุนจากประเทศจีนรุกคืบที่จะทำโครงการเหมืองแร่โพแทส ที่ จ.ขอนแก่น และมีการยื่นขออาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจหาแหล่งแร่แล้ว รวมทั้งมีการสำรวจอีกหลายจังหวัดในภาคอีสานพื้นที่หลายแสนไร่ ซึ่งหากโครงการทั้งหมดเดินหน้าสำเร็จ แร่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากมายมหาศาลจะแปรเปลี่ยนที่นาไปสู่การเป็น "เคมีคัล คอมเพล็กซ์" บนพื้นที่ภาคอีสาน ทำให้ถูกกลุ่มต่อต้านเดินหน้าคัดค้านจนถึงที่สุด ด้วยเหตุที่เหมืองแร่โพแทสจะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเค็มจากเกลือโพแทสและการพังทลายของผืนดินเพราะการขุดเจาะ

                “การต่อสู้กับโครงการเหมืองแร่โพแทสจะไม่มีวันจบ เพราะยังมีบริษัทใหม่ๆ ที่เข้ามาลงทุนแทน กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จ.อุดรธานี จะต้องต่อสู้ไปพร้อมกับการยกระดับไปสู่การสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ชาวบ้านต้องมองปัญหาให้เป็น มองให้ได้มากกว่าประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนของตัวเอง คือการรู้จักสิทธิชุมชน การรักษาและอนุรักษ์พื้นที่ทำกิน รวมถึงการปกป้องทรัพยากร และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน ตลอดจนการปกป้องสิทธิชุมชนของตนเอง จากการคุกคามของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างเหมืองแร่โพแทสให้ออกไปจากชุมชนให้ได้”ฃ

                "สุวิทย์" สะท้อนให้เห็นกระบวนการต่อสู้ที่มีมาอย่างยาวนานของชาวบ้านใน จ.อุดรธานี ที่หวั่นเกรงว่า การคืบคลานเข้ามาของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างการทำเหมืองแร่โพแทส จะส่งผลกระทบให้แก่ชุมชนอย่างไม่รู้จบสิ้น

                การประชุมสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ประจำปี 2556 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2556 แกนนำชาวบ้านพร้อมสมาชิกกว่า 20 หมู่บ้าน 4 ตำบล คือ ต.ห้วยสามพาด ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม ต.หนองไผ่ และต.โนนสูง อ.เมือง กว่า 300 คน   ที่เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน นับเป็นการต่อสู้ท่ามกลางการพัฒนาประเทศที่ไม่รับฟังความคิดเห็นของชุมชน จุดเริ่มต้นของชาวบ้านจึงเป็นการต่อสู้ที่โดดเดี่ยว

                13 ปีที่ชาวบ้านต้องทิ้งจอบเสียม เรือกสวนไร่นา แล้วหันมานั่งอ่านเรื่องสิทธิชุมชน ทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายเหมืองแร่ เรียนรู้สิ่งที่มีอยู่ในชุมชน เพื่อใช้เป็นข้อหักล้างต่อสู้กับการพัฒนาของหน่วงงานภาครัฐ ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคย แต่ที่เต็มใจทำคือการรักษาไว้ซึ่งวิถีชีวิตและความเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายบนผืนดินอีสาน ที่บรรพบุรุษให้มา

                การประชุมประจำปีของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ถือเป็นการทำความเข้าใจ ความเป็นไปและความเคลื่อนไหวทั้งของบริษัทที่เข้ามาลงทุน รวมถึงเสียงสะท้อนของการเข้ามาร่วมกันทำงานเคลื่อนไหวปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจในสถานการณ์การต่อสู้กับโครงการเหมืองแร่โพแทสให้แก่ชาวบ้านที่เป็นสมาชิกได้เข้าใจ และรับรู้ร่วมกัน ปัจจุบันโครงการอยู่ในขั้นตอนการพิจารณารายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้ชาวบ้านยิ่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังต้องรวมตัวเป็นเครือข่ายกับชาวบ้านในพื้นที่อื่นๆ ที่อาจจะมีโครงการเหมืองแร่โพแทส

                กระบวนการต่อสู้เรียกร้อง เคลื่อนไหวผลักดัน เกิดจากการรวมตัวของประชาคม นักวิชาการ และกลุ่มชาวบ้านในชุมชน ที่พยายามผลักดันให้รัฐบาลทุกชุดได้ทบทวน ปรับปรุงการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทำโครงการเหมืองแร่โพแทส

                นอกจากนี้ชาวบ้านได้ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลเพิ่มกระบวนการการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอด้วย

                “ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ารัฐบาลไม่เคยรับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่ ไม่วางตัวเป็นกลาง มีการปกปิดข้อมูล หรือการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทที่เข้ามาลงทุน ส่วนบริษัทที่เข้ามาลงทุน หากมีการประชาสัมพันธ์โครงการก็จะมีการแจกเงิน ให้ข้อมูลผิดแก่ชาวบ้าน ให้แต่ข้อมูลด้านดี ขนคนเข้ามาทำประชาพิจารณ์ เหล่านี้ล้วนทำให้ชาวบ้านเกิดความขัดแย้ง ชาวบ้านไม่เชื่อถือ ไม่ไว้ใจหน่วยงานรัฐที่แสดงออกชัดเจนถึงความไม่ใส่ใจปัญหาของชาวบ้านในชุมชน” ภาพวีดิทัศน์ประมวลภาพเหตุการณ์การเคลื่อนไหวตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ทั้งการยื่นหนังสือต่อหน่วยงานรัฐ การร้องขอความช่วยเหลือไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน การปิดถนนเรียกร้องให้หน่วยงานหันมาใส่ใจแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ถือเป็นชุดประสบการณ์ที่ชาวบ้านได้ออกมาปกป้องสิทธิชุมชนร่วมกัน เป็นตำรานอกห้องเรียนที่ล้วนผ่านน้ำตา การต่อสู้เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินเกิด ที่สำคัญประสบการณ์ 12 ปีนี้ นำไปสู่การเคลื่อนไหวรักษาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

                “เราจะวางแนวทาง การจัดระบบภายในองค์กรชาวบ้าน เพื่อต่อสู้กับโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาในปัจจุบันที่ส่งผลต่อประชาชนในพื้นที่ ให้แกนนำได้สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน รวมทั้งวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาโดยรวม จากนั้นจะวางแผนการทำงานที่ขับเคลื่อนร่วมกันทั้งขบวน”

                การต่อสู้มายาวนานส่งผลให้ประชาชนใน จ.อุดรธานี รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง ใส่ใจและหันมาสนใจความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มีแนวร่วมที่เป็นทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจสีเขียว เครือข่ายภาคประชาชนจากทั่วประเทศ ที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน ท้ายที่สุดคือการร่วมมือกันในระดับเครือข่ายที่ขยายวงมากขึ้น 

                การรุกคืบของกลุ่มทุนที่จะเปลี่ยนผืนนาอีสานเป็นเหมืองแร่ จึงไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามวัน


โพแทสในมุมที่ไม่เป็นมิตร

                มีขอมูลชี้ว่า โพแทสไม่เป็นพิษภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม อาจเกิดระคายเคืองบ้างเมื่อสัมผัส กิน หรือสูดดมเข้าไปอาจทำให้ท้องเสีย ร่างกายสามารถขับออกได้เอง ไม่ก่อมะเร็ง แต่การทำเหมืองแร่โพแทสจะทำให้เกิดกากหรือของเสียที่เรียกว่า "หางเกลือ" เพราะแร่ชนิดนี้มีองค์ประกอบของเกลืออยู่ด้วย โดยเฉพาะที่อุดรธานีคาดกันว่าจะมีหางเกลือจำนวนมหาศาลถูกทิ้งออกมา นั่นหมายถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม อันได้แก่ ความเสื่อมทรุดของคุณภาพอากาศ ดิน น้ำ(ทั้งบนดินและระบบน้ำใต้ดิน) หรือแม้แต่สภาพทางสังคม เช่น การส่งเสียงรบกวน การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์-มอนอกไซด์-มีเทน ภาวะเรือนกระจก ขณะที่การแต่งแร่จะใช้น้ำจากชุมชนจำนวนมหาศาล

                และที่สำคัญ เมื่อชาวบ้านแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มทั้งคัดค้านและสนับสนุน อาจนำไปสู่การเผชิญหน้ากันได้ในที่สุด นั่นคือบทสรุปที่ว่า เหมืองโพแทชนำมาซึ่งมิติปัญหาทางสังคมอีกด้วย

...................................

(หมายเหตุ : ถอดบทเรียนสู้เหมืองโพแทส ลุยค้านเคมิคัลคอมเพล็กซ์ : กวินทรา  ใจซื่อรายงาน)