ข่าว

"สาทิตย์"รับห่วงสื่อแดงฯสั่งจับตาหวั่นใช้เป็นเครื่องมือปลุกระดม

"สาทิตย์"รับห่วงสื่อแดงฯสั่งจับตาหวั่นใช้เป็นเครื่องมือปลุกระดม

05 มิ.ย. 2552

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี กลุ่มคนเสื้อแดงวางแผงหนังสือพิมพ์ "ไทย เรด นิวส์" ฉบับแรก โดยมีเนื้อหาค่อนข้างรุนแรง และมีเรื่องเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า

 เขายังไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าว ซึ่งหลายฝ่ายก็รู้สึกเป็นห่วง เพราะเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ผลกระทบครั้งนั้นยังต้องกอบกู้ถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้น หากคนกลุ่มนี้ดำเนินการในเชิงสื่อออกมาให้ฝ่ายหลายวิตกกังวล คงเป็นเรื่องที่จะต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

 "คนที่ทำสื่อสิ่งพิมพ์ ควรคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย สื่อสารมวลชนควรมีเนื้อหาเพื่อสังคม มากกว่าใช้เป็นเครื่องมือ อย่างนั้นจะกลายเป็นสื่อเทียม นำไปสู้ความขัดแย้งรุนแรงได้ อันนี้คือสิ่งที่เรากังวล"
 เมื่อถามว่าจะจับดูเนื้อหาเป็นพิเศษหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ต้องดู เพราะประสบการณ์จากเดือนเม.ย.บอกว่าเป็นเรื่องที่ไว้วางใจไม่ได้ ต้องดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 เมื่อถามว่า ประเมินหรือไม่ว่า เเกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงใช้สื่อนี้ระดมมวลชนในช่วงปลายเดือนมิ.ย.ที่จะมีการชุมนุมใหญ่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า คิดว่ามีส่วนสัมพันธ์โยงใย ซึ่งเราก็เป็นห่วงและทุกฝ่ายจับตาดูอยู่ เราไม่อยากให้การชุมนุมซ้ำรอย และบานปลายวุ่นวายกลางเมือง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเเละสังคม

 "วันนี้ ผมได้หารือกับหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะกับอนุกรรมการกทช. ซึ่งจัดทำเรื่องระเบียบวิทยุชุมชน ขอให้เขามีการไปดำเนินการจดทะเบียนให้เป็นไปตามกฎหมายโดยเร็ว เพื่อให้วิทยุชุมชนเข้าสู่ระเบียบที่สามารถควบคุมได้ ที่ผ่านมาเสรีมาก แต่มีหลายสถานีถูกจัดการแล้ว แต่ก็ยังมีสถานีที่จับตาดูอยู่"

 นายสาทิตย์ กล่าวว่า ในส่วนสื่อของรัฐ เราได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องการติดตามสถานการณ์ สิ่งหนึ่งที่เราอยากให้สื่อออกไปคือ ความกังวลของคนทุกภาคส่วน ต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศในเวลาที่ผ่านมา ขอให้ทุกภาคส่วนระมัดระวังการเคลื่อนไหวด้วย

 เมื่อถามว่า นอกจากจับตาหนังสือพิมพ์เรดนิวส์เเล้ว ในส่วนหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเเละเอเอสทีวี จะทำอย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเนื้อหา ถ้าเนื้อหานำไปสู่การทำผิดกฎหมาย ก็ชอบที่หน่วยงานเกี่ยวข้องดำเนินการ สื่อสิ่งพิมพ์ในหลักการต้องให้ควบคุมกันเอง ถ้าเกินเลยล้ำเส้นต้องเป็นมาตรการทางกฎหมาย แต่ปัจจุบันยังไม่พบว่าผิดกฎหมาย