ข่าว

ผู้นำมือเปื้อนเลือด(2)

ผู้นำมือเปื้อนเลือด(2)

15 พ.ค. 2556

นอกบ้านผ่านเมือง : ผู้นำมือเปื้อนเลือด (2) : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 

                         แม้ว่าสงครามกลางเมืองในกัวเตมาลาจะยุติลงในปี 2539 แต่กระบวนการยุติธรรมต้องใช้เวลาอีกถึง 15 ปีกว่าจะนำตัวอดีตประธานาธิบดีเอฟราอิน ริออส มอนต์ ไปขึ้นศาลในข้อหาอาชญากรสงครามและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้ เหตุที่ล่าช้าเป็นเพราะการเป็นนกรู้ของนายมอนต์ หลังจากถูกนายทหารยึดอำนาจด้วยปลายกระบอกปืนเพียงแค่ปีเดียวที่ตัวเองสวมหัวโขนผู้นำประเทศ นายมอนต์ ซึ่งเข้าใจในสัจธรรมว่า "สมบัติผลัดกันชม" ไม่คิดแก้แค้นให้มากเรื่อง ก็กระโจนเข้ามาเล่นการเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้งได้เป็นสมาชิกรัฐสภาที่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง จนท้ายสุดได้เป็นถึงประธานสภาผู้แทนฯ

                         แต่ทันทีที่นายมอนต์หมดวาระเมื่อเดือนมกราคม 2555 กระบวนการยุติธรรมที่รอจังหวะมานานก็เริ่มขับเคลื่อนดำเนินการทันที แม้ว่าทนายของนายมอนต์จะพยายามขอเลื่อนคดีครั้งแล้วครั้งเล่าอ้างว่าลูกความมีอายุมากถึง 86 ปีแล้ว อาจจะเสียชีวิตได้ง่ายๆ ก่อนจะถูกนำตัวขึ้นศาล แต่ผู้พิพากษา 3 คนก็ไม่ฟังคำคัดค้านนั้น เดินหน้าสืบปากคำพยานร่วมร้อยคนที่ตกเป็นเหยื่อในยุคทมิฬนั้น ทั้งถูกข่มขืนหมู่หรือรอดตายหวุดหวิดจากเหตุการณ์สังหารผู้หญิงและเด็ก ฯลฯ

                         ท้ายสุด ศาลก็ตัดสินคืนความเป็นธรรมให้แก่เหยื่ออธรรมร่วม 2 พันศพ ด้วยการให้จำคุกนายมอนต์เป็นเวลา 80 ปี แทนที่จะสำนึกผิด นายมอนต์กลับประกาศว่าจะยื่นอุทธรณ์ พร้อมกับให้สัมภาษณ์กองทัพนักข่าวเย้ยหยันคำตัดสินของศาลว่า “เป็นแค่ละครการเมืองลวงโลก ซึ่งมีแต่จะสร้างความปวดร้าวให้แก่ชาวกัวเตมาลาทั้งประเทศ ผมไม่วิตกทุกข์ร้อนอะไร เพราะมือของผมไม่เคยเปื้อนเลือดพี่น้องร่วมชาติ ผมไม่โศกเศร้าเสียใจ เพราะผมปฏิบัติไปตามกฎหมาย” นายมอนต์ยืนยันด้วยว่าตัวเองทำถูกแล้วที่กวาดล้างพวกกบฏ เนื่องจากเป็น “ตัวปัญหาใหญ่ของประเทศชาติ”

                         ผู้สันทัดกรณีหลายคนมองว่าการตัดสินของศาลกัวเตมาลาครั้งนี้อาจจะเป็นการ "เชือดไก่ตัวแรกให้ลิงดู" เป็นการเตือนผู้นำละตินอเมริกาในอนาคตว่าอย่าพึงคิดจะเดินตามรอยของอดีตผู้นำเผด็จการหลายคนที่ปกครองประเทศด้วยกำปั้นเหล็ก โดยคิดว่า "มือเดียวบังฟ้ามิด" เพราะท้ายสุดก็ไม่มีใครหนีบ่วงกรรมพ้น

                         ในช่วงทศวรรษ 2513-2523 ถือเป็นยุคทมิฬหรือ "ยุคมารครองเมือง" ในหลายประเทศในละตินอเมริกา อาทิ ชิลี บราซิล และอาร์เจนตินา เมื่อผู้นำเผด็จการในยุคนั้นได้เข่นฆ่าประชาชนอย่างเหี้ยมโหดนับหมื่นๆ คน ภายใต้การรู้เห็นเป็นใจของซีไอเอที่ต้องการกำจัดฝ่ายซ้ายหรือชาวพรรคสังคมนิยมไม่ให้ขึ้นมามีอำนาจในประเทศที่ถือว่าเป็นหลังบ้านของสหรัฐอเมริกา แต่สิบยี่สิบปีให้หลัง ผู้นำเหล่านั้นก็ถูกนำตัวขึ้นศาลเป็นแถวๆ

 

 

---------------------

(นอกบ้านผ่านเมือง : ผู้นำมือเปื้อนเลือด (2) : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)