ข่าว

การเมืองร้อนเพราะคนทำให้ร้อนหรือร้อนด้วยเหตุอื่น

การเมืองร้อนเพราะคนทำให้ร้อนหรือร้อนด้วยเหตุอื่น

10 พ.ค. 2556

การเมืองร้อนเพราะคนทำให้ร้อนหรือร้อนด้วยเหตุอื่น : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn


            ความเคลื่อนไหวทางการเมืองเดือนพฤษภาคมดูเหมือนจะร้อนแรงขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่วันแรกของเดือนตั้งแต่วันแรงงานแห่งชาติที่ผู้ใช้แรงงานได้เคลื่อนไหวเรียกร้องสวัสดิการและการดูแลสภาพการทำงานซึ่งต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ตึกถล่มที่บังกลาเทศคนเสียชีวิตร่วมพันคนเคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อนและดูเหมือนว่าในหลายสถานที่ทำงานเฉพาะอย่างยิ่งที่เราเอาคนพม่ากะเหรี่ยง ไทยใหญ่ หรือคนลาวมาทำงานในอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้แรงงานขนาดใหญ่ (labour intensive industry) มีแนวโน้มใกล้เคียงกันที่จะเกิดโศกนาฏกรรมได้ไม่น้อย เพราะถูกปล่อยปละละเลยและการไม่เอาใจใส่ดูแลของทั้งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องและเจ้าของผู้ประกอบการที่เน้นผลกำไรสูงสุด

            ตามมาด้วยปัญหาของการเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภาของกลุ่มคนเสื้อแดงและกลุ่มประชาชนที่ออกมาล้อมทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องสิทธิและเร่งรัดให้รัฐบาลเข้าไปแก้ไขเยียวยาปัญหาในท้องถิ่นชุมชนของตนเอง ซึ่งทำให้บรรยากาศทางการเมืองที่เคยคิดกันว่าจะสงบเงียบดูครึกครื้นและคืนสู่ภาพเก่าๆ เหมือนช่วงกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาล้อมทำเนียบแรมเดือนเมื่อช่วงสองปีที่ผ่านมา

            แต่ทั้งหมดดูเหมือนจะไม่ร้อนแรงเท่ากับการพุ่งเป้าโจมตีไปที่รัฐบาลอย่างรุนแรงและค่อนข้างจะหวังผลจากฝ่ายซึ่งต้องการผลบางอย่าง เพราะการเข้าไปแฮ็กเว็บไซต์ของทำเนียบรัฐบาลก็ดี การใช้คำผรุสวาทรุนแรงในช่วงที่ผ่านมากระทั่งมีการฟ้องร้องกันนั้น ล้วนแต่เป็นการพยายามทำให้ “การเมืองที่สงบร่มเย็นร้อนแรงขึ้นมาทันตาเห็น”

            สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ทำให้น่าจะมองย้อนไปดูบรรยากาศการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไปของประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ซึ่งตั้งเป้าหมายจะให้ปี 2020 หรือ พ.ศ. 2563 จะเปลี่ยนประเทศจากอุตสาหกรรมใหม่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว developed country ซึ่งถือได้ว่าเป็นภารกิจซึ่งท้าทายการเข้ารับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีจากพรรคอัมโนคนเดิม คือ นายนาจิบ เป็นอย่างยิ่ง เพราะกระแสการเมืองในมาเลเซียก็มีบรรยากาศกล่าวหาโจมตีสาดโคลนใส่กันในช่วงการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยพรรคฝ่ายค้านกล่าวหารัฐบาลหลายเรื่องทั้งกระบวนการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส และการใช้กลไกทางการเมืองในการได้ชัยชนะในครั้งนี้

            ถึงกระนั้นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของมาเลเซียก็ดำเนินไปในแนวทางประชาธิปไตยซึ่งไม่มีการกดดันหรือกระทำการนอกกติกา เนื่องด้วยวิถีทางในการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองที่ถูกต้อง คือ ประชาชนเป็นผู้เลือกผู้ให้อาณัติต่อผู้ที่จะเข้ามาปกครองดูแลพวกเขา แต่สำหรับหลายครั้งในสถานการณ์ทางการเมืองของสังคมเรา ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของการช่วงชิงอำนาจที่สามารถกระทำการด้วยวิธีการนานัปการให้ได้มาซึ่งอำนาจที่แม้จะไม่ถูกต้องทำนองคลองธรรมก็มองว่าไม่เป็นไร เพราะรอช้ากว่านี้ไม่ได้ แต่เป็นมุมมองมาจาก “คน หรือฝ่ายที่อยากได้อำนาจ หาได้เป็นความต้องการของคนที่เป็นเจ้าของอำนาจ คือ ประชาชนแต่อย่างใด”

            เราจึงต้องตั้งคำถามว่า วันนี้เวลานี้ ประเทศของเราเดินมาถึงจุดเปลี่ยนหรือทางแยกประการใดที่จำเป็นต้องพลิกตะแคงหรือหมุนทวนเข็มตามเข็มไปในทิศทางอย่างที่ “ผู้หวังต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ” ต้องการหรือไม่ เพราะเท่าที่สังเกตเห็นได้ แม้แต่เรื่องความรุนแรงในภาคใต้ ก็มีหลายฝ่ายออกมาคัดค้านแต่ไม่เสนอแนะทางออกว่า หากไม่เจรจากับ บีอาร์เอ็น โคออดิเนต (BRN) เราจะมีทางออกของปัญหานี้อย่างไร หรือกระทั่งเรื่องของ “ค่าเงินบาทแข็งค่า ปัญหาปากท้อง” หลายต่อหลายเรื่อง มีแต่ผู้คัดง้างไม่เห็นด้วยแต่ไม่มีทางออกซึ่งสามารถมองเห็นทางแก้ปัญหาอย่างชัดเจนหรือดียิ่งกว่า จึงขอให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ในเวลานี้ อาจยังไม่ใช่เวลาของการเปลี่ยนแปลง เพราะเชื่อว่าทุกครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย รัฐบาลจะอยู่หรือไป มีเงื่อนไขที่เป็นพื้นฐานอยู่สองสามกรณี ถ้าไม่สะดุดขาตนเอง ก็เป็นเพราะความเหนื่อยหน่ายของคนในสังคม เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าวันนี้ยังไม่เข้าข่ายสองกรณีสำคัญข้างต้นจะเร่งโหมไฟอย่างไรคงไม่เป็นผล